เหยียนมู่มองไปข้างนอกหน้าต่าง “ซ่อนอยู่ในจุดลับคือมือยิงธนูอันดับหนึ่งของตงชาง หากเจ้ากล้าก้าวออกไปหนึ่งก้าว เจ้าจะถูกยิ่งจนกลายเป็นตะแกรงทันที
“เจ้า…”
“แต่คนพวกนี้ข้าไม่ได้เป็นคนเตรียม” เหยียนมู่มองไปทางหลิวอวิ๋นเซียง ยิ้มอย่างชั่วร้าย “คืนเข้าหอ ยามดีทิวทัศน์งดงาม ข้าจะจับเจ้าทำไม ถูกไหม?”
“แล้วเป็นความคิดของใคร?”
“น่าจะพ่อบุญธรรมของข้ากระมัง คนผู้นี้ชอบเล่นสนุก ล้อเจ้าเล่นน่ะ”
หลิวอวิ๋นเซียงหมดคำพูดอยู่ครู่หนึ่ง หัวหน้าหน่วยสืบผู้สง่าผ่าเผย ขุนนางผู้ใกล้ชิดโอรสสวรรค์ อำนาจสะท้านฝ่ายราชสำนักและฝ่ายประชาชน เป็นบุคคลที่คนอื่นพูดถึงแล้วยังวหวาดกลัว นึกไม่ถึงว่าจะให้ความสำคัญกับนาง
แต่น่าไม่คิดว่ามันน่าขัน!
สะลึมสะลือ
และอกสั่นขวัญแขวนมาทั้งวัน บัดนี้เหนื่อยมาก หลังจากหลิวอวิ๋นเซียงระบายความโกรธ ก็นั่งลงอีกข้างหนึ่งของเตียงหลั่วฮั่น และเอนกายพิงหมอนทางด้านหลัง
หลิวอวิ๋นเซียงถามอย่างจนปัญญา “พ่อบุญธรรมของเจ้าจะยอมปล่อยข้าเมื่อไหร่?”
“น่าจะวันพรุ่งกระมัง”
หลิวอวิ๋นเซียงเปลี่ยนความคิด นางเตะเหยียนมู่หนึ่งที “ในเมื่อเจ้าไม่เป็นอะไร ทำไมถึงไม่ปรากฏตัว และทำให้คนนอกเข้าใจผิดว่าเจ้ากำลังจะตาย?”
“หลีกเลี่ยงหายนะ”
“หมายความว่าอะไร?”
“เรื่องในราชสำนัก เจ้าไม่ต้องรู้”
“แต่เจ้าทำให้คนพวกนั้นในจวนโหวตกใจไม่น้อย”
พูดถึงเรื่องนี้ เหยียนมู่ก็หัวเราะเยาะ “เซี่ยเหล่าเอ้อร์คนนั้นเมาแล้วยังคิดฆ่าข้า หากข้าไม่ให้โอกาสเขา เขาก็เข้าไม่ถึงตัวข้า ถึงแม้ข้าจะไม่ได้บาดเจ็บ แต่เขาคิดจะฆ่าข้า ข้าต้องลงโทษเพื่อตักเตือนเขาสักหน่อย”
หลิวอวิ๋นเซียงทำเสียงหึเบา ๆ หลอกใช้คนแล้ว ยังให้คนของตงชางไปขู่ขวัญ ขู่จนครอบครัวนั้นตื่นตระหนก คิดจะไปซื้อธงขาวจริง ๆ
“ทำไมเจ้าไม่สวมชุดแต่งงาน?”
“ข้าจะสวมชุดนั้นทำไม?”
หลิวอวิ๋นเซียงแบะปาก “แน่นอนว่าเข้าเรือนหอไง”
“อย่างไรก็ต้องถอด”
หลิวอวิ๋นเซียงเตะเขา “เช่นนั้นเจ้าอย่ามาเสียเวลาอยู่ตรงนี้ รีบไปเข้าเรือนหอซะ”
เหยียนมู่เงยหน้า และยกมุมปากขึ้น “เจ้าเดาสิพ่อบุญธรรมของข้าหมายความว่าอย่างไร”
หลิวอวิ๋นเซียงหรี่ตา “เขาหมายความว่าอย่างไร ข้าไม่อยากเดา แต่เจ้า…”
หลิวอวิ๋นเซียงยังพูดไม่จบ เหยียนมู่ก็ลุกขึ้นและก้มเข้าไปใกล้ เอามือลูบท้องน้อยของนาง
“สี่เดือนแล้วสินะ”
มือของเขาลูบเบามาก ราวกับระมัดระวังมาก
หลิวอวิ๋นเซียงคิดจะตบมือของเขาออกไป แต่กลับถูกเขาจับและกดลงข้าง ๆ เขาลูบต่อไป และยังเอาหน้าแนบข้างบน
“เขาดิ้นหรือยัง?”
เขากดนางและบรรจงจูบอีกหลายที พอนางโกรธจะกัดเขา ก็ปล่อยและถอยกลับไป
“เข้าหึงแล้วใช่ไหม?”
หลิวอวิ๋นเซียงเช็ดปาก “ทำไม เข้าอยากให้ข้าหึงหรือ?”
เหยียนมู่เลิกคิ้ว “อยากสิ”
“ข้าหวังว่าเจ้าจะตายบนเตียงของหญิงอื่น”
“เช่นนั้นเจ้าต้องผิดหวังแล้ว ข้าไม่มีหญิงอื่น”
หลิวอวิ๋นเซียงชะงัก ไม่ต้องพูดถึงหยวนชิงเย่ว์คนนั้น ก่อนหน้านางคนอื่นส่งสาวงามมามากมาย เพราะเยอะเกินไป จึงได้มีสวนกล้วยไม้มาจัดให้เรียบร้อย และหลังจากนาง สามปีมานี้ก็ต่อเนื่องกันไม่ขาดสาย สวนกล้วยไม้ไม่เคยว่างเลย
ยิ่งมีสนมเสี่ยวจินเฟยกับมู่หรงลิ่งอี๋ คนหนึ่งเขารักจนเป็นบ้า อีกคนรักเขาจนเป็นบ้า
เขายังพูดว่าไม่มีผู้หญิงอื่นอีก!
ชาติก่อน นางเคยริษยาเพราะสิ่งนี้ เคยแอบร้องไห้ เคยโกรธ แต่ก็ไม่มีทางหลีกเลี่ยง ดังนั้นแม้ว่าจะรัก แต่นางก็ไม่เคยพูดออกปาก ทำให้เขาคิดตลอดว่านางเกลียดเขา
หลังจากเขาตาย นางก็เสียใจ ควรพูดออกไป แม้เพียงครั้งเดียว แม้จะถูกเขาเหน็บแนม แต่อย่างน้อยเคยพูดออกไปแล้ว ก็ไม่เสียใจเกินไป
แต่ได้ยินคำพูดนี้ตอนนี้ ตกใจก็ตกใจ แต่ไม่ถึงกับไม่เชื่อ เพราะเขาไม่จำเป็นต้องหลอกนาง แต่มากกว่านั้นไม่มีแล้ว
“แม่นางหยวนยังรอเจ้าอยู่ในห้องใหม่ รีบไปเถอะ” นางกล่าวหลังจากผ่านไปนาน
เหยียนมู่รอดูท่าทีของหลิวอวิ๋นเซียง รออยู่นานมาก แต่กลับได้ประโยคนี้
“ตอนนั้นข้าได้รับคำสั่งให้ตรวจสอบจวนชางปั๋ว แต่ข้ารู้ว่าหยวนจิ้งโดนใส่ร้าย เขาบอกความลับบางอย่างกับข้า ถือว่าแลกกับที่ข้าช่วยหยวนชิงเย่ว์ ข้าไม่เคยแตะต้องนาง และไม่เคยแตะต้องหญิงอื่น นอกจากเจ้า” เหยียนมู่พูดอย่างร้อนใจ พูดถึงตรงนี้ ก็เห็นหลิวอวิ๋นเซียงยังคงมีท่าทางไม่แยแส ก็ไม่เป็นสุขเล็กน้อย “ข้าแต่งนางแค่ชั่วคราว ทุพภิกขภัยครั้งนี้ข้าบังคับให้ฝ่าบาทสังหารรัชทายาทไร้ประโยชน์แล้ว ฝ่าบาทไม่พอใจข้าอย่างยิ่ง และยังเรื่องของจวนชางปั่วล่วงเกินแปดตระกูล ฝ่าบาทพระราชทานการแต่งงาน ข้าจำเป็นต้องรับ”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ข้ามมิติรักขุนนางกังฉิน