“เจ้าพูดสิ่งพวกนี้กับข้าทำไม” หลิวอวิ๋นเซียงเลิกคิ้ว นางไม่ค่อยเข้าใจเหยียนมู่จริง ๆ แล้ว คำพูดเหล่านี้ฟังดูเหมือนคำอธิบาย แต่เขาอธิบายอะไรกับนาง
เหยียนมู่มองหลิวอวิ๋นเซียงเงียบ ๆ
นางเคยรักเขา แต่ก่อนเขารับรู้ได้อย่างชัดเจน แต่เรื่องที่แน่ใจมาก คือหลังจากที่ตั้งครรภ์ นางก็เปลี่ยนไปมาก เหมือนว่าไม่แน่ใจขนาดนั้นแล้ว
ดังนั้นเขาจึงอยากรู้คำตอบเป็นพิเศษว่านางรักเคยรักเขาไหม
ขาหลุบตาลง เอ่ยถามเหมือนล้อเล่น “หากข้าขอแต่งเจ้า เจ้าจะเต็มใจแต่งหรือไม่?”
หลิวอวิ๋นเซียงเงียบอยู่ครู่หนึ่ง และกล่าวว่า “หากเป็นเมื่อก่อน ข้าเต็มใจ และจะดีใจมาก แต่ตอนนี้ ไม่มีทาง”
เหยียนมู่แน่นหน้าอก “ทำไมตอนนี้ถึงไม่มีทางล่ะ?”
หลิวอวิ๋นเซียงยิ้ม คำถามนี้ช่างโง่เขลาจริง “แน่นอนว่าเพราะข้าไม่รักเจ้าแล้ว”
เหยียนมู่จ้องมองนาง สายตานั้นเย็นชาอย่างยิ่ง และเปลี่ยนเป็นบ้าคลั่ง ราวกับข้ามผ่านลมคาวฝนเลือด แต่ค่อย ๆ กลับมาสงบ สุดท้ายก็ยิ้มเยาะ
“ใครอยากได้กัน!”
หลิวอวิ๋นเซียงผงกหัว “อันที่จริงข้ายังมีความสามารถในการหยั่งรู้ล่วงหน้านิดหน่อย ข้าเคยคำนวณให้เจ้า เจ้าชีวิตอาภัพ มีชีวิตอยู่ไม่เกินอายุสามสิบปี ข้าก็มีชีวิตอยู่ได้ไม่นานแล้ว จึงเปิดเผยความลับกับเจ้านิดหน่อย สุดท้ายเจ้าจะแพ้ด้วยน้ำมือของสตรี หากอยากมีชีวิตยืนยาวหน่อย ก็ตัดดอกท้อเย่าทิ้งซะ ในเมื่อแต่งหยวนชิงเย่ว์แล้ว ก็ใช้ชีวิตให้ดีเถอะ”
ชาติก่อน นางเคยเกลียดเขา แต่ชาตินี้ นางไม่เกลียดแล้ว
ส่งนางไปสวนกล้วยไม้ไม่ใช่เขา บังคับให้นางอุทิศกายถวายชีวิตก็ไม่ใช่เขา เขาปฏิบัติกับทุกคนเหมือนกัน มีสิทธิ์อะไรมาปฏิบัติต่อนางเป็นพิเศษ
ว่ากันถึงแก่นแท้ เขาไม่รักนาง
หากนางก็ไม่รัก ก็ไม่มีความเกลียดแล้ว
“เจ้าหวังให้ข้าตายหรือ?” เหยียนมู่หรี่ตาถาม
“เปล่า ข้าไม่ได้หวังให้เจ้าตายจริง ๆ”
“โอ้?”
“จริง ๆ”
ไม่มีความจริงใจ
คนภายนอกล้วนด่าเหยียนมู่ว่าเป็นขุนนางทุจริต แต่ชาติก่อนเขาเคยช่วยประชาชนบนโลกจากสถานการณ์ยากลำบาก ดังนั้นนางจึงไม่ปรารถนาให้เขาตาย เพื่อความรุ่งเรืองประเทศชาติสงบสุข นางใส่ใจว่าคนเหล่านั้นจะมีชีวติบั้นปลายที่มั่นคงปลอดภัยได้
หลิวอวิ๋นเซียงยิ้ม “ขอให้ใต้เท้าเหยียนอายุยืนยาวร้อยปี”
เหยียนมู่ลดตาลง ขอให้เขาอายุยืนยาวร้อยปี และหลายสิบปีหลังจากนั้นกลับไม่มีนาง
ฟังแล้ว เหมือนเป็นการสาปแช่ง
หลิวอวิ๋นเซียงหิวแล้ว อีกทั้งหิวขึ้นมาในเวลาแบบนี้มันทรมาน ทนไม่ไหวอย่างยิ่ง
“เจ้าทำอาหารให้ข้ากินหน่อยสิ” นางเตะเหยียนมู่
ดวงตาลึกซึ้งของเหยียนมู่หมุนมา “ขนมมงคล?”
“หวานไป ไม่กิน”
เหยียนมู่พลิกตัวลุกขึ้นนั่ง มองหลิวอวิ๋นเซียงแวบหนึ่ง หันหลังและออกไป เปิดประตู เพิ่งก้าวเท้าหนึ่งข้าง ลูกศรคมหลายดอกก็ยิ่งมาทางเขา
“วางใจเถอะ ชีวิตนี้ท่านไม่ได้ดื่มชาจอกนี้หรอก”
“พูดไร้สาระอะไร!”
เหยียนมู่ไม่สนใจซ่างกวานซวี พลันเดินไปทางห้องครัว
เขาหยิบกล่องอาหารกลับมา เห็นหลิวอวิ๋นเซียงกำลังเอนกายพิงหมอน ขมวดคิ้ว สีหน้าดูไม่ค่อยดี
“เป็นอะไร?”
หลิวอวิ๋นเซียงกล่าวอย่างอ่อนแรง “หิว”
เหยียนมู่เอากล่องอาหารวางไว้บนโต๊ะ และยกอาหารออกมา
“มากินข้าวเถอะ”
“ข้าลุกไม่ขึ้น” หลิวอวิ๋นเซียงทนต่ออาการปวดเอว ยื่นมือไปทางเหยียนมู่ “พยุงข้าที”
เหยียนมู่เห็นว่านางไม่เหมือนแกล้ง จึงเข้ามาพยุงนาง รู้สึกว่าเอวของนางตรง เหมือนงอไม่ได้ แถมมือยังเย็นมาก
พยุงนางขึ้นมา เดินรอบ ๆ ห้องสองสามรอบ ถึงรู้สึกดีขึ้นหน่อยแล้ว
เหยียนมู่ดวงตาลึกซึ้ง “อาการแบบนี้เป็นมานานเท่าไหร่แล้ว”
หลิวอวิ๋นเซียงเอามือดันโต๊ะและนั่งลง ถอนหายใจยาว และกล่าวว่า “ มีอาการแบบนี้เกิดขึ้นนานแล้ว เพียงแต่ช่วงนี้หนักขึ้นเรื่อย ๆ ราว ๆ หนึ่งถึงสองเดือนแล้ว ข้าเป็นอัมพาตบนเตียงอย่างสมบูรณ์”
นางน้ำเสียงผ่อนคลาย ราวกับเตรียมใจไว้พร้อมแล้ว

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ข้ามมิติรักขุนนางกังฉิน