ตอนที่ 726 หมิงเติงขอพบ
“ท่านเย่ ข่าวลือเกี่ยวกับสิบสองแดนเซียนนั้น ผู้น้อยเคยได้ยินมาบ้างก็จริงขอรับ” หลังจากนิ่งเงียบอยู่สักพัก ซ่งเซียนเฟิงก็มองเย่ฉางชิงด้วยสีหน้าจริงจับและกล่าวว่า “แต่ว่ากันว่ามีเพียงแค่ช่วงเวลาก่อนที่สนามรบโบราณจะเปิดขึ้น กำแพงที่กั้นระหว่างแดนเซียนแต่ละแดนจึงจะคลายออกขอรับ” “ถึงเวลานั้นอย่าว่าแต่ตบะบารมีเช่นท่านเลยขอรับ แม้แต่ผู้บำเพ็ญเพียรระดับอมตะ จนถึงผู้บำเพ็ญเพียรระดับจักรพรรดิเซียนก็สามารถข้ามกำแพงเข้าสู่แดนเซียนต่างๆ เพื่อฝึกฝนฝีมือได้ขอรับ” อวี่จีพยักหน้าเห็นด้วย พร้อมเอ่ยเสริมว่า “ท่านเย่เจ้าคะ ผู้น้อยยังได้ยินข่าวลือบางอย่างมาด้วยเจ้าค่ะ” “ว่ากันว่าก่อนหน้ายุคเซียนโบราณ ปราณวิญญาณฟ้าดินของแดนเซียนทุกแดนต่างก็บริสุทธิ์และเข้มข้นอย่างไร้ที่เปรียบ หลักการมรรคาก็สมบูรณ์ ในตอนนั้นเรียกได้ว่ามีผู้แข็งแกร่งถือกำเนิดขึ้นมากมาย เพียงแต่ระดับราชันในตำนานกลับมีเพียง 12 ท่านเท่านั้นเจ้าค่ะ” “บางทีอาจเป็นเพราะเหตุนี้ ทุกหลายร้อยปีหรือหลายพันปีสนามรบโบราณจึงจะเปิดขึ้น และเมื่อสนามรบโบราณเปิดขึ้น ผู้บำเพ็ญเพียรที่อยู่เหนือจักรพรรดิเซียนจะต้องเข้าสู่สนามรบ” “ดังนั้นในยุคนั้นถึงแม้จะเป็นยุคที่รุ่งเรืองมาก แต่ก็เป็นยุคที่โหดร้ายมากเช่นกัน ผู้แข็งแกร่งของสิบสองแดนเซียนมีมากมายก็จริง แต่แปดแดนมารในตำนานก็หาได้ธรรมดาไม่ เมื่อสนามรบโบราณเปิดออก ทั้งสองฝ่ายต่างก็ต่อสู้กันอย่างเอาเป็นเอาตาย” “จวบจนบัดนี้ที่สิบสองแดนเซียนตกต่ำ ตามบันทึกที่หลงเหลือมาแต่ยุคบรรพกาล ทั้งแปดแดนมารเองก็ตกต่ำลงเช่นกัน นี่อาจเป็นสาเหตุที่เมื่อสนามรบโบราณเปิดขึ้นจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมากมาตั้งแต่ยุคเซียนโบราณเจ้าค่ะ” ทันทีที่ได้ยินดังนั้น เย่ฉางชิงก็เอ่ยขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยว่า “ฟังพวกเจ้าเอ่ยเช่นนี้แล้ว ข้าก็เหมือนคิดบางอย่างขึ้นมาได้” สวี๋ฝู๋มองตาเป็นประกาย ก่อนจะเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “ท่านอาจารย์ ท่านคิดอะไรได้หรือเจ้าคะ ? ” เย่ฉางชิงเรียบเรียงคำพูดเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยอย่างครุ่นคิดว่า “ข้ามองว่าไม่ว่าจะเป็นโลกเบื้องล่างหรือว่าสิบสองแดนเซียนโบราณแห่งนี้ ต่างก็เหมือนกรง ๆ หนึ่ง” “และภายในกรงนี้ปราณวิญญาณฟ้าดิน หลักการมรรคาต่าง ๆ อาจดูเหมือนมีมหาศาลและไร้ที่เปรียบ ทว่ากลับล้วนมีจำกัด และการมีอยู่ของกฎต่าง ๆ ก็เพื่อควบคุมการใช้ปราณวิญญาณและหลักการมรรคาเหล่านี้” “และการมีเกิดขึ้นของสนามรบโบราณ บางทีอาจเป็นผลมาจากกฎนี้ด้วยเช่นกัน เมื่อผู้แข็งแกร่งทั้งเซียนและมารใช้พลังอย่างต่อเนื่อง จึงต้องมีการหาวิธีลดจำนวนผู้ใช้ลง” “แน่นอนว่าทุกสิ่งย่อมมีวัฏจักรเปลี่ยนจากรุ่งโรจน์กลับสู่เสื่อมโทรม แม้แต่สิบสองแดนเซียนแห่งนี้ก็เช่นกัน” พวกซ่งเซียนเฟิงมีสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย พลันเกิดความรู้แจ้งขึ้นมา ในยุคนี้ผู้แข็งแกร่งระดับอมตะถือเป็นสิ่งมีชีวิตระดับสูงสุดในวิถีเซียนแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นผู้แข็งแกร่งระดับอมตะทั่วทั้งแดนเซียนจื่อฉงก็มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้น ดังนั้นจึงเป็นไปได้ว่าสนามรบโบราณในยุคนี้อาจจะไม่เปิดขึ้นอีกเลยก็เป็นได้ แต่ถ้าเป็นเช่นนี้ก็เท่ากับว่าท่านเย่ก็จะไม่สามารถข้ามไปยังแดนเซียนอื่นได้เช่นกันอย่างนั้นหรือ ? หลังจากเงียบไปชั่วขณะ เย่ฉางชิงก็เหมือนนึกขึ้นได้ถึงความร้ายแรงของปัญหา ก่อนจะอดไม่ได้ที่จะเอ่ยว่า “ไม่มีวิธีอื่นที่จะข้ามไปแดนเซียนอื่นได้แล้วจริง ๆ หรือ ? ” “ไม่หรอกเจ้าค่ะ” อวี่จีนึกบางอย่างขึ้นมาได้ จึงค่อยๆ เอ่ยว่า “ว่ากันว่าเจ้าแดนของแต่ละแดนเซียนจะมีค่ายกลห้วงเวลาโบราณ ที่สามารถเดินทางไปยังแดนเซียนอื่นได้เจ้าค่ะ” ซ่งเซียนเฟิงรีบเอ่ยสำทับว่า “ข้าก็เคยได้ยินความลับนี้เช่นกัน แต่ก่อนที่สนามรบโบราณจะเปิดขึ้น การข้ามไปยังแดนเซียนอื่นผ่านค่ายกลห้วงเวลาต้องจ่ายด้วยราคาที่สูงมากขอรับ”
“สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือแม้ช่วงนี้จะมีคำสั่งของท่านเจ้าแดนลงมา แต่การจะหาตัวท่านเจ้าแดนพบนั้นหาใช่เรื่องง่ายไม่” เย่ฉางชิงเอ่ยถามด้วยท่าทางแน่วแน่ว่า “พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าท่านเจ้าแดนผู้นี้อยู่ที่ใด ? ” ซ่งเซียนเฟิงจึงเอ่ยตอบอย่างช้า ๆ ว่า “แดนรกร้างทางเหนือ คีรีเทพเป่ยฉง ขอรับ ! ” เย่ฉางชิงลุกขึ้นพลางขมวดคิ้วมองคนอื่นๆ ก่อนเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจังว่า “ในเมื่อเป็นเช่นนั้นช่วยพาข้าไปที่แดนรกร้างทางเหนือหน่อยได้หรือไม่” ซ่งเซียนเฟิงและอวี่จีลอบสื่อสารกันทางสายตา จากนั้นก็พยักหน้ารับพร้อมๆ กัน แม้แดนรกร้างทางเหนือจะเต็มไปด้วยอันตรายมากมาย ต่อให้ตบะบารมีเช่นพวกเราสองคนก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะประสบกับอันตรายเหล่านั้น แต่บัดนี้มีท่านเย่คอยปกป้องคุ้มครอง อันตรายเหล่านั้นก็ไม่อาจทำอะไรพวกเขาได้แล้ว อีกอย่างพวกเขาเองก็อยากเห็นคีรีเทพเป่ยฉงในตำนานด้วยตาตัวเองสักครั้งเช่นกัน…… เวลาผ่านไปประมาณครึ่งชั่วยาม ที่จวนเจ้าเมืองเหอซีชั้นในก็มีสายรุ้งสามสายพุ่งขึ้นฟ้า และมุ่งหน้าไปยังขอบฟ้าทิศเหนืออย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันผู้อาวุโสหมิงเติงที่ถูกบุรุษชุดดำตามไล่ล่า เนื่องจากใช้เคล็ดวิชาต้องห้าม เวลานี้ทั่วทั้งร่างจึงปกคลุมไปด้วยละอองเลือดสีแดงแสบตา และสัญลักษณ์เลือดที่โบราณและซับซ้อน ทุกครั้งที่ร่างของเขาปรากฎขึ้น จะมีระลอกคลื่นหลายชั้นสั่นสะเทือนในความว่างเปล่า ทิ้งรอยเท้าสีเลือดรอยหนึ่งเอาไว้ ส่วนทางด้านหลังของเขาก็มีกระดานหมากที่เสียหายเล็กน้อยตามมาติด ๆ ลำแสงสีดำและขาวลอยอบอวล แผ่ไอพลังที่น่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่งออกมา ในขณะคลื่นแสงเป็นชั้น ๆ แผ่ออกอย่างต่อเนื่อง จากนั้นก็เกิดลมพายุและฟ้าคำรามปั่นป่วนไปหมด ทำให้รอยแยกที่น่าสะพรึงกลัวปะทุขึ้นในห้วงอากาศระลอกแล้วระลอกเล่า ต้องบอกว่ากระดานหมากเฉียนคุนที่ถูกผู้อาวุโสหมิงเติงลอบโจมตี เวลานี้รู้สึกถึงความอัปยศอย่างที่ไม่เคยเจอมาก่อน และสาเหตุของความอัปยศในครั้งนี้ก็คือ เจ้านายของเขาที่เป็นถึงผู้สูงสุด หากเขาไม่สามารถสังหารเจ้าเฒ่าหมิงเติงได้ เช่นนั้นต่อให้ร่างเดิมของเขาต้องแตกสลาย เขาก็จะไม่สามารถลบล้างความอัปยศครั้งนี้ออกไปได้ เพียงพริบตา เวลาก็ผ่านไปได้หลายชั่วยามแล้ว บนที่ราบกว้างใหญ่ไร้ขอบเขต ผู้อาวุโสหมิงเติงที่ใช้เคล็ดวิชาต้องห้ามต่อเนื่อง เวลานี้จึงถูกครอบงำอย่างรุนแรง ร่างทั้งร่างของเขาโชกไปด้วยเลือด ใบหน้าที่เต็มไปด้วยริ้วรอยบัดนี้กลับไร้สีเลือดอย่างเห็นได้ชัด “ท่านขอรับ เราหยุดแค่นี้ดีหรือไม่ขอรับ ? ” เมื่อระยะห่างของคนทั้งสองใกล้กันมากขึ้นเรื่อย ๆ ผู้อาวุโสหมิงเติงก็เริ่มส่งกระแสจิตไปหากระดานหมากเฉียนคุน หวังว่าก่อนที่จะตามหาผู้สูงส่งท่านนั้นพบ จะมีโอกาสได้พักเหนื่อยบ้าง “หยุดแค่นี้งั้นหรือ ? ”
“เจ้าคิดว่าข้าจะให้โอกาสเช่นนั้นกับเจ้างั้นหรือ วันนี้หากไม่สามารถสังหารเจ้าได้ ต่อให้ร่างของข้าต้องแตกสลาย ข้าก็จะไม่มีวันเลิกราเด็ดขาด ! ” เสียงที่เย็นเยียบจนเข้ากระดูกดำดังออกมาจากภายในกระดานหมากเฉียนคุน และก้องไปทั่วบริเวณนั้น มุมปากผู้อาวุโสหมิงเติงกระตุกเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยด้วยความคับข้องใจว่า “ข้าลอบโจมตีท่านก็จริง แต่ใครจะคิดว่าต่อให้ข้าอาศัยพลังจากสมบัติเซียนชิ้นนั้นก็ยังไม่สามารถทำอะไรท่านได้แม้แต่น้อย” “ตอนนี้ท่านเองก็เห็นแล้วว่าเพราะข้าใช้เคล็ดวิชาต้องห้าม ข้าจึงถูกครอบงำอย่างรุนแรง วันนี้ต่อให้โชคดีมีชีวิตรอดไปได้ ตบะบารมีก็ต้องถดถอยลงเป็นแน่” กระดานหมากเฉียนคุนจึงเอ่ยว่า “เช่นนั้นก็จงตายซะเพื่อเป็นการรับโทษ บางทีข้าอาจจะใจดีไม่ทำลายล้างดินแดนที่เจ้าดูแลก็ได้ แต่หากเมื่อใดที่ข้าสังหารเจ้าได้ ดินแดนแห่งนี้จะต้องกลายเป็นดินแดนแห่งหายนะ” ผู้อาวุโสหมิงเติงหัวเราะเสียงเย็น เอ่ยอย่างคลุ้มคลั่งว่า “ในเมื่อเจ้ายืนกรานเพียงนี้ เช่นนั้นต่อให้ข้าต้องกายสลายเต๋าสูญสิ้นก็ไม่มีทางปล่อยให้เจ้ามีชีวิตรอดไปได้เด็ดขาด” เอ่ยจบผู้อาวุโสหมิงเติงก็กระตุ้นเคล็ดวิชาโบราณอย่างสุดกำลังอีกครั้ง ก่อนจะกลายเป็นสายรุ้งสีเลือดพุ่งไปยังส่วนลึกของหุบเขาที่ไกลออกไป เห็นได้ชัดว่าส่วนลึกของหุบเขานั้น เหมือนจะเป็นแดนต้องห้ามของสิ่งมีชีวิตแห่งหนึ่ง มีหมอกพิษขนาดใหญ่ไร้ขอบเขตปกคลุม ไอมรณะอันหนาแน่นและน่าสะพรึงกลัวแผ่กระจายไปทั่ว บางครั้งก็มีแสงที่ลุกโชนพุ่งออกมาจากส่วนลึกของหุบเขานั้นด้วย เมื่อเข้ามาใกล้ผู้อาวุโสหมิงเติงก็ตะโกนเสียงดังลั่นว่า “ท่านเจ้าแดน หมิงเติงขอเข้าพบขอรับ โปรดทำตามสัญญาที่เคยให้เอาไว้ด้วยขอรับ”
ยังไม่ทันสิ้นเสียง เงาสีดำขนาดมหึมาก็พุ่งออกมาจากหมอกพิษอันหนาทึบ ร่างทั้งร่างแผ่ไอพลังชั่วร้ายออกมา……

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน