ตอนที่ 695 สตรีแห่งโชค
ได้ยินดังนั้น มิเพียงสวี๋ฝู๋และอู๋เยว่เท่านั้นที่ชะงักไป แม้แต่เย่ฉางชิงเองก็อดมิได้ที่จะชะงักงันเช่นกัน
‘หลี่ฉางหลิง ? ’
‘ประลอง ? ’
‘ข้ารู้จักเจ้างั้นหรือ ? ’
‘แล้วเจ้ารู้จักข้าได้เยี่ยงไรกัน ? ’
‘ข้าเพิ่งมาที่แดนเซียนจื่อฉงได้มินาน เหตุใดถึงมีคนรู้จักได้ ? ’
ระหว่างที่พวกเย่ฉางชิงกำลังงุนงงอยู่นั้น
เจ้ามันเทศน้อยที่กอดคอเย่ฉางชิงอยู่ก็หันกลับไปมอง พลางเอ่ยฟ้องเย่ฉางชิงว่า “ท่านเย่ เขานี่แหละเจ้าค่ะ ที่เมื่อครู่เสียมารยาทกับข้า ! ”
ร่างของหลี่ฉางหลิงสะดุ้งน้อย ๆ บนขมับพลันเต็มไปด้วยเส้นเลือดปูดโปน
‘เสียมารยาทงั้นหรือ ? ’
‘ข้าไปเสียมารยาทกับเจ้าตอนไหนกัน ? ’
‘ข้ามิได้เป็นคนโรคจิตเสียหน่อย’
‘และการที่เจ้าเอ่ยให้ร้ายข้าต่อหน้าผู้เหนืออมตะเช่นนี้ ทำให้ข้าไปต่อมิถูกนะ’
อู๋เยว่มิรู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดี ก่อนรีบเอ่ยอธิบายว่า “ท่านเย่เจ้าคะ นับตั้งแต่เจ้ามันเทศน้อยพบท่านครั้งก่อน ก็คุยโวว่าจะแต่งงานกับท่าน บุรุษอื่นเพียงแค่แตะนางนิดหน่อยก็จะชอบบอกว่าเสียมารยาท ส่วนคุณชายท่านนี้เมื่อครู่เพียงแค่ลูบศีรษะนางเท่านั้นเจ้าค่ะ”
หลี่ฉางหลิงยิ้มออกมาอย่างจืดเจื่อน พลางพยักหน้าให้กับเย่ฉางชิง
ส่วนเย่ฉางชิงก็แค่ลูบศีรษะของเจ้ามันเทศน้อยยิ้ม ๆ
บางครั้งหน้าตาดี ท่าทางสง่างาม ก็ทำให้มิมีทางเลือกจริง ๆ
แต่นี่ก็พอจะอธิบายได้ว่าเด็กน้อยผู้นี้มีสายตาเฉียบแหลมมิเบา
หลังจากลอบทอดถอนใจแล้ว
เย่ฉางชิงก็เบนสายตาไปยังหลี่ฉางหลิง ที่มาถึงก็รีบแนะนำตัวบอกชื่อแซ่ครบถ้วน
“มิทราบว่าท่านรู้จักข้าได้เยี่ยงไรงั้นหรือ ? ”
เย่ฉางชิงมองหลี่ฉางหลิง พลางเอ่ยถามอย่างสงสัย
“เอ่อ……เรื่องนี้ ! ”
หลี่ฉางหลิงมีท่าทางอึกอัก หลังจากไตร่ตรองดูแล้วจึงเอ่ยแก้ตัวว่า “ก่อนหน้านี้ข้าเป็นแขกที่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนเชวี่ย ได้ยินว่าที่เมืองเหอซีมีบุคคลที่เก่งกาจท่านหนึ่งปรากฏกายขึ้น ดังนั้นจึงตั้งใจมาเพื่อขอประลองด้วยขอรับ”
เย่ฉางชิงพยักหน้ารับ จากนั้นก็ลอบสัมผัสไอพลังบนกายหลี่ฉางหลิงเล็กน้อย
เห็นได้ชัดว่าหลี่ฉางหลิงผู้นี้มิธรรมดาจริง ๆ
ไอพลังวิถีเซียนบนกายถูกสะกดเอาไว้อย่างมิดชิด แต่ไอพลังที่ซุกซ่อนอยู่ภายในกลับมิสามารถรอดพ้นการสัมผัสของเขาไปได้
นับตั้งแต่เขาบำเพ็ญเพียรวิถีเซียนมา นอกจากมังกรดำและสตรีลึกลับที่เจอในแดนอันตรายของแดนเซียนจื่อฉงแล้ว
หลี่ฉางหลิงผู้นี้นับว่าเก่งกาจที่สุดในบรรดาผู้บำเพ็ญเพียรวิถีเซียนที่เขาเคยพบมา
‘แต่ตอนนี้ข้ามีตบะบารมีระดับสุขาวดีแล้ว ความแตกฉานในวิถีกระบี่ก็ยังเกิดการบรรลุใหม่’
‘ก่อนหน้านี้มังกรดำและสตรีลึกลับยังมิสามารถรับกระบี่ของข้าได้เลย ดังนั้นจึงมิรู้ว่าหลี่ฉางหลิงผู้นี้จะสามารถรับกระบี่ของข้าไหวหรือไม่ ? ’
“ตกลง”
เย่ฉางชิงตกปากรับคำอย่างรวดเร็ว “ในเมื่อมาท้าประลองกับข้า เช่นนั้นข้าก็จะประลองกับท่าน”
เอ่ยถึงตรงนี้ เย่ฉางชิงก็หันไปหาสวี๋ฝู๋พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “เสี่ยวสวี๋ ก่อนหน้านี้ข้าเคยบอกเจ้าว่าข้าอาศัยภาพกระบี่ไร้สิ้นสุดสร้างเคล็ดกระบี่ขึ้นมาใหม่อีกสองกระบวนท่า”
“แต่จนถึงบัดนี้ยังมิมีผู้ใดสามารถรับกระบี่สองกระบวนท่านี้ของข้าได้ ดังนั้นตอนที่ข้าประลองกับคนผู้นี้ ข้าจะใช้กระบี่กระบวนท่าที่หนึ่ง ให้เจ้าคอยดูอยู่ข้าง ๆ ตั้งใจสัมผัสภาพกระบี่ไร้สิ้นสุดอย่างละเอียด อาจจะมีประโยชน์ต่อการบำเพ็ญเพียรของเจ้าในภายภาคหน้าก็เป็นได้”
สวี๋ฝู๋ดวงตาเป็นประกาย พร้อมกับพยักหน้ารับทันที
เพราะนับตั้งแต่รู้จักเย่ฉางชิง และฝึกภาพกระบี่ไร้สิ้นสุดเป็นต้นมา
อีกอย่างบรรพบุรุษฉางหลิงแห่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนเชวี่ยอย่างเขา กลับถูกเด็กคนหนึ่งทำให้โมโหจนทำตัวมิถูกเช่นนี้เป็นครั้งแรก
หากต่อไปสามารถให้นางมาอยู่ข้างกายได้ คิดว่าจะต้องมีเรื่องสนุก ๆ เกิดขึ้นอย่างแน่นอน
และนี่ก็คือนิสัยของผู้แข็งแกร่งเมื่ออยู่ในระดับพวกเขา บางครั้งก็ชอบความรู้สึกของการถูกกลั่นแกล้ง
“ศิษย์ในนาม”
เจ้ามันเทศน้อยชำเลืองมองปิ่นไม้ที่ละเอียดประณีตเล่มนั้น ก่อนที่ดวงตาสุกสกาวคู่นั้นจะกะพริบปริบ ๆ พลางเอ่ยถามด้วยความไร้เดียงสาว่า “เจ้าร้ายกาจมากเลยหรือ ? ”
หลี่ฉางหลิงยิ้มกลับไป โดยมิเอ่ยอันใด
เจ้ามันเทศน้อยได้แต่เม้มริมฝีปากแน่น พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “ท่านพ่อเคยบอกว่าข้ามีพรสวรรค์สูงส่ง เป็นอัจฉริยะวิถีเซียนที่หาได้ยากยิ่ง ภายภาคหน้าจะต้องเป็นผู้ที่เก่งกาจที่สุดในหมู่สตรี”
“หากเจ้ามิได้เก่งกาจมากล่ะก็ อาศัยแค่ปิ่นสวย ๆ ด้ามนี้ ยังมิพอที่จะทำให้ข้าคารวะเจ้าเป็นอาจารย์ได้หรอกนะ”
หลี่ฉางหลิงส่ายหน้ายิ้ม ๆ พลางจิ้มนิ้วชี้ไปที่ปลายจมูกของเจ้ามันเทศน้อยเบา ๆ และเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “เจ้าแค่จำเอาไว้ว่าอาจารย์มิด้อยไปกว่าผู้ใดก็พอ”
เจ้ามันเทศน้อยจึงเอ่ยต่อด้วยความมิเข้าใจอีกว่า “เช่นนั้นสรุปว่าเก่ง หรือว่ามิเก่งกันแน่ ? ”
อู๋เยว่จึงกระตุกแขนเล็ก ๆ ของเจ้ามันเทศน้อย พลางเอ่ยไกล่เกลี่ยว่า “น้องหญิง มิด้อยไปกว่าผู้ใดก็หมายความว่าเก่งกาจมาก”
เจ้ามันเทศน้อยจึงพยักหน้าเหมือนจะเข้าใจ จากนั้นก็เอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “เช่นนั้นข้าจะฝืนใจรับอาจารย์อย่างเจ้าก็แล้วกัน”
หลังจากมองดูอู๋เยว่สองคนพี่น้องจากไปแล้ว
เย่ฉางชิงจึงเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “เช่นนั้นพวกเราไปประลองกันที่นอกเมืองเถอะ”
หลี่ฉางหลิงเอ่ยเห็นด้วย “ข้าก็คิดเช่นนั้น”
วินาทีต่อมา
หลี่ฉางหลิงก็แวบหายตัวไปในอากาศทันที
เย่ฉางชิงเองก็มิน้อยหน้า ใช้อิทธิฤทธิ์หายตัวได้ดังใจนึกพาสวี๋ฝู๋แวบหายไปจากถนนสายนั้น……

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน