ตอนที่ 685 บรรพบุรุษฉางหลิง
เอ่ยจบ ไต้ลี่เวินมิได้เอ่ยสิ่งใดอีก จากนั้นก็หายตัวไปในอากาศทันที
ทิ้งไว้เพียงชุยชิงไป่ที่เต็มไปด้วยความงุนงง และเสวี่ยเหมาที่มีสีหน้าตื่นตระหนก
‘ท่านบรรพจารย์ไต้หมายความเช่นไรกัน ? ’
‘เขาบอกว่าจำเป็นต้องไปเยือนเมืองเหอซีด้วยตนเองเยี่ยงนั้นหรือ ? ’
‘เหตุใดจู่ ๆ ก็จากไป ? ’
‘สรุปว่าเตรียมจะไปเยือนเมืองเหอซีเมื่อใดกัน ช่วยบอกเวลาที่แน่นอนมาก่อนสิ ! ’
คิดถึงตรงนี้ ชุยชิงไป่ก็อดมิได้ที่มุมปากจะกระตุกขึ้นมา
ส่วนเสวี่ยเหมากลับชำเลืองมองชุยชิงไป่ และอดมิได้ที่จะจมอยู่กับความคิดของตนเอง
เพราะเขาเป็นหัวหน้าของเผ่าเสวีย ที่เป็นหนึ่งในสี่เผ่าโบราณที่ใหญ่ที่สุดแห่งแดนฉางหลิง
แม้ตัวเขาเองก็นับได้ว่าเป็นผู้แข็งแกร่งวิถีเซียนที่มีตบะบารมีสูงส่งคนหนึ่ง ทว่านับตั้งแต่อดีตมาทั้งสี่เผ่าโบราณต่างแก่งแย่งแข่งขันกันมาตลอด ความคิดที่ลึกซึ้งและแยบยลนั้นหาใช่สิ่งที่ชุยชิงไป่จะเทียบเคียงได้
ผู้อาวุโสสูงสุดของดินแดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนท่านนี้ หลังจากสัมผัสถึงผลกรรมที่ปรากฏบนกายของเสวียหมิงไห่ ก็มีสีหน้าเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก จากนั้นก็ไอเบา ๆ มิหยุด
เห็นได้ชัดว่าบรรพจารย์ไต้ท่านนั้นคงจะถูกผลกรรมนี้ครอบงำไปมิมากก็น้อย
อีกทั้งการที่เขาคุยโวว่าจะไปเยือนเมืองเหอซีด้วยตนเอง แต่กลับมิบอกเวลาที่แน่ชัด มีความเป็นไปได้สูงที่แสร้งเอ่ยเพราะกลบเกลื่อนความอับอายก็เท่านั้น
กล่าวอีกนัยก็คือ การที่เสวียหมิงไห่บาดเจ็บสาหัสครั้งนี้ คงจะไปพบกับผู้ที่น่ากลัวยิ่งเข้า ถึงแปดเปื้อนผลกรรมมาเช่นนี้
ส่วนเขาเดิมทีคิดจะพาผู้แข็งแกร่งวิถีเซียนทั้งหมดในเผ่าบุกไปเมืองเหอซีเพื่อล้างแค้น
ก็ฉุกคิดได้ว่าจำเป็นต้องมาดินแดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนเชวี่ยด้วยตนเองสักครั้ง เพื่อมาดูอาการบาดเจ็บของเสวียหมิงไห่ด้วย
ตอนนี้ดูเหมือนว่าการตัดสินใจของเขานับว่าฉลาดมิน้อย
มิเช่นนั้นหากเลือกที่จะบุกไปเมืองเหอซี คงทำให้เผ่าเสวียประสบกับหายนะครั้งใหญ่เป็นแน่
เพียงแต่ตอนนี้เมื่อร่างของเห็นเสวียหมิงไห่ที่มีไอมรณะแผ่ออกมา
เขาก็อดมิได้ที่จะรู้สึกสงสาร เยี่ยงไรซะเสวียหมิงไห่ก็เป็นอัจฉริยะที่ไร้เทียมทานซึ่งเขาฝากความหวังเอาไว้ อีกทั้งยังเป็นบุตรชายแท้ ๆ ของเขาอีกด้วย
หลังจากนิ่งเงียบอยู่พักใหญ่ เสวี่ยเหมาก็ค่อย ๆ ลุกขึ้นยืนมองไปทางเสวียหมิงไห่เล็กน้อย พร้อมกับขบกรามเบา ๆ จากนั้นจึงหันไปถามชุยชิงไป่ว่า “ผู้อาวุโสขอรับ ตอนนี้บนกายของหมิงไห่เกิดไอมรณะขึ้น มิทราบว่าพอมีเคล็ดวิชาลับอันใดที่สามารถปกป้องกายเนื้อและจิตวิญญาณของเขามิให้ถูกทำลายหรือไม่ขอรับ ? ”
ชุยชิงไป่พยักหน้าแล้วเอ่ยว่า “เรื่องนี้เจ้ามิต้องกังวล ข้ามีสมบัติเซียนชิ้นหนึ่งชื่อว่าเครื่องป้องกันเทพเสวียนปิง สามารถปกป้องกายเนื้อและจิตวิญญาณของหมิงไห่ได้ชั่วคราว”
“และข้าขอเตือนเจ้าเอาไว้อีกอย่าง ผู้ที่ทำร้ายหมิงไห่เกรงว่าคงมิใช่คนธรรมดา ดังนั้นต่อให้เวลานี้เจ้าจะโกรธแค้นเพียงใดก็ห้ามไปที่นั่นเด็ดขาด มิเช่นนั้นเจ้าและคนในเผ่าของเจ้าเกรงว่าคงมิมีชีวิตรอดกลับออกมาอีกเป็นแน่”
“ขอบคุณผู้อาวุโสที่เตือนขอรับ”
เสวี่ยเหมาโค้งคำนับให้แก่ชุยชิงไป่ ก่อนจะเอ่ยอย่างช้า ๆ ว่า “ผู้น้อยตัดสินใจแล้วว่าจะรอผู้อาวุโสไต้ไปเมืองเหอซีแล้ว ค่อยไปตรวจสอบอีกครั้งขอรับ”
ชุยชิงไป่ปัดมือและเอ่ยว่า “เอาล่ะ เจ้าไปได้แล้ว”
……
……
อีกด้านหนึ่ง
หลังจากที่ไต้ลี่เวินหายตัวกลับมายังถ้ำของตนอีกครั้ง
ร่างผ่ายผอมของเขาก็สั่นเทาขึ้นมาน้อย ๆ ใบหน้าที่เต็มไปด้วยริ้วรอยพลันซีดเผือดลงทันที เหงื่อเม็ดเล็กผุดขึ้นจนเต็มใบหน้า
“แค่ก แค่ก แค่ก……”
มินานหลังจากเสียงไอเบา ๆ ดังก้องไปทั่วทั้งถ้ำ
เมื่อเขายกมือที่ปิดปากออกมาดู ก็พบว่าบนฝ่ามือมีเลือดสีแดงสดติดมาด้วย
“เจ้าเสวียหมิงไห่ผู้นี้ไปล่วงเกินสิ่งมีชีวิตอันใดเข้ากันแน่ มิเพียงทำลายรากฐานปราณของเขา ทั้งยังมอบพลังแห่งผลกรรมอันน่ากลัวเช่นนี้ให้อีก”
“มิใช่ ดูเหมือนว่าครั้งนี้จะเป็นเพียงพลังแห่งผลกรรมเพียงเล็กน้อยเท่านั้น หาใช่การมอบผลกรรมให้อย่างแท้จริงไม่ แต่หากเช่นนี้ก็ยิ่งน่ากลัวเข้าไปใหญ่ ใครกันที่เพียงแค่พลังแห่งผลกรรมเล็กน้อยก็ทำให้ข้าถูกครอบงำได้”
“น่าเหลือเชื่อ ช่างน่าเหลือเชื่อยิ่งนัก ! ”
เสียงอันดังกังวานเสียงหนึ่งก็ดังออกมาจากภายในเรือนไม้
“เสี่ยวไต้ เจ้ามาที่นี่มีเรื่องอันใดงั้นหรือ ? ”
ไต้ลี่เวินมีสีหน้าตื่นตกใจทันที ก่อนจะรีบคุกเข่าลงกับพื้น พลางเอ่ยด้วยสีหน้าหวั่นเกรงว่า “ศิษย์ไต้ลี่เวินคารวะท่านบรรพบุรุษขอรับ”
สิ้นเสียงบุรุษชุดขาวผู้หนึ่งก็เดินออกมาจากเรือนไม้หลังนั้นด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
บุรุษชุดขาวกวาดตามองไต้ลี่เวินเล็กน้อย พลางเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “โอ๊ะ เจ้ามาให้ข้าช่วยขจัดพลังแห่งผลกรรมให้เยี่ยงนั้นหรือ ? ”
ไต้ลี่เวินเอ่ยด้วยสีหน้ากระอักกระอ่วนใจขึ้นมาทันที “เรียนท่านบรรพบุรุษ เมื่อคืนผู้น้อยคิดจะช่วยหลอมรากฐานปราณให้แก่ศิษย์ผู้หนึ่งของดินแดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนเชวี่ยของเรา สุดท้ายคิดมิถึงว่าศิษย์ผู้นั้นจะแปดเปื้อนพลังแห่งผลกรรมที่น่ากลัวเช่นนี้มาด้วยขอรับ”
“อีกอย่างผู้น้อยกำลังสงสัยว่าสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในแดนอันตรายทางเหนือได้ออกมาสู่โลกภายนอก และทำลายรากฐานปราณของศิษย์ผู้นั้น พร้อมมอบผลกรรมเช่นนี้ให้ขอรับ”
บุรุษชุดขาวผู้นี้ก็คือผู้อาวุโสฉางหลิงที่เป็นผู้นำของแดนฉางหลิง เขาส่ายหน้าอย่างมิเห็นด้วยและเอ่ยว่า “เสี่ยวไต้ เจ้ายิ่งแก่ยิ่งถอยหลังลงคลองจริง ๆ ”
“พลังแห่งผลกรรมเพียงเล็กน้อยเจ้ายังมิสามารถขจัดได้ หากเป็นพลังแห่งผลกรรมที่แท้จริงล่ะก็ ตอนนี้เจ้าจะยังมีชีวิตรอดมาหาข้าอีกงั้นหรือ ? ”
ไต้ลี่เวินสีหน้าเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกทันที พร้อมกับโค้งคำนับและเอ่ยว่า “ศิษย์ผิดไปแล้วขอรับ”
“เจ้ามาก็ดีแล้ว”
ผู้อาวุโสฉางหลิงยิ้มบาง ๆ ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องและเอ่ยว่า “วันนี้เจ้าหวงออกไปข้างนอก พอดี และข้ามีพื้นที่ที่กำลังจะปรับแก้อยู่”
เอ่ยถึงตรงนี้ ผู้อาวุโสฉางหลิงจึงชี้ที่ห้องเก็บของด้านหลังของตนเอง “อุปกรณ์อยู่ในห้องเก็บของ เจ้าไปหยิบเองได้เลย”
ไต้ลี่เวินชะงักงัน ก่อนจะลุกขึ้นเดินตรงไปทางห้องเก็บของอย่างมิรีรอ
แม้เขาจะเป็นผู้แข็งแกร่งวิถีเซียนที่เป็นรองเพียงผู้อมตะ แต่การขุดดินให้กับบรรพบุรุษของดินแดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนเชวี่ยของเขาท่านนี้
เขามิได้รู้สึกอึดอัดแต่อย่างใด ตรงกันข้ามเขากลับมีความสุขเสียอีก
เพราะปกติแล้วหากผู้อาวุโสฉางหลิงยอมให้เขาไปขุดดิน นี่ก็หมายความว่าเขายอมช่วยขจัดพลังแห่งผลกรรมบนกายให้ข้าแล้ว ถึงขนาดจะออกหน้าต่อกรกับสิ่งมีชีวิตอันน่ากลัวที่ออกมาจากแดนอันตรายแห่งนั้นอีกด้วย
ส่วนเขาเพื่อฝึกทักษะในการขุดดิน ได้เคยแปลงกายเป็นมนุษย์ธรรมดา และฝึกอย่างยากลำบากมาแล้วกว่าร้อยปีอีกด้วย
และนี่ก็คือหนึ่งในเหตุผลที่เขาสามารถเข้าออกหุบเขาดอกท้อแห่งนี้ได้อย่างอิสระ

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน