ตอนที่ 698 ศิษย์ของข้ามีคุณสมบัติเป็นราชัน
เมื่อเย่ฉางชิงส่งระฆังสัมฤทธิ์ที่ดูมิธรรมใบนี้มาให้อย่างมิลังเล
สวี๋ฝู๋ก็ยื่นมือทั้งสองข้างไปรับมาด้วยความตื่นตระหนก
นางถึงกับชะงักงัน ก่อนจะก็เบนสายตาไปที่ระฆังสัมฤทธิ์
จึงพบว่าระฆังสัมฤทธิ์ใบนี้แทบจะมิบุบสลายเลยแม้แต่น้อย อีกทั้งบนตัวระฆังยังแกะสลักลวดลายโบราณเอาไว้จนแน่นขนัด
ตอนแรกสวี๋ฝู๋ก็มิได้สนใจอันใด นิ้วเรียวยาวค่อย ๆ ลูบไปตามรอยเส้น
ทว่ามิกี่อึดใจต่อมา
ลวดลายนี้กลับเปล่งประกายขึ้นมาอย่างประหลาด และเปล่งแสงจาง ๆ ออกมา
ขณะเดียวกัน มิรู้ทำไมจู่ ๆ สวี๋ฝู๋ก็รู้สึกวิงเวียนศีรษะขึ้นมา จิตวิญญาณอดมิได้ที่จะสั่นเทาน้อย ๆ
สูด !
สวี๋ฝู๋จึงต้องสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ และรู้สึกสันหลังเย็นวาบขึ้นมา
ระฆังสัมฤทธิ์ใบนี้แท้จริงแล้วเป็นของวิเศษเช่นไรกันแน่ เพียงแค่ลวดลายด้านบนยังมิธรรมดาถึงเพียงนี้
‘มิธรรมดา ! ’
‘มิธรรมดาจริง ๆ ! ’
‘คิดมิถึงว่าท่านอาจารย์จะมอบของวิเศษเช่นนี้ให้ข้าง่าย ๆ ’
คิดถึงตรงนี้ ภายในใจของสวี๋ฝู๋ก็รู้สึกอบอุ่นไปทั้งหัวใจ
ทว่าในตอนนั้นเอง เสียงสตรีที่เย็นเยียบเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นในโสตประสาทของสวี๋ฝู๋
ขณะเดียวกัน ลวดลายมากมายบนระฆังสัมฤทธิ์ก็ค่อย ๆ สว่างขึ้นมา
“เป็นเพียงมดปลวกตัวเล็ก ๆ ของวิเศษเช่นนี้เจ้าก็คิดอาจเอื้อมเยี่ยงนั้นหรือ ? ”
สวี๋ฝู๋มีสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย ก่อนจะมองไปรอบ ๆ อย่างตกตะลึง
“เจ้าหาอันใด ! ”
เสียงอันเย็นชาดังขึ้นอีกครั้ง พลางเอ่ยอย่างดูแคลนว่า “ข้าเป็นจิตวิญญาณอาวุธของระฆังนิรนาม ส่วนระฆังนิรนามใบนี้ก็เป็นสุดยอดเครื่องรางที่ใกล้เคียงกับสมบัติวิญญาณ หาใช่สิ่งที่เจ้าจะสามารถจินตนาการได้ไม่”
เอ่ยเพียงเท่านั้น คลื่นพลังอันรุนแรงสายหนึ่งก็เปล่งออกมาจากระฆังนิรนาม
สวี๋ฝู๋จึงรีบปล่อยมือทั้งสองข้างในทันที และเหาะถอยหลังออกไปไกลหลายจั้งอย่างมิลังเล
ทว่าเมื่อเย่ฉางชิงเห็นภาพตรงหน้า ก็อดมิได้ที่จะขมวดคิ้วน้อย ๆ
“เสี่ยวสวี๋ มีอันใดเยี่ยงนั้นหรือ ? ”
เย่ฉางชิงมองสวี๋ฝู๋ที่ถอยหลังไป ก็อดมิได้ที่จะถามขึ้นมา
สวี๋ฝู๋มีสีหน้าซีดเผือด พลางเอ่ยอย่างหวาดหวั่นว่า “ท่านอาจารย์ จิตวิญญาณอาวุธของระฆังสัมฤทธิ์ใบนี้ยังอยู่เจ้าค่ะ”
“จิตวิญญาณอาวุธ ? ”
เย่ฉางชิงกะพริบตาปริบ ๆ พร้อมเผยสีหน้าสงสัยออกมา
ยังมิทันสิ้นเสียง ระฆังนิรนามก็ลอยขึ้นฟ้า ก่อนจะขยายขึ้นร้อยเท่าในพริบตา
เปรี้ยง !
ลำแสงอันเจิดจ้าสายหนึ่งส่องลงมาจากภายในของระฆังนิรนาม
จากนั้นก็มีร่างอันงดงามร่างหนึ่งปรากฏขึ้นที่ด้านล่างของระฆังนิรนาม
“เจ้าเศษสวะหลี่ฉางหลิง เป็นถึงผู้แข็งแกร่งวิถีเซียนระดับอมตะแห่งยุค เมื่อเจอกับผู้แข็งแกร่งที่ไร้เทียมทานกลับน่ามิอายถึงเพียงนี้”
ร่างอรชรสีขาวบริสุทธิ์ร่างหนึ่งปรากฏสู่สายตา
จากนั้นเสียงอันเย็นชาก็ดังขึ้น
“หากมิใช่เพราะก่อนหน้าที่นายท่านในยุคเซียนโบราณได้ผนึกข้าเอาไว้ จากนั้นได้หลี่ฉางหลิงช่วยเหลือจนฟื้นขึ้นมาล่ะก็ ไหนเลยข้าจะยอมให้เขาเป็นนายได้ ? ”
หลังจากเย่ฉางชิงได้ยินดังนั้น ก็ถึงกับตกตะลึง
‘ระดับอมตะ ? ’
‘หลี่ฉางหลิงเป็นผู้แข็งแกร่งระดับอมตะเยี่ยงนั้นหรือ ? ’
‘นี่ก็หมายความว่าเขาคือหนึ่งในแปดผู้อมตะในตำนาน’
‘แต่ว่า……มีดีแค่นี้เองหรอกหรือ ? ’
‘เป็นถึงผู้แข็งแกร่งระดับอมตะ แต่กลับมิสามารถรับกระบี่ของข้าได้เยี่ยงนั้นหรือ ? ’
‘หลี่ฉางหลิงผู้นี้คงเป็นตัวปลอมกระมัง มิเช่นนั้นข้า……มิเท่ากับเป็นผู้ไร้พ่ายในแดนเซียนจื่อฉงแห่งนี้ไปแล้วเยี่ยงนั้นหรือ ? ’
ไอพลังโบราณสายหนึ่งก็ไหลออกมาจากร่างของสวี๋ฝู๋
ขณะเดียวกัน ความว่างเปล่าด้านหลังของนางก็ส่งเสียงคำรามออกมา ก่อนจะมีนิมิตปรากฏขึ้น
ความว่างเปล่าขนาดใหญ่พลันแยกออก ไอพลังโกลาหลพลุ่งพล่านออกมา
มินาน ลำแสงอันเป็นมงคลสายแล้วสายเล่าก็ส่องออกมาจากพลังโกลาหลกลุ่มนั้น
และสามารถเห็นได้ราง ๆ ว่าในส่วนลึกของพลังโกลาหลนั้น มีดวงดาวนับมิถ้วนโปรยปรายลงมาและระยิบระยับไปหมด
อีกทั้งท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาว ก็มีร่างอันไร้เทียมทานร่างหนึ่งกำลังนั่งสมาธิอยู่กลางอากาศ
บนกายของนางแม้จะมิมีนิมิตใด ๆ ปกคลุม เพียงแค่นั่งสมาธิอยู่เงียบ ๆ ตรงนั้น ก็ทำให้รู้สึกถึงพลานุภาพอันน่ากลัวอย่างมากแล้ว……
แค่คิดก็รู้แล้วว่านิมิตเช่นนี้น่าอกสั่นขวัญแขวนเพียงใด !
เมื่อเห็นภาพตรงหน้า
ร่างอรชรของจิตวิญญาณอาวุธก็สั่นเทาอย่างรุนแรง ก่อนจะซวนเซถอยหลังไปอย่างห้ามมิได้
“มี……มีคุณสมบัติราชันในตำนานจริง ๆ ด้วย”
เสียงของจิตวิญญาณอาวุธหญิงถึงกับสั่นเครือ ขณะถอยหลังไปก็พึมพำมิหยุด
เมื่อได้สติ
นางก็รีบคุกเข่าคารวะสวี๋ฝู๋อย่างมิลังเลทันที
“นิรนามคารวะนายท่านเจ้าค่ะ ! ”
จิตวิญญาณอาวุธหญิงโค้งคำนับให้แก่สวี๋ฝู๋ พลางเอ่ยด้วยรอยยิ้มและนอบน้อมเป็นอย่างมาก
“เห็นหรือยัง ข้ามิได้โกหกเจ้าใช่หรือไม่ ? ”
เย่ฉางชิงเอ่ยต่อด้วยความยินดีว่า “ศิษย์ของข้าในภายภาคหน้าจะได้เป็นผู้สูงสุดที่พิสูจน์มรรคาจนได้เป็นราชัน”
จิตวิญญาณอาวุธหญิงเงยหน้าขึ้นมองสวี๋ฝู๋ ก่อนจะเอ่ยกับเย่ฉางชิงว่า “แม้ตอนนี้ข้าจะยอมรับนางเป็นนายแล้ว ทว่าตบะบารมีของนางในตอนนี้ยังอ่อนด้อยนัก จึงยังมิสามารถทำลายตราที่หลี่ฉางหลิงทิ้งเอาไว้บนระฆังนิรนามได้”
“หมายความว่าต่อให้ข้ายอมรับ นายท่านก็จะมิสามารถใช้ระฆังนิรนามได้”
เย่ฉางชิงจึงเอ่ยอย่างมั่นใจว่า “เรื่องนี้ง่ายมาก แค่เจ้าสำแดงตราที่หลี่ฉางหลิงทิ้งเอาไว้ออกมา”
‘ตัวของหลี่ฉางหลิงยังมินับเป็นคู่ต่อสู้ของข้า นับประสาอันใดกับตราที่เขาทิ้งเอาไว้กัน ? ’

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน