ตอนที่ 686 เหนืออมตะ
บรรพบุรุษฉางหลิงก็ได้เดินนำไต้ลี่เวินไปยังแดนรกร้างแห่งหนึ่ง
และในระหว่างที่ไต้ลี่เวินขุดดินอยู่นั้น
บรรพบุรุษฉางหลิงก็สะบัดแขนเสื้อ ตรงหน้าพลันปรากฏเก้าอี้ตัวหนึ่งขึ้นมา
จากนั้นก็ปรายตามองไต้ลี่เวินที่กำลังขุดดินอย่างเอาเป็นเอาตาย ก่อนจะนั่งลงบนเก้าอี้อย่างสบายใจ และหยิบสุราออกมาจากอกเสื้อ
จิบสุราหนึ่งอึก
แล้วจึงได้เอ่ยถามเสียงเรียบว่า “เสี่ยวไต้ ต้องบอกว่าคุณสมบัติวิถีเซียนของเจ้ามิเลวเลยทีเดียว บำเพ็ญเพียรมิกี่หมื่นปีก็มีความสำเร็จถึงเพียงนี้นับว่ามิเลวเลย”
ไต้ลี่เวินตั้งใจขุดดิน พลางเอ่ยด้วยรอยยิ้มแห้ง ๆ ว่า “ท่านบรรพบุรุษกล่าวเกินไปแล้ว หากศิษย์มีคุณสมบัติที่นับว่าพอใช้ได้จริง ก็คงมิชะงักอยู่ที่ระดับนี้มาเนิ่นนานถึงเพียงนี้หรอกขอรับ”
“เจ้าเข้าใจผิดแล้ว ความจริงแล้วหาเป็นเช่นนั้นไม่”
บรรพบุรุษฉางหลิงจิบสุราอีกหนึ่งอึก ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “แม้ตอนนี้เจ้าจะห่างจากระดับอมตะอีกเพียงก้าวเดียวเท่านั้น แต่ว่าเมื่อถึงระดับนี้แล้วการจะใช้พลังบรรลุระดับนั้นเป็นสิ่งที่เป็นไปมิได้ แต่ต้องพิจารณาจิตใจ พิจารณามรรคาอย่างต่อเนื่อง”
“พิจารณาจิตใจ พิจารณามรรคาหรือขอรับ ? ”
ไต้ลี่เวินหยุดงานในมือลง ก่อนจะหันมาเอ่ยอย่างสงสัยว่า “ขอท่านบรรพบุรุษได้โปรดอธิบายด้วย ศิษย์นั้นโง่เขลายากที่จะเข้าใจจริง ๆ ขอรับ”
บรรพบุรุษฉางหลิงหัวเราะออกมา ก่อนจะเอ่ยเรียบ ๆ ว่า “กล่าวเช่นนี้ก็แล้วกัน พิจารณาจิตใจเพื่อให้จิตใจสงบ พิจารณามรรคาเพื่อรักษาไว้ซึ่งความจริง”
“ทุกสรรพสิ่งล้วนเข้าใจสิ่งเหล่านี้แตกต่างกันไป หากข้าอธิบายให้เจ้าฟังมากเกินไป มิแน่อาจจะกลายเป็นอุปสรรคของเจ้าแทนก็เป็นได้”
ไต้ลี่เวินพยักหน้ารับ จากนั้นจึงขุดดินต่อพร้อมครุ่นคิดไปมามิหยุด
เพียงพริบตาก็ผ่านไปเกือบสองชั่วยามแล้ว
ระหว่างที่ไต้ลี่เวินยังตั้งหน้าตั้งตาขุดดินไปพลางครุ่นคิดไปอยู่นั้น
พลันได้ยินเสียงตะโกนของบรรพบุรุษฉางหลิงดังขึ้น
“เสี่ยวไต้ เจ้าทำอันใดอยู่ ! ”
บรรพบุรุษฉางหลิงเอ่ยถามด้วยความโมโห “ข้าแค่งีบไปครู่เดียว เจ้าจะขุดทุกซอกทุกมุมในหุบเขาดอกท้อของข้าเลยงั้นหรือ ? ”
ได้ยินดังนั้นไต้ลี่เวินจึงได้สติขึ้นมา พลันเงยหน้าขึ้นมองทันที
ก่อนจะพบว่าเขาได้ขุดที่ดินรกร้างผืนนั้นจนหมด แม้แต่รอบป่าท้อก็ยังขุดไปด้วยโดยมิรู้ตัว
“ท่านบรรพบุรุษ ขออภัยจริง ๆ ขอรับ”
ไต้ลี่เวินเกาท้ายทอยของตนเอง พลางเอ่ยด้วยรอยยิ้มแห้ง ๆ “ก่อนหน้านี้ศิษย์มัวแต่ครุ่นคิดถึงการพิจารณาจิตใจและพิจารณามรรคาที่ท่านเอ่ยถึง จึงได้ขุดมาถึงป่าท้อโดยมิตั้งใจขอรับ”
บรรพบุรุษฉางหลิงเม้มริมฝีปากแน่นด้วยความมิพอใจ ก่อนจะปัดมือด้วยความระอาและเอ่ยว่า “เจ้าไปเถอะ ต่อไปหากข้ามิได้เรียก เจ้าก็มิต้องมาที่นี่อีก”
ไต้ลี่เวินมีสีหน้าเปลี่ยนไปทันที ท่าทางเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก
‘แค่ขุดเกินมามิกี่สิบจั้ง ถึงกับต้องโมโหเพียงนี้เชียวหรือ ? ’
‘หรือว่าท่านบรรพบุรุษกำลังให้ข้าทำความเข้าใจการพิจารณาจิตใจและพิจารณามรรคาด้วยตนเอง ? ’
‘จริงสิ ! ’
‘ท่านบรรพบุรุษยังมิได้ช่วยขจัดพลังแห่งผลกรรมบนกายของข้าเลยนี่นา ! ’
หลังจากนิ่งเงียบอยู่สักพัก ไต้ลี่เวินจึงยกยิ้มประจบให้แก่บรรพบุรุษฉางหลิง พลางเอ่ยทักท้วงเสียงเบาว่า “ท่านบรรพบุรุษขอรับ ท่านยังมิได้ช่วยขจัดพลังแห่งผลกรรมบนกายของศิษย์เลยนะขอรับ”
บรรพบุรุษฉางหลิงถลึงตาใส่ไต้ลี่เวินอย่างมิพอใจ จากนั้นก็ใช้นิ้วสองนิ้วคีบกลีบดอกไม้ที่นุ่มลื่นกลีบหนึ่งขึ้นมา
พร้อมกับดีดนิ้วออกไปเบา ๆ กลีบดอกไม้ก็ค่อย ๆ ลอยไปหาไต้ลี่เวิน
ทว่าขณะที่กลีบดอกไม้ลอยอยู่เหนือศีรษะของไต้ลี่เวิน และกลายเป็นฝนดาวตกโปรยปรายลงมานั้น
แสงสีทองเส้นหนึ่งก็พุ่งออกมาจากเหนือศีรษะของไต้ลี่เวิน
ทันใดนั้น ในวินาทีที่แสงสีทองปะทะเข้ากับฝนดาวตกอันเจิดจ้า ก็ราวกับพลังอันรุนแรงสองชนิดเกิดการปะทะกัน
ตู้ม !
จากนั้นก็เกิดการระเบิดขึ้นเหนือศีรษะของไต้ลี่เวินในทันที
คลื่นพลังอันรุนแรงกลุ่มหนึ่งสาดส่องออกมา หมายที่จะทำลายป่าท้อแห่งนี้
บรรพบุรุษฉางหลิงเอ่ยกับไต้ลี่เวินที่มีท่าทางงุนงงด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
ไต้ลี่เวินนิ่งงัน ก่อนจะบอกเล่าทุกสิ่งที่ตนเองได้รู้มาให้แก่บรรพบุรุษฉางหลิงฟังจนสิ้นอย่างมิปิดบัง
จนเวลาผ่านไปครึ่งก้านธูป
หลังจากบอกเล่าทุกสิ่งอย่างที่ตนรู้ให้แก่บรรพบุรุษฉางหลิงไปจนหมดแล้ว
ไต้ลี่เวินก็อดมิได้ที่จะเอ่ยถามหยั่งเชิงว่า “ท่านบรรพบุรุษขอรับ ผลกรรมนี้น่ากลัวขนาดนั้นเลยหรือขอรับ ? ”
บรรพบุรุษฉางหลิงปรายตามองไต้ลี่เวินด้วยสายตาเย็นชา มุมปากกระตุกเล็กน้อย “หากข้าเดามิผิดแล้วล่ะก็ ผลกรรมนี้คงจะอยู่เหนืออมตะ ส่วนเหนืออมตะหมายถึงสิ่งใดนั้น คงมิต้องให้ข้าอธิบายให้เจ้าฟังหรอกกระมัง ? ”
‘เหนืออมตะ ? ’
‘จะเป็นไปได้เยี่ยงไร ! ’
‘เหนืออมตะตามชื่อแล้วก็หมายถึงผู้สูงสุดที่อยู่เหนือระดับอมตะ’
‘กล่าวอีกนัยก็คือมีความเป็นไปได้สูงที่จะเป็นเจ้าแดนของแดนเซียนจื่อฉง’
‘แค่เด็กที่ราวกับมดปลวกอย่างเสวียหมิงไห่ เหตุใดถึงไปล่วงเกินผู้ที่สูงส่งเช่นนั้นได้ ? ’
‘แน่นอนว่าเรื่องนี้มิใช่สิ่งสำคัญ’
‘เพราะสิ่งสำคัญก็คือเสวียหมิงไห่บังเอิญไปแปดเปื้อนผลกรรมนี้ มีความเป็นไปได้สูงที่จะทำให้ทั้งดินแดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนเชวี่ยติดร่างแหไปด้วย’
‘เจ้าเสวียหมิงไห่ ช่างเป็นตัวซวยจริง ๆ เลย ! ’
คิดได้ดังนั้น ไต้ลี่เวินก็ขมวดคิ้วแน่น พลางเอ่ยอย่างนอบน้อมว่า “ท่านบรรพบุรุษ ศิษย์รู้แล้วว่าควรจะจัดการเช่นไรขอรับ”
บรรพบุรุษฉางหลิงจึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่น่าเกรงขามว่า “เจ้าไปจัดการให้เรียบร้อย จากนั้นไปเมืองเหอซีพร้อมกับข้า”
“อีกอย่างเพื่อป้องกันเหตุร้ายที่จะเกิดขึ้น ระหว่างนี้ห้ามทุกคนในดินแดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนเชวี่ยไปที่เมืองเหอซีโดยพลการเป็นอันขาด มิเช่นนั้นจะถูกลงโทษสถานหนัก”
“ศิษย์น้อมรับคำสั่งขอรับ ! ”
ไต้ลี่เวินรับคำสั่งเรียบร้อยแล้วก็ได้หายตัวไปทันที

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน