เข้าสู่ระบบผ่าน

เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน นิยาย บท 670

ตอนที่ 670 ขายภาพ

ทว่าระหว่างที่ผู้บำเพ็ญเพียรวิถีกระบี่ทั้งหมดกำลังตั้งตารออยู่นั้น

นิมิตที่เรียกได้ว่าเป็นการสืบทอดสุดยอดวิถีกระบี่ก็เกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นเวลาเกือบหนึ่งเคอ ก่อนจะสลายหายไปในที่สุด

อีกทั้งไอพลังวิถีกระบี่ที่แผ่ไปทั่วทุกทิศทุกทางของเมืองเหอซี ก็มลายหายไปอย่างรวดเร็วด้วยเช่นกัน

เวลาผ่านไปอีกครึ่งชั่วยาม

จวนเจ้าเมือง

“ฝู๋เอ๋อ เจ้ารู้แจ้งอันใดบ้างหรือไม่ ? ”

สวี๋ฉางเหอหันไปมองสวี๋ฝู๋ที่ค่อย ๆ ลืมตาขึ้น พลางเอ่ยถามด้วยความเมตตา

ดวงตาดำขลับของสวี๋ฝู๋เปล่งประกายระยิบระยับออกมา พลางเอ่ยด้วยรอยยิ้มยินดีว่า “ท่านพ่อ ท่านจำได้หรือไม่เจ้าคะ ว่าก่อนหน้านี้ลูกบอกท่านว่าอันใด ? ”

สวี๋ฉางเหอเอ่ยโดยมิต้องคิดว่า “สามารถรู้แจ้งเคล็ดกระบี่ที่ได้มาจากแดนลับก่อนหน้านี้แล้วงั้นหรือ ? ”

“ใช่แล้ว เคล็ดกระบี่สายนที ! ”

สวี๋ฝู๋พยักหน้าหงึกหงัก แล้วเอ่ยว่า “แม้ก่อนหน้านี้ข้าจะรู้แจ้งเคล็ดกระบี่เพียงกระบวนท่าเดียวจากแดนลับแห่งนั้น แต่หลังจากพิจารณานิมิตเมื่อครู่แล้ว ลูกก็สามารถถอดกระบวนท่าที่สองของเคล็ดกระบี่สายนทีได้สำเร็จแล้วเจ้าค่ะ”

เอ่ยถึงตรงนี้ สวี๋ฝู๋ก็เกิดความคิดบางอย่างขึ้น “ท่านพ่อเจ้าคะ ลูกยังมีความคิดบางอย่างด้วยเจ้าค่ะ”

สวี๋ฉางเหอเอ่ยถามออกมาด้วยความสงสัยว่า “อันใดงั้นหรือ ? ”

“เป็นเช่นนี้เจ้าค่ะ”

สวี๋ฝู๋เอ่ยรีบบอกสิ่งนางคิดออกไปทันทีว่า “งานรวมตัวที่เมืองเหอซีของเรากำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว ทุกคนล้วนรู้ดีว่างานที่เมืองเหอซีของเรานั้นคือการคัดเลือกศิษย์ของดินแดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนเชวี่ย”

“อีกทั้งผู้อาวุโสท่านนี้ได้ปล่อยไอพลังวิถีกระบี่อันมหาศาลออกมา และปรากฏนิมิตเช่นนี้ขึ้นก่อนที่งานของเมืองเหอซีจะเริ่ม”

“ดังนั้นลูกมองว่ามีความเป็นไปได้สูงที่ผู้อาวุโสท่านนี้กำลังคัดเลือกผู้สืบทอดของตนเองอยู่เจ้าค่ะ”

สวี๋ฉางเหอนิ่งงัน ก่อนจะเอ่ยออกมาอย่างละอายแก่ใจว่า “ฝู๋เอ๋อของข้าเป็นผู้ใหญ่แล้วจริง ๆ ความคิดที่ละเอียดรอบคอบเช่นนี้ ทำให้พ่อรู้สึกละอายแก่ใจยิ่งนัก”

สวี๋ฝู๋จึงเอ่ยว่า “ท่านพ่อ ท่านก็คิดเหมือนกันใช่หรือไม่เจ้าคะ ? ”

สวี๋ฉางเหอพยักหน้าแล้วออกมาตรง ๆ ว่า “มีความเป็นไปได้จริง ๆ ”

“อีกทั้งผู้อาวุโสท่านนี้มีความเป็นไปได้สูงที่จะถึงขีดจำกัดแล้ว จึงได้ตัดสินใจมาที่นี่ด้วยตนเอง เพื่อคัดเลือกศิษย์ที่ตนเองพึงพอใจสักคน”

สวี๋ฝู๋จึงเอ่ยด้วยใบหน้ายิ้มแย้มว่า “ท่านพ่อ ลูกพอมีโอกาสที่จะได้รับการคัดเลือกจากผู้อาวุโสท่านนี้หรือไม่เจ้าคะ ? ”

สวี๋ฉางเหอ “……”

……

……

อีกด้านหนึ่ง

ตั้งแต่การเลือกหัวข้อ การจัดวางองค์ประกอบ จนกระทั่งวาดเสร็จ เย่ฉางชิงใช้เวลาไปเกือบหนึ่งชั่วยาม

เวลานี้เย่ฉางชิงจึงพิจารณาภาพวาดของตนอีกครั้ง ด้วยความพอใจอย่างยิ่ง

อีกอย่างอาจเป็นเพราะตบะบารมีเกิดการบรรลุติด ๆ กัน ดังนั้นจึงทำให้เขาใช้สมาธิในการวาดภาพครั้งนี้มิน้อย และเวลานี้เขาจึงรู้สึกเหนื่อยล้าอย่างมาก

ดังนั้นหลังจากปิดประตูห้องเรียบร้อยแล้ว เขาก็ได้เดินขึ้นเตียงเพื่อพักผ่อนทันที

เพียงพริบตา เมื่อเย่ฉางชิงตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ด้านนอกหน้าต่างในตอนนี้ฟ้าได้สว่างแล้ว

และเมื่อเขาสวมใส่เสื้อผ้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงได้ล้างหน้าล้างตาอย่างลวก ๆ เก็บภาพที่วาดเมื่อคืนและเตรียมนำภาพนั้นไปขาย

ทว่าเดิมทีเขาตั้งใจที่จะออกไปพร้อมกับสงเอ้อ

เพราะเขามิคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมและผู้คนในเมืองเหอซี มิแน่อาจจะถูกชาวเมืองทำร้ายเอาก็เป็นได้

ทว่าเมื่อเขามาถึงหน้าประตูห้องของสงเอ้อ กลับได้ยินเสียงกรนที่ดังสนั่นหวั่นไหวจนออกมาถึงนอกห้อง

ดังนั้นเพื่อมิเป็นการไปรบกวนสงเอ้อขณะฝันหวาน

เขาจึงครุ่นคิดอยู่สักพัก ก่อนตัดสินใจออกไปขายภาพวาดเพียงลำพัง

และจากการสอบถามเมื่อวาน ภายในใจของเขาก็มีตัวเลขคร่าว ๆ อยู่แล้ว

อย่างน้อยหนึ่งล้านหินวิญญาณ

มิเช่นนั้นเขาจะมิยอมขายอย่างเด็ดขาด

จากนั้นก็อาศัยความทรงจำจากเมื่อวาน

มินานเย่ฉางชิงก็มาถึงถนนที่มีคนค้าขายของวิเศษกัน

เวลานี้เห็นได้ชัดว่าถนนทั้งสายเมื่อเทียบกับเมื่อวานแล้วดูคึกคักขึ้นมิน้อย

อีกทั้งภาพเลียนแบบภาพนี้แม้จะดูได้สัดส่วน ลายเส้นมีความชัดเจน แต่ภายในภาพกลับหาได้มีความหมายลึกซึ้งใด ๆ ไม่

เพียงแค่วาดให้เหมือนของจริงก็เท่านั้น

เย่ฉางชิงม้วนภาพเก็บ ก่อนจะลองถามหยั่งเชิงดูว่า “ผู้อาวุโส ภาพวาดนี้ของท่านขายเท่าไรหรือขอรับ ? ”

ชายชราได้ยินเย่ฉางชิงถามเช่นนี้ ก็ยกนิ้วขึ้นมาหนึ่งนิ้วอย่างกระตือรือร้นทันที

เย่ฉางชิงจึงเอ่ยอย่างลังเลว่า “หนึ่งหมื่นหินวิญญาณหรือขอรับ ? ”

ชายชราส่ายหน้ายิ้ม ๆ และเอ่ยเตือนว่า “น้องชาย ข้าเป็นถึงเทพแห่งภาพวาดที่ทุกคนในเมืองเหอซีรู้จักเชียวนะ”

เย่ฉางชิงกะพริบตาปริบ ๆ แล้วเอ่ยว่า “คงมิใช่……หนึ่งล้านหินวิญญาณหรอกกระมัง ? ”

“ถูกต้อง ! ”

ชายชราหัวเราะเบา ๆ จากนั้นก็เอ่ยราวกับเป็นคนดีนักหนาว่า “น้องชาย หากเป็นคนอื่นหนึ่งล้านหินวิญญาณขาดแม้แต่ก้อนเดียว ข้าก็มิขาย”

“แต่สำหรับนั้นเจ้า ข้าเห็นว่าเจ้ามีพรสวรรค์ในวิถีกระบี่ อีกทั้งข้าก็เป็นคนที่ชื่นชอบคนมีความสามารถ ดังนั้นข้าจะมิต่อรองอันใดให้มากความ เจ้าแค่ให้ค่าแรงข้ามานิดหน่อยก็พอแล้ว”

เย่ฉางชิงเอ่ยอย่างหมดความอดทน “เช่นนั้นค่าแรงเท่าไรหรือ ? ”

ชายชราชูนิ้วขึ้นมาหนึ่งนิ้วอีกครั้ง แล้วเอ่ยอย่างช้า ๆ ว่า “หนึ่งแสนหินวิญญาณ”

เย่ฉางชิงจึงหัวเราะออกมา ก่อนจะหยัดม้วนภาพใส่มือชายชราไปส่ง ๆ แล้วเดินจากไปทันที

“น้องชาย หรือไม่หนึ่งหมื่นหินวิญญาณก็ได้ ? ”

เย่ฉางชิงมิได้สนใจชายชราอีก และรีบเดินต่อไปทันที

ขณะเดียวกัน ระหว่างทางที่เดินไป

เขาก็ได้ถามร้านขายภาพวาดเลียนแบบร้านอื่น ๆ ด้วย

สุดท้ายสิ่งที่ทำให้เขารู้สึกหน้าชาก็คือ ร้านภาพวาดเลียนแบบร้านอื่น ๆ กลับขายถึงสองแสนหินวิญญาณขึ้นไปอีกด้วย

แม้จะเป็นเช่นนั้นเขาก็หาได้ความท้อแท้ไม่ เชื่อว่าทองแท้เยี่ยงไรซะก็ต้องเปล่งประกายอย่างแน่นอน

เพียงแต่ในเวลานี้การจะหาตำแหน่งร้านดี ๆ นั้นค่อนข้างยาก

สุดท้ายเขาจึงจำเป็นต้องหาตำแหน่งที่ค่อนข้างห่างไกลผู้คนแทน

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน