ตอนที่ 725 กฎของข้าก็คือกฎ
เมื่อเห็นว่าฝูงชนหมอบกราบอยู่บนถนนสายต่าง ๆ ทั่วทั้งเมืองเหอซีด้วยความเลื่อมใสศรัทธา
เย่ฉางชิงก็พลันคิดถึงประโยคก่อนหน้านี้ของบุรุษลึกลับขึ้นมา
‘ทำให้ทุกสรรพสิ่งกลายเป็นราชันงั้นหรือ ? ’
‘ข้าเพียงแค่เอาคำสอนของโลกก่อนท่อนหนึ่งมาพูด ก็สามารถทำให้พวกเขากลายเป็นราชันได้แล้วเยี่ยงนั้นหรือ ? ’
‘นี่มันจะน่าเหลือเชื่อเกินไปกระมัง ! ’
‘แต่ก็ช่างเถอะ’
‘ข้าเองก็เล่นใหญ่เอาไว้มากแล้ว หากเป็นดังที่บุรุษลึกลับเอ่ยแล้วล่ะก็ คำกล่าวเมื่อครู่ของข้าคงทำให้พวกเขาได้รับประโยชน์ไปมิน้อยแล้ว’
‘ต่อไปหากพวกเขาได้พบข้าอีก คงจะรีบเข้ามาคารวะเป็นแน่’
‘ดังคำกล่าวที่ว่าการทำตัวสูงส่งที่ดูมิตั้งใจนั้นเป็นสิ่งที่อันตรายที่สุด คงจะเป็นเช่นนี้กระมัง’
หลังจากนิ่งเงียบอยู่สักพัก เย่ฉางชิงก็กลายเป็นแสงสายหนึ่งโรยตัวลงไปยังจวนเจ้าเมือง
และในตอนนั้นภายในเมืองเหอซีอันกว้างใหญ่
หลังจากตกอยู่ในความเงียบมาพักใหญ่ และเมื่อเย่ฉางชิงจากไปทั่วทั้งเมืองเหอซีก็เริ่มเกิดความโกลาหลขึ้นอีกครั้ง
“สวรรค์ เมื่อครู่เกิดอันใดขึ้นกันแน่ เหตุไฉนข้าถึงคุกเข่าลงอย่างควบคุมตนเองมิได้เช่นนี้”
“พอเถอะ ได้ผลประโยชน์แล้วยังทำเป็นมิรู้เรื่องรู้ราวอีก ผู้สูงสุดท่านนั้นได้กล่าวคำสอนออกมา และมอบสุดยอดวาสนาให้แก่พวกเรา”
“พี่ชายท่านนี้กล่าวถูกต้องแล้ว ข้าสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าตนนั้นราวกับท่องอยู่ในมหาสมุทรแห่งมหามรรคาและได้รับคุณอนันต์ ข้าเชื่อว่าขอเพียงข้ามุ่งมั่นต่อไปภายภาคหน้าอาจจะได้เป็นผู้อมตะคนที่เก้าก็เป็นได้”
“ถูกต้อง ได้รับวาสนาที่ผู้สูงส่งท่านนี้มอบให้ ข้าเองก็มั่นใจว่าภายภาคหน้าย่อมสามารถเดินบนวิถีเซียนได้ไกลกว่าเดิมอย่างแน่นอน”
“แต่ว่า……ทุกท่าน……ผู้สูงส่งท่านนี้แท้จริงแล้วเป็นใครกันแน่งั้นหรือ ? ”
“เด็กน้อย ความอยากรู้อยากเห็นของเจ้ามีมากเกินไปแล้ว ด้วยตบะบารมีเพียงน้อยนิดของเจ้า ก็กล้าคาดเดาตัวตนที่แท้จริงของผู้สูงส่งท่านนั้นแล้วงั้นหรือ ? ”
“เด็กน้อย เจ้าเอาเวลาไปตั้งใจบำเพ็ญเพียรจะดีกว่า เรื่องบางเรื่องมิใช่สิ่งที่เจ้าควรจะรู้หรือคาดเดาได้ เจ้าเพียงต้องจำเอาไว้ว่าวันหน้าขอเพียงได้พบผู้สูงส่งท่านนี้ แม้จะเป็นเพียงภาพวาดหรือรูปสลักก็ให้เจ้าไปคารวะกราบกรานก็พอแล้ว”
“คำกล่าวนี้มีเหตุผล แต่ข้ามองว่าวันหน้าต่อให้เห็นเพียงขนเส้นหนึ่งของผู้สูงส่งท่านนี้ พวกเราก็ควรจะต้องกราบกรานโดยมิลังเล”
“……”
“……”
ระหว่างที่ทุกคนกำลังถกเถียงกันอยู่นั้น
ก็มีเสียงร้องไห้ดังออกมาจากฝูงชน
“บัดซบ หลายวันมานี้ข้าทำอันใดลงไป ! ”
เห็นได้ชัดว่าเสียงที่ราวกับหมูถูกเชือดเสียงนี้ ก็คือเสียงของสงเอ้อที่เวลานี้กำลังน้ำตาไหลพรากอยู่นั่นเอง
“พี่ชาย ท่านหมายความว่าเยี่ยงไรงั้นหรือ ? ”
มีคนหันไปมองสงเอ้อ พลางเอ่ยถามอย่างข้องใจ “ผู้สูงส่งท่านนั้นเมื่อครู่ได้ประทานวาสนาอันยิ่งใหญ่ให้แก่พวกเรา ทุกคนควรจะดีใจถึงจะถูก แล้วเหตุใดท่านกลับร้องไห้เสียใจถึงเพียงนี้กัน ? ”
มีคนทนมองมิได้จึงเอ่ยออกมาว่า “น้องชาย นี่เรียกว่าโลภมากลาภหายเยี่ยงไรเล่า เจ้าอย่าได้โลภมากเกินไปจะดีกว่า”
ได้ยินดังนั้น สงเอ้อก็เช็ดน้ำตาปรอย ๆ พลางเอ่ยด้วยใบหน้าโศกเศร้าว่า “พวกเจ้ามิเข้าใจ เขาเป็นพี่น้องกับข้า สงเอ้อ น่าเสียดายที่ก่อนหน้านี้ข้าทิ้งเขาไป”
‘พี่น้องงั้นหรือ ? ’
มีคนเอ่ยถามอย่างมิเข้าใจว่า “ใครกันเป็นพี่น้องกับเจ้า ? ”
สงเอ้อเอ่ยอย่างมิพอใจว่า “ก็ผู้สูงส่งที่พวกเจ้าเอ่ยถึงนั่นเยี่ยงไรเล่า ! ”
‘ห๊ะ ? ’
‘อืม ! ’
‘ผู้สูงส่งท่านนั้นเป็นพี่น้องกับเจ้างั้นหรือ ? ’
‘สภาพยากจนเช่นเจ้า……คู่ควรกับเขาเยี่ยงนั้นหรือ ? ’
เมื่อได้ยินคำกล่าวของสงเอ้อ คนที่อยู่โดยรอบต่างก็มิพอใจขึ้นมาทันที
เพราะคำกล่าวของสงเอ้อเท่ากับเป็นการเหยียดหยามผู้อาวุโสท่านนั้นอยู่
อีกทั้งผู้อาวุโสท่านนั้นเพิ่งจะมอบสุดยอดวาสนาให้พวกเขาอีกด้วย
ทันทีที่สิ้นเสียง ชายชราที่มีนิสัยมุทะลุก็คำรามเสียงดังออกมาทันทีว่า “น้องชาย ระวังคำกล่าวของเจ้าด้วย ผู้อาวุโสท่านนั้นมีบุญคุณต่อพวกเรา หากเจ้ากล้าดูถูกผู้อาวุโสท่านนั้นล่ะก็ อย่าหาว่าข้ามิเตือน”
สงเอ้อส่ายหน้าไปมา พลางเอ่ยอย่างอัดอั้นตันใจว่า “นั่นเพราะพวกเจ้ามิรู้อันใด ตอนที่เขามาถึงเมืองเหอซีในตอนแรกนั้น ข้ายังเป็นคนออกค่าห้องให้เขาก่อนอีกด้วย”
“ผู้อาวุโสท่านนั้นยังต้องให้เจ้าออกค่าห้องให้ก่อนงั้นหรือ ? ”
“พี่น้องทุกท่าน เจ้าคนนี้ช่างหน้าด้านไร้ยางอายยิ่งนัก กล้าดูถูกเหยียดหยามผู้อาวุโสท่านนั้นครั้งแล้วครั้งเล่า”
VERIFYCAPTCHA_LABEL
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน