ตอนที่ 697 หลี่ฉางหลิงหนีหัวซุกหัวซุน
เมื่อสัมผัสได้ถึงความน่าสะพรึงกลัวของเขตแดนวิถีกระบี่ที่เย่ฉางชิงสร้างขึ้น
หลี่ฉางหลิงที่เผยโฉมหน้าที่แท้จริง รอบกายปกคลุมไปด้วยนิมิตมากมายขมวดคิ้วน้อยๆ ก่อนจะเพ่งสมาธินำระฆังสัมฤทธิ์ใบหนึ่งออกมาทันที
ระฆังนิรนาม !
ระฆังใบนี้เป็นของที่หลี่ฉางหลิงบังเอิญได้มาจากแดนอันตรายแห่งหนึ่ง หลังจากที่ก้าวเข้าสู่ระดับอมตะแล้ว
แม้จะเป็นเพียงสมบัติเซียนขั้นสูงชิ้นหนึ่ง แต่หลังจากจับคู่กับสุดยอดเคล็ดวิชาลับแล้ว กลับเทียบได้กับสมบัติวิญญาณในตำนาน
พลานุภาพที่แท้จริงของมันน่าเหลือเชื่อยิ่งนัก !
และเมื่อเผชิญหน้ากับเย่ฉางชิงที่เวลานี้ยังคงจัดกระบวนท่ากระบี่ แต่กลับแผ่เขตแดนวิถีกระบี่ออกไปอย่างมิหยุดยั้ง
วินาทีที่หลี่ฉางหลิงนำระฆังนิรนามออกมา เขาก็ใช้มือทั้งสองข้างทำท่ามุทรา ปากก็ท่องเคล็ดวิชาไปด้วย……
ผ่านไปชั่วอึดใจ
หลี่ฉางหลิงก็หรี่ตาลง พลังบนกายก็พุ่งขึ้นฟ้า
“ระฆังนิรนาม จงจัดการมันซะ ! ”
หลี่ฉางหลิงคำรามเสียงดังลั่น หลังจากรอยตราโบราณมากมายผสานเข้าไปในระฆังนิรนาม แล้ว ลวดลายอันเก่าแก่มากมายก็เปล่งแสงขึ้น พร้อมแผ่กลิ่นอายโบราณออกมา
จากนั้นระฆังนิรนามที่เชื่อมโยงกับจิตของหลี่ฉางหลิง ก็แปลงเป็นลำแสงอันเจิดจ้าสายหนึ่งพุ่งเข้าหาเย่ฉางชิง ราวกับมีชีวิตก็มิปาน
ทว่าสิ่งที่หลี่ฉางหลิงคาดมิถึงก็คือ ขณะที่ระฆังนิรนามของหลี่ฉางหลิงอยู่ห่างจากเย่ฉางชิงเพียงมิกี่จั้งนั้น
พลังแห่งกฎอันน่ากลัวยิ่งกลุ่มหนึ่งก็ได้สะกดพลังโจมตีของระฆังนิรนามเอาไว้ภายในพริบตา
วิ๊งงงงง……
หัวใจของหลี่ฉางหลิงเต้นกระหน่ำ รู้สึกได้ถึงลางสังหรณ์ที่มิดีบางอย่าง
เขาคิดที่จะเรียกระฆังนิรนามกลับมา แต่ภายใต้การสะกดของพลังแห่งกฎจึงทำให้ระฆังนิรนามมิสามารถขยับเขยื้อนได้ มีเพียงเสียงที่ดังออกมาเป็นระลอกเท่านั้น
‘เป็นไปได้เยี่ยงไร ! ’
หลี่ฉางหลิงมีสีหน้าย่ำแย่จนถึงขีดสุด
สามารถสร้างพลังแห่งกฎที่อยู่นอกเหนือกฎของแดนเซียนจื่อฉงได้
‘นี่มันหมายความว่าเยี่ยงไร ? ’
หลี่ฉางหลิงรู้สึกสับสนเป็นอย่างยิ่ง ความแตกฉานที่สามารถสร้างโลกของตนเองขึ้นมาได้เช่นนี้ เกินกว่าความรู้ของวิถีเซียนที่เขามีไปแล้ว
‘หรือขณะที่เขตแดนวิถีกระบี่ของท่านเย่ขยายออกไป ได้หลอมรวมกฎของแดนเซียนจื่อฉงเข้าไปด้วย’
‘กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ เขตแดนวิถีกระบี่ของท่านเย่ก็เหมือนกับการสร้างโลกอีกใบขึ้นมาในแดนเซียนจื่อฉง’
‘โดยมีท่านเย่เป็นผู้ปกครองโลกใบนี้ เพียงแค่คิดก็สามารถเอาชนะ หรือสามารถทำลายทุกสิ่งทุกอย่างในเขตแดนวิถีกระบี่ของเขาได้’
‘หมายความว่าในเขตแดนวิถีกระบี่ที่เขาสร้างขึ้น ท่านเย่คือผู้ไร้พ่ายที่แท้จริง’
‘นี่มัน ? ? ? ’
‘นี่มัน ! ! ! ’
‘บัดซบ ! ’
‘นี่มันเคล็ดวิชาลับอันใดกัน ช่างพิสดารยิ่งนัก ! ’
‘อีกอย่างแค่เขตแดนวิถีกระบี่ยังน่าเหลือเชื่อเพียงนี้ เช่นนั้นกระบี่ทั้งสองกระบวนท่าของเขาเล่า ? ’
คิดถึงตรงนี้ หลี่ฉางหลิงก็รีบตัดขาดการเชื่อมโยงจิตของเขากับระฆังนิรนามทันที มือทั้งสองข้างทำท่ามุทราอีกครั้ง ก่อนจะปล่อยเคล็ดวิชาที่แข็งแกร่งที่สุดในเวลานี้ของเขาออกมา
เคล็ดวิชาเด็ดดารา !
ชั่วพริบตา
ตู้ม !
ด้านหลังของเขามีร่างสีทองขนาดใหญ่และน่าเกรงขามร่างหนึ่งปรากฏขึ้น ร่างนั้นราวกับภูเขาที่สูงร้อยจั้งผุดขึ้นมาจากพื้นดินก็มิปาน ก่อนจะแผ่พลังและพลานุภาพที่น่าสะพรึงกลัวออกมา จากนั้นก็ยื่นมือขนาดใหญ่ข้างหนึ่งไปหาเย่ฉางชิง
แต่ในตอนนั้นเอง เย่ฉางชิงก็ค่อย ๆ ลืมตาเรียวยาวคู่นั้นขึ้น
มุมปากของเขาโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มน้อย ๆ ภายในดวงตาคู่นั้นราวกับมีดวงดาวมากมายพร่างพราวอยู่ พร้อมส่องแสงระยิบระยับไร้ที่เปรียบออกมา
“พี่ชาย ข้าจะออกกระบี่แล้วนะ”
เย่ฉางชิงกวาดตามองมือขนาดใหญ่ที่พุ่งมาหาเขาเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยกับหลี่ฉางหลิงเรียบ ๆ
ทันทีที่สิ้นเสียง เย่ฉางชิงก็ชูนิ้วชี้และนิ้วกลางขึ้นมา ก่อนจะสะบัดไปด้านหน้าเบา ๆ
เพียงชั่วประกายไฟแลบ
ความว่างเปล่าก็พลันแตกออกเกิดเป็นรอยแยกที่มีความยาวนับร้อยจั้งสายหนึ่งขึ้นทันที
เพียงพริบตากระบี่แสงสายหนึ่งก็ตวัดออกไปราวกับทางช้างเผือก
ทว่าในวินาทีที่แสงสีขาวพาดออกไปนั้น
เวลาและห้วงอากาศราวกับถูกผนึกก็มิปาน เวลานี้ภายในโลกที่เขาสร้างขึ้นจึงมีเพียงแสงกระบี่สายหนึ่งเท่านั้น
หลี่ฉางหลิงถึงกับดวงตาเบิกโพลง แววตาเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกอย่างที่มิเคยเป็นมาก่อน
‘นี่มันกระบี่อันใดกัน ถึงสามารถผนึกทุกสิ่งเอาไว้ได้ ! ’
‘น่าเบื่อ ! ’
‘อีกอย่างข้าและหลี่ฉางหลิงก็มิได้มีความแค้นอันใดต่อกัน’
‘ก่อนหน้านี้หลี่ฉางหลิงยังมีท่าทีเกรงใจเขาถึงเพียงนั้น การจะสังหารเขาที่นี่ถือว่ามิสมควรทำจริง ๆ ’
เย่ฉางชิงมองหลี่ฉางหลิงที่มีสีหน้าซีดขาว เหงื่อเม็ดเล็กผุดขึ้นจนเต็มขมับด้วยสีหน้าผิดหวัง “พี่ชาย เจ้ามิใช่คู่ต่อสู้ของข้า เชิญกลับไปเสียเถอะ”
ยังมิทันสิ้นเสียง เมื่อผนึกทุกอย่างหายไปแล้ว
หลี่ฉางหลิงก็ได้สติขึ้นมาอีกครั้ง ก่อนจะหายตัวไปทันทีราวกับภูตผีก็มิปาน
เห็นดังนั้น เส้นเลือดบนขมับของเย่ฉางชิงก็พลันเต้นตุบ ๆ ขึ้นมา มิรู้ว่าควรจะหัวเราะหรือร้องไห้ออกมาดี
‘หลี่ฉางหลิงกลัวตายเพียงนี้เชียวหรือ ? ’
‘แค่สู้มิได้ถึงกับต้องหนีไปอย่างรีบร้อนเช่นนี้ หรือคิดว่าข้าจะสังหารเขาจริง ๆ เยี่ยงนั้นหรือ ? ’
คิดได้ดังนั้น ระหว่างที่เย่ฉางชิงหมุนกายกลับไป หางตาบังเอิญเหลือบไปเห็นระฆังนิรนามที่อยู่มิไกลนัก
เขาจึงได้เพ่งสมาธิ ระฆังนิรนามจึงสั่นน้อย ๆ ก่อนจะค่อย ๆ ลอยมาหาเย่ฉางชิง
“ระฆังสัมฤทธิ์ ? ”
เย่ฉางชิงพิจารณาระฆังนิรนามเล็กน้อย พลางเอ่ยอย่างครุ่นคิดว่า “เหตุใดถึงมีระฆังสัมฤทธิ์เช่นนี้ตกอยู่ได้ ดูท่าทางเหมือนจะเป็นของวิเศษอีกด้วย”
“หรือหลี่ฉางหลิงจะลืมเอาไว้ ? ”
“คงมิใช่กระมัง หากเป็นของเขาจริง เหตุใดถึงได้หนีไปโดยทิ้งของวิเศษเช่นนี้เอาไว้ได้ ? ”
ขณะที่นิ้วเรียวยาวของเย่ฉางชิงเคาะไปบนตัวของระฆังนิรนามเบา ๆ ก็เกิดเสียงดังกังวานขึ้น
สวี๋ฝู๋ที่รู้สึกโล่งอกก็โรยตัวลงมาจากกลางอากาศ ด้วยใบหน้าที่แฝงไว้ด้วยรอยยิ้มยินดี ก่อนจะปรากฏกายขึ้นตรงหน้าของเย่ฉางชิง
ต้องยอมรับว่านางประเมินความเก่งกาจของอาจารย์ต่ำเกินไปจริง ๆ
ผู้แข็งแกร่งไร้เทียมทานระดับอมตะแห่งยุคยังมิสามารถรับกระบี่ของอาจารย์ได้
หากมิใช่เพราะอาจารย์ยั้งมือได้ทันเวลาล่ะก็ เกรงว่านับแต่นี้ไปแดนเซียนจื่อฉงคงเหลือเพียงเจ็ดผู้อมตะเท่านั้น
และการที่หลี่ฉางหลิงหนีไปเช่นนี้ ก็ยืนยันสิ่งที่นางคาดเดาเอาไว้ก่อนหน้านี้ได้เป็นอย่างดี
เพียงแต่ตอนนี้มีผู้ที่น่าสะพรึงกลัวเช่นอาจารย์อยู่
อย่าว่าแต่หลี่ฉางหลิงเลย ต่อให้ผู้แข็งแกร่งระดับอมตะทั้งแปดรวมตัวกันแล้วจะทำอันใดได้ ?
“เสี่ยวสวี๋ ระฆังสัมฤทธิ์ใบนี้คงจะเป็นของวิเศษ ข้ามอบให้เจ้าก็แล้วกัน”
เย่ฉางชิงยิ้มออกมา พร้อมส่งระฆังนิรนามให้กับสวี๋ฝู๋

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน