ตอนที่ 663 ช่างตีเหล็กซ่ง ซ่งเซียนเฟิง
ชายชราที่สวมชุดสีเทาชะงักไปเล็กน้อย จากนั้นก็อดมิได้ที่จะขยี้ตาตนเองอีกครั้ง
เวลาผ่านไปมิกี่อึดใจ
สูด !
เมื่อแน่ใจแล้วว่าหนึ่งในสองคนที่ปรากฏบนม่านแสงนั้นคือ เย่ฉางชิง
เขาก็มีสีหน้าเปลี่ยนไปทันที อดมิได้ที่จะสูดลมหายใจเข้าเฮือกใหญ่
ท่านเย่ !
มิผิดแน่ !
เป็นท่านเย่จริง ๆ ด้วย !
ต้องเป็นท่านเย่อย่างแน่นอน !
เพราะชายชราชุดเทาผู้เป็นหนึ่งในแปดผู้เป็นอมตะของแดนเซียนจื่อฉงนั้น
มีปัญหาที่มิสามารถบรรลุระดับ คอยรบกวนเขามาเกือบหมื่นปี ดังนั้นเขาจึงได้ทำตามคำแนะนำของสหายเก่าแก่ผู้หนึ่ง
โดยการดึงจิตวิญญาณออกมาจากร่าง ท่องไปทั่วสารทิศเพื่อค้นหาโอกาสในการบรรลุ
สุดท้ายผ่านไปได้มินาน เขาก็ได้พบกับรอยแยกบนความว่างเปล่าสายหนึ่งในส่วนลึกของแดนอันตรายแห่งหนึ่ง
อีกทั้งรอยแยกบนความว่างเปล่าสายนี้ก็มิธรรมดาอย่างยิ่ง
เพราะมีแสงสีทองอันเจิดจ้าพุ่งออกมา
ขณะเดียวกัน รอบ ๆ รอยแยกยังมีไอพลังมหามรรคาต่าง ๆ ที่เข้มข้นและบริสุทธิ์ยิ่งแผ่ออกมาอีกด้วย
ดังนั้นเขาจึงคิดว่าตนเองได้พบกับสุดยอดโอกาสบางอย่างเข้าแล้ว จึงได้เข้าไปใกล้รอยแยกนั้นขึ้นเรื่อย ๆ
แต่สิ่งที่เขาคาดมิถึงก็คือ วินาทีที่เขาเข้าไปใกล้รอยแยกนั้น ราวกับไปสัมผัสโดนข้อห้ามโบราณบางอย่างเข้า
ทำให้เขาที่ถอดจิตวิญญาณมา ถูกพลังพิสดารกลุ่มหนึ่งดูดเข้าไปในรอยแยกนั้น
จากนั้นเมื่อเขาได้สติอีกครั้ง
ก็พบว่าความทรงจำและพลังวิญญาณของตนได้ถูกสุดยอดบุคคลท่านหนึ่งผนึกเอาไว้
อีกทั้งยังได้ผนึกจิตวิญญาณของเขาเอาไว้ภายในลูกอ๊อดของคนผู้หนึ่ง
หลังจากนั้นเมื่ออยู่ในครรภ์ได้สิบเดือน เขาจึงได้ถือกำเนิดขึ้นที่เมืองเสี่ยวฉือ
บิดามารดาหาเลี้ยงชีพด้วยการตีเหล็ก
หลังจากที่เติบโตเป็นผู้ใหญ่ ก็สืบทอดกิจการตีเหล็กเพื่อเลี้ยงชีพ
บ้านเขาแซ่ซ่ง คนในเมืองต่างเรียกเขาว่าช่างตีเหล็กซ่ง
เขาใช้ชีวิตอยู่ในเมืองเสี่ยวฉืออย่างสงบมาหลายสิบปี
จนกระทั่งท่านเย่ผู้นี้ปรากฏตัวขึ้นและอยู่มาหลายปี
ผนึกจิตวิญญาณของเขาก็ค่อย ๆ คลายออก
จนสุดท้ายก็สามารถปลดผนึกออกได้ เขาจึงได้กลับมายังแดนเซียนจื่อฉงและกลับคืนสู่ร่างเดิมอีกครั้ง
แต่เพราะได้เกิดเป็นมนุษย์ธรรมดามาแล้วชาติหนึ่ง
จึงทำให้ระดับจิตใจของเขาเกิดการพัฒนาขึ้น และพันธนาการในวิถีเซียนก็ถูกปลดออกด้วยเช่นกัน
ต้องบอกว่าต่อให้เวลานี้จิตวิญญาณของเขาจะกลับเข้าร่างเดิมแล้ว และความแตกฉานในวิถีเซียนกลับพัฒนาขึ้นอย่างมาก
แต่ยิ่งอยู่ในระดับเช่นเขาก็ยิ่งรู้ซึ้งถึงความน่ากลัวของท่านเย่มากขึ้นเท่านั้น
และหากสิ่งที่เขาคิดเอาไว้มิผิดแล้วล่ะก็ ความทรงจำและตบะบารมีของท่านเย่ในตอนนี้ก็คงถูกผนึกเอาไว้เหมือนกับเขาก่อนหน้านี้
แต่แม้จะเป็นเช่นนั้นทุกการกระทำและคำกล่าวของท่านเย่ กลับแฝงไว้ด้วยสุดยอดหลักการมากมาย
พิณ หมากล้อม อักษรพู่กัน และภาพวาดที่เขาถนัด ก็ถือเป็นการพัฒนาขั้นสูงสุดของวิถีมากมายอีกด้วย
แค่คิดก็รู้แล้วว่าบุคคลเช่นนี้แท้จริงแล้วเป็นผู้ที่สูงส่งเพียงใดกัน ?
ส่วนเขาแม้ว่าจิตวิญญาณจะถูกผนึกเอาไว้ แต่หลังจากที่ท่านเย่มายังเมืองเสี่ยวฉือ
จิตวิญญาณของเขาก็เหมือนได้รับการหล่อเลี้ยงจากวาสนาอันสูงส่งอีกด้วย
คิดถึงตรงนี้ ผู้แข็งแกร่งไร้เทียมทานหนึ่งในแปดผู้อมตะของแดนเซียนจื่อฉงท่านนี้
หรือก็คือช่างตีเหล็กซ่งแห่งเมืองเสี่ยวฉือ
ก็อดมิได้ที่จะทอดถอนใจออกมาว่า
“วิถีเซียน วิถีเซียนอันยาวนาน ใครเล่าจะเป็นผู้สูงสุด”
“มาบัดนี้ข้ากลับหลงใหลในวิถีชีวิตที่เรียบง่ายตอนอยู่ที่เมืองเสี่ยวฉือซะมากกว่า”
“น่าขัน น่าเศร้า น่าเหนื่อยหน่ายยิ่งนัก”
หลังจากคร่ำครวญอยู่สักพัก
ช่างตีเหล็กซ่งผู้มีนามจริงว่า ซ่งเซียนเฟิง ก็เหมือนคิดบางอย่างขึ้นมาได้
‘เหตุใดท่านเจ้าแดนถึงมีคำสั่งลงมากะทันหันเช่นนี้กัน ? ’
‘หรือท่านเย่จะมาก่อเรื่องใหญ่อันใดในแดนเซียนจื่อฉงเยี่ยงนั้นหรือ ? ’
‘มิใช่สิ ! ’
บรรยากาศเต็มไปด้วยความหนาวเหน็บ และความกดดันที่มองมิเห็น
ทำให้เหล่าผู้อาวุโสนับพันคนของดินแดนศักดิ์สิทธิ์เทียนฉือชุ่มไปด้วยเหงื่อกาฬอันเย็นเหยียบ ร่างกายสั่นเทาอย่างห้ามมิได้
ฟิ้ว !
จากนั้นเสียงที่ค่อนข้างแหลมเสียงหนึ่งก็ดังก้องไปทั่วท้องฟ้า
เหล่าผู้อาวุโสของดินแดนศักดิ์สิทธิ์เทียนฉือที่คุกเข่าอยู่รอบ ๆ พลันสะดุ้งขึ้นมา ก่อนจะมุ่งความสนใจไปที่จุดเดียวกัน
“เจ้าดินแดนศักดิ์สิทธิ์เทียนฉือคนที่ 996 ทัวป๋าเย่ คารวะท่านบรรพบุรุษขอรับ”
เจ้าดินแดนศักดิ์สิทธิ์เทียนฉือคนปัจจุบันเอ่ยด้วยความนอบน้อมและเสียงดังฟังชัด
“ผู้น้อยคารวะท่านบรรพบุรุษ”
เหล่าผู้อาวุโสของดินแดนศักดิ์สิทธิ์เทียนฉือต่างก็โค้งคำนับ และเอ่ยอย่างนอบน้อมเช่นกัน
ซ่งเซียนเฟิงที่สวมชุดสีเทา ราวกับชายชราผู้หนึ่งค่อย ๆ เดินออกมาจากภายในตำหนักเทพ
เขาปรายตามองทุกคนเล็กน้อยด้วยท่าทางมิใส่ใจ
“ในเมื่อมากันครบแล้ว เช่นนั้นข้าก็จะขอเอ่ยตามตรง”
ซ่งเซียนเฟิงเอ่ยขึ้นเรียบ ๆ
ขณะเดียวกัน รอบกายพลันเปล่งแสงสีทองออกมา ไอพลังจิตวิญญาณมหาศาลแทบจะปกคลุมไปทั่วบริเวณภายในพริบตา
วินาทีต่อมา มิว่าจะเป็นหว่างคิ้วของเจ้าดินแดนศักดิ์สิทธิ์เทียนฉือ หรือเหล่าผู้อาวุโสก็ล้วนมีรอยสีทองรอยหนึ่งปรากฏขึ้น
และเมื่อรอยสีทองจางหายไป
ภายในสมองของพวกเขาพลันปรากฏภาพ ๆ หนึ่งขึ้นทันที
เป็นภาพของเย่ฉางชิงและเจี่ยงหนูบนคำสั่งก่อนหน้านี้
“ที่ข้าเรียกพวกเจ้ามาก็มิมีอันใดมาก ข้าเพียงแค่ต้องการให้พวกเจ้าทำทุกวิถีทาง เพื่อตามหาทั้งสองคนนี้โดยเร็วที่สุด”
“อีกอย่างเมื่อพบสองคนนี้แล้วอย่าได้กระโตกกระตากเป็นอันขาด แค่เพ่งสมาธิกระตุ้นรอยตราวิญญาณบนกายของพวกเจ้าที่ข้าทิ้งไว้ให้ก็พอ”
“อีกอย่างเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ หากผู้ใดฝ่าฝืนล่ะก็ให้ทำลายตบะบารมีของตน แล้วจงไสหัวออกไปจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์เทียนฉือซะ ! ”
หลังจากซ่งเซียนเฟิงเอ่ยจบ ทุกคนต่างก็มีสีหน้าเปลี่ยนไป ท่าทางเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก
สามารถได้รับความสนใจจากท่านบรรพบุรุษได้ถึงเพียงนี้ สองคนนี้จะต้องกุมความลับที่สำคัญเอาไว้ย่างแน่นอน
มิธรรมดาเลย !
ดูท่าครั้งนี้แดนเซียนจื่อฉงคงจะเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นเป็นแน่ !
ในวันเดียวกันนี้เอง มิใช่แค่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์เทียนฉือเท่านั้น ที่ผู้แข็งแกร่งแทบทั้งหมดล้วนพากันออกมา แต่อีกเจ็ดเขตแดนใหญ่ที่เหลือทั้ง ราชวงศ์เซียน ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมด ต่างก็ระดมกำลังเช่นนี้เหมือนกัน

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน