ตอนที่ 674 ผู้อาวุโสท่านนั้นตัดสินใจรับเจ้าเป็นผู้สืบทอดแล้วงั้นหรือ ?
ผ่านไปมินาน เขาก็กลับมายังโรงเตี๊ยมอีกครั้ง
เย่ฉางชิงก็ได้ไปจ่ายค่าห้องที่จะพักต่อ จากนั้นก็จ่ายหลายหมื่นหินวิญญาณ เพื่อให้เถ้าแก่นำอาหารและสุราอย่างดีไปส่ง
ทว่าสิ่งที่เขาคาดมิถึงก็คือ เขาออกไปข้างนอกได้หลายชั่วยามแล้ว
แต่เมื่อกลับมาภายในห้องของสงเอ้อก็ยังคงมีเสียงกรนดังสนั่นหวั่นไหวออกมามิหยุด
สิ่งนี้ทำให้เย่ฉางชิงหมดคำจะกล่าวจริง ๆ
แต่เห็นแก่ที่ก่อนหน้านี้สงเอ้อใจดีพาเขาเข้ามาในเมืองเหอซี ทั้งยังช่วยจ่ายค่าห้องให้ก่อน
เขาจึงถือวิสาสะผลักประตูห้องเข้าไป จากนั้นก็ได้ผสานพลังวิญญาณของตนเข้าไปในร่างของสงเอ้อเพื่อปลุกเขาให้ตื่น
ผ่านไปครึ่งชั่วยาม
สงเอ้อจึงค่อย ๆ ฟื้นขึ้นมา
ทว่าเมื่อเขาเดินโซเซออกมาจากห้องนั้น
ร่างทั้งร่างพลันแข็งค้างอยู่กับที่ราวกับถูกสายฟ้าฟาดก็มิปาน
เพราะเวลานี้ทั่วทั้งลานเล็ก ๆ กลับอบอวลไปด้วยกลิ่นสุราเทวา ที่เขาใฝ่ฝันมานานว่าอยากจะลิ้มลองดูสักครั้ง
มิเพียงเท่านั้น ตรงกลางลานกลับมิได้มีโต๊ะหินวางเอาไว้ดังเช่นก่อนหน้านี้อีก
แต่กลับกลายเป็นโต๊ะและเก้าอี้สี่เหลี่ยมที่แกะสลักอย่างปราณีตจากไม้ล้ำค่าชนิดหนึ่งแทน
บนโต๊ะไม้ยังมีอาหารชั้นเลิศที่มีมูลค่ามิธรรมดาหลากหลายอย่างจัดวางเอาไว้อีกด้วย……
‘นี่มัน ? ? ? ’
‘นี่มัน ! ! ! ’
‘นี่……ข้าคงมิได้ฝันอยู่กระมัง ? ’
หลังจากที่ได้สติแล้ว
“น้องเย่ นี่มันเรื่องอันใดกันงั้นหรือ ? ”
สงเอ้อลูบหน้าลูบตาตนเองแรง ๆ ก่อนจะเอ่ยถามเย่ฉางชิงที่ยิ้มมิเอ่ยมิจาอย่างสงสัย “ข้ามิได้กำลังฝันอยู่ใช่หรือไม่ ? ”
“พี่สง ท่านมิได้กำลังฝันอยู่จริง ๆ ”
เย่ฉางชิงที่นั่งอยู่มิไกลเอ่ยออกมาราวกับกลั้นขำเอาไว้มิไหว “เป็นเช่นนี้ ภาพที่ข้าวาดเมื่อวานขายออกแล้ว”
“อีกทั้งยังมีราคาสูงกว่าที่ข้าคาดเอาไว้อีกด้วย หนึ่งภาพแลกหินโลหิตสวรรค์ได้ถึงหนึ่งก้อน”
‘หินโลหิตสวรรค์ ? ’
เมื่อได้ยินคำ ๆ นี้
สงเอ้อถึงกับซวนเซจนจะล้มลงไปกองกับพื้นเสียให้ได้
คนเก่าแก่ของแดนเซียนจื่อฉงเช่นเขา
จะมิรู้ได้เยี่ยงไรว่าหินโลหิตสวรรค์แท้จริงแล้วเป็นของวิเศษเช่นไรกัน
ตามที่เขารู้มานั้นหินโลหิตสวรรค์ที่มีขนาดเท่านิ้วมือหนึ่งก้อนก็มีมูลค่าหลายล้านหินวิญญาณแล้ว
ดังนั้นจะเห็นได้ว่า ภาพวาดของเย่ฉางชิงขายได้ราคาสูงมากเพียงใด
แต่ประเด็นก็คือ
คนบ้าที่ไหนกันถึงยอมใช้หินโลหิตสวรรค์ที่มีมูลค่ามหาศาลมาแลกกับภาพวาดภาพหนึ่งได้ ?
‘หัวคงถูกประตูหนีบมากระมัง ? ’
‘หรือเจ้าหนุ่มเย่ฉางชิงผู้นี้จะโชคดี ? ’
คิดถึงตรงนี้ สงเอ้อก็รีบเดินมาที่ด้านหน้าโต๊ะ และนั่งลงที่ฝั่งตรงข้ามกับเย่ฉางชิง
เขายกสุราเทวาจอกหนึ่งขึ้นมาอย่างระมัดระวัง ก่อนจะดื่มจนหมดจอก จากนั้นจึงเอ่ยด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสว่า “น้องเย่ ข้าสงสัยจริง ๆ ว่าผู้ใดกันที่เป็นคนซื้อภาพวาดของเจ้าไป ? ”
เย่ฉางชิงกลอกตาไปมาเล็กน้อย แล้วจึงเอ่ยออกมาอย่างครุ่นคิดว่า “เป็นสตรีน้อยนางหนึ่งดูเหมือนจะมีนามว่า สวี๋ฝู๋”
สวี๋ฝู๋ ?
เมื่อได้ยินชื่อนี้
สงเอ้อก็ตัวสั่นขึ้นมาทันทีอย่างห้ามมิได้ จากนั้นก็มีสีหน้าซีดเผือดลงในพริบตา ท่าทางเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก
ภายในอาณาเขตของเมืองเหอซี
ชื่อสวี๋ฝู๋มีความหมายเช่นไร เขาย่อมรู้ดีที่สุด
แก้วตาดวงใจของจวนเจ้าเมือง !
ยอดสตรีแห่งยุค !
ศิษย์สายตรงของดินแดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนเชวี่ย !
สวรรค์ !
เป็นเด็กน้อยที่มิเกรงกลัวพยัคฆ์จริง ๆ !
ด้วยฐานะของสวี๋ฝู๋ เพียงแค่ฐานะใดฐานะหนึ่งก็สามารถสังหารเขาได้แล้ว
ยังมิต้องเอ่ยถึงว่าแก้วตาดวงใจของจวนเจ้าเมือง นางนี้โง่เง่าหรือไม่ที่ซื้อภาพวาดไป
หากคนของจวนเจ้าเมืองสืบสาวขึ้นมา มิเพียงเจ้าหนุ่มแซ่เย่ผู้นี้ที่จะต้องตายอยู่ที่นี่ แม้แต่เขาก็จะพลอยติดร่างแหไปด้วย
‘บัดซบ ! ’
‘ช่างซวยจริง ๆ ! ’
‘เหตุใดข้าถึงต้องมารู้จักกับคนเช่นนี้ได้ ! ’
“ท่านพ่อ การที่เสวียหมิงไห่มารอข้าก่อนที่จะออกไปข้างนอก เป็นเพราะท่านเจ้ากี้เจ้าการใช่หรือไม่เจ้าคะ ? ”
สวี๋ฝู๋เอ่ยถามสวี๋ฉางเหอด้วยท่าทางมิพอใจ
“ถ้าใช่แล้วเยี่ยงไร ? ”
สวี๋ฉางเหอเอ่ยอย่างใจเย็นว่า “เสวียหมิงไห่มีพรสวรรค์สูงส่ง มิเพียงมาจากหนึ่งในสี่เผ่าโบราณอย่างเผ่าเสวีย อีกทั้งยังเป็นผู้สืบทอดสายตรงภายภาคหน้าจะต้องขึ้นเป็นหัวหน้าของเผ่าเสวียอย่างแน่นอน”
“และจากข่าวที่เชื่อถือได้ ผู้อาวุโสสูงสุดของดินแดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนเชวี่ยของพวกเจ้าต่างล้วนต้องการให้เขาเป็นศิษย์สายสืบทอดทั้งนั้น”
“เห็นได้ชัดว่าอนาคตข้างหน้าของเด็กคนนี้จะต้องยาวไกลอย่างแน่นอน”
“ส่วนเจ้าหากได้แต่งงานกับเขา ด้วยคุณสมบัติวิถีกระบี่ของเจ้า ความสำเร็จในภายภาคหน้าก็มิอาจประเมินได้เช่นกัน”
สวี๋ฝู๋แค่นยิ้มออกมาอย่างมิแยแส
“ท่านพ่อ ครั้งนี้ลูกคงทำให้ท่านผิดหวังแล้วเจ้าค่ะ”
สวี๋ฝู๋อย่างด้วยความมุ่งมั่นว่า “ลูกรับประกันได้ว่าอีกมิเกินร้อยปี ความสำเร็จในวิถีกระบี่ของลูกจะมิด้อยไปกว่าท่านในตอนนี้อย่างแน่นอน”
“ถึงตอนนั้นแม้แต่เสวียหมิงไห่ก็คงทำได้เพียงแหงนหน้ามองลูกเท่านั้น”
สวี๋ฉางเหอขมวดคิ้วน้อย ๆ เหมือนคิดบางอย่างขึ้นมาได้
“ฝู๋เอ๋อ เจ้าคงมิได้จะบอกพ่อว่า เจ้าได้พบผู้อาวุโสท่านนั้นแล้วหรอกนะ ? ”
สวี๋ฉางเหอเอ่ยถามหยั่งเชิง
สวี๋ฝู๋จึงมิเอ่ยอันใดมากอีก เพียงแค่หยิบภาพวาดที่ได้มาจากเย่ฉางชิงส่งให้สวี๋ฉางเหอเท่านั้น
ขณะที่สวี๋ฉางเหอมองสวี๋ฝู๋ด้วยท่าทางเคร่งเครียด และกำลังจะคลี่ภาพวาดออกนั้น
สวี๋ฝู๋ก็ได้เอ่ยกำชับขึ้นว่า “ภายในภาพวาดนี้มีโลกอีกใบแฝงอยู่ เพียงแค่มองแวบเดียวก็จะถูกดึงเข้าสู่โลกภายในภาพวาดนี้ทันที”
“อีกทั้งภายในโลกของภาพวาดมีกลสังหารอันน่ากลัวแฝงอยู่ หากถูกดึงเข้าไปแล้วมีความเป็นไปได้สูงที่จะทำให้สติหลุดได้”
สวี๋ฉางเหอมองหน้าสวี๋ฝู๋อีกครั้ง จากนั้นจะค่อย ๆ คลี่ม้วนภาพออก
วินาทีต่อมา
เป็นดังเช่นที่สวี๋ฝู๋กล่าวเอาไว้มิมีผิด
สติของเขาถูกดึงเข้าไปภายในโลกของภาพวาดทันที
เพียงพริบตา เวลาผ่านไปประมาณหนึ่งเคอ
สวี๋ฉางเหอจึงได้สติขึ้นมาอีกครั้ง พร้อมกับมีสีหน้าซีดเผือด เหงื่อกาฬไหลเย็น ก่อนจะรีบสูดหายใจเข้าเฮือกใหญ่อย่างหวาดหวั่น
ท่าทางเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก
“ฝู๋เอ๋อ ผู้อาวุโสท่านนั้นตัดสินใจรับเจ้าเป็นผู้สืบทอดแล้วงั้นหรือ ? ”
สวี๋ฉางเหอเก็บม้วนภาพด้วยความระมัดระวัง พลางเอ่ยถามสวี๋ฝู๋ด้วยสีหน้าคาดหวัง

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน