เสียงกรีดร้องอันน่าเวทนาของผู้หญิงดังขึ้นไม่หยุด ทำให้หลิวอวิ๋นเซียงรู้สึกใจหาย นางอดคิดไม่ได้ว่า หากไม่มีเพื่อนบ้านอย่างพวกเขา คืนนี้ผู้หญิงคนนั้นกับลูกสาวจะต้องเผชิญกับอะไรบ้าง แล้วนางก็อดคิดไม่ได้อีกว่า หากหญิงคนนี้เสียชีวิตจากการคลอดบุตร ผู้ชายคนนั้นอยู่ที่ไหน เมื่อเขากลับมาเห็นร่างที่เย็นชืดแล้วเขาจะเสียใจหรือไม่
ยิ่งคิดนางก็ยิ่งรู้สึกหนาวเหน็บ ยิ่งคิดก็ยิ่งหวาดกลัว
ทันใดนั้น มีคนมาโอบกอดนางจากด้านหลัง กลิ่นอายที่คุ้นเคยทำให้นางรู้สึกอุ่นใจแต่ก็โกรธมาก นางอดทนไม่ไหว เลยตบไปหนึ่งที
เหยียนมู่รู้สึกงุนงง “ข้าไปทำอะไรให้เจ้าโกรธรึ?”
หลิวอวิ๋นเซียงเม้มปาก “เขาทิ้งลูกทิ้งเมีย ไม่สนใจใยดีว่าพวกนางจะเป็นตายร้ายดียังไง ไปเสวยสุขอยู่ข้างนอกคนเดียว ผู้ชายแบบนี้ยังเรียกว่าคนได้อีกหรือ!”
เหยียนมู่รู้สึกอัดอั้นนัก “เจ้าตบหน้าข้าเพราะเหตุใด?”
“ตบหน้าท่านก็เพราะท่านสมควรโดนตบ!”
หลิวอวิ๋นเซียงตวัดสายตามองเหยียนมู่อย่างเคืองขุ่น ก่อนจะหมุนตัวเดินออกไป
ในท้ายที่สุด เขาก็จะกลายเป็นผู้ชายคนนั้น และนางก็จะกลายเป็นผู้หญิงคนนั้น ตบแค่ทีเดียวมันยังน้อยไป
เหยียนมู่รีบตามมา “หายแค้นหรือยัง?”
“หึ!”
“ไม่เช่นนั้นเจ้าตบข้าอีกทีก็ได้ เมื่อครู่ตบข้างซ้าย คราวนี้ให้ข้างขวา”
“ไม่ตบหรอก ไม่มีอารมณ์!”
“ข้าซื้อไก่ย่างมาให้เจ้า ห่อด้วยเสื้อคลุมไว้ อุ้มมาในอก ยังอุ่นอยู่เลย”
บนกำแพงมีองครักษ์เงาจากตงชางสองนายที่ได้รับมอบหมายให้คุ้มครองหลิวอวิ๋นเซียง
ทั้งสองมองหน้ากันเลิ่กลั่ก คนหนึ่งกล่าวว่า “เมื่อครู่ คนที่หน้าด้านขอให้ตบ ใช่นายท่านเจ็ดของเราหรือเปล่า?”
อีกคนหนึ่งถามกลับว่า “ใช่หรือ?”
“คงแค่หน้าเหมือนกระมัง นายท่านเจ็ดของเราไม่มีทางต่ำต้อยเพียงนั้นหรอก”
“ดูต่ำต้อยจริง ๆ”
เมื่อเข้าไปในเรือน เหยียนมู่เดินตามหลังหลิวอวิ๋นเซียง เหลือบมองไปยังเรือนตะวันตกอย่างไม่ได้ตั้งใจ เห็นว่ามีแสงไฟสว่างขึ้น
“เอ๋ ที่แท้ก็มีคนอยู่เรือนตะวันตกด้วยหรือ นึกว่าจะว่างเปล่าเสียอีก”
หลิวอวิ๋นเซียงมองตามไป เห็นแสงไฟสว่างอยู่จริง ๆ ลู่ฉางอันงั้นรึ?
สายตาเหยียนมู่เหลือบไปเห็นว่าวติดอยู่บนต้นไม้ที่พิงกำแพง เขาจึงเดินเข้าไปใกล้ ๆ แล้วกระโดดขึ้นไปคว้ามันลงมา
“มีตัวหนังสือเขียนอยู่บนว่าวด้วย”
ทันทีที่หลิวอวิ๋นเซียงได้ยินดังนั้น ก็นึกอยากรู้ รีบตรงเข้าไปแย่งว่าวมาจากมือเขา
“ฮ่า เจ้าจะแย่งทำไมกัน มิใช่ของเจ้าเสียหน่อย” เหยียนมู่รู้สึกขำ
หลิวอวิ๋นเซียงเม้มปาก “ข้าชอบไม่ได้รึ?”
“ได้สิ ไว้ข้าจะทำให้เจ้าตัวหนึ่ง ใหญ่กว่านี้ สวยกว่านี้ด้วย”
“ใครจะอยากได้กัน!”
หลิวอวิ๋นเซียงถือว่าวเข้าห้อง ก่อนที่เหยียนมู่จะเข้ามา นางแอบเหลือบมอง เห็นข้อความเขียนไว้ว่า: ลมเหนือพัดหวน พบพานยากเย็น ห่างไกลแสนลี้ ขอให้เจ้าสุขสบาย
ลายมือนี้เป็นของลู่ฉางอัน ถ้อยคำเหล่านี้ราวกับเป็นการอำลา
หลิวอวิ๋นเซียงเบือนหน้าหนี เดิมทีแค่โกรธ แต่ตอนนี้กลับรู้สึกน้อยใจเสียมากกว่า น้ำตาก็ไหลออกมาอย่างห้ามไม่อยู่
นางคิดว่า น้ำตาที่นางมีให้เขาในชาติที่แล้วคงเหือดแห้งไปหมดแล้ว
เหยียนมู่จูบน้ำตาบนใบหน้าของหลิวอวิ๋นเซียงอย่างแผ่วเบาและอ่อนโยน จนกระทั่งเสียงสะอื้นของนางหายไปอีกครั้ง
ในยามค่ำคืน เหยียนมู่เปลี่ยนเสื้อผ้าที่เปียกเหงื่อของหลิวอวิ๋นเซียงให้เป็นชุดนอนสะอาดตา เมื่อเห็นดวงตาแดงก่ำของหลิวอวิ๋นเซียงซุกตัวอยู่ในหมอนอย่างอ่อนระโหย พร้อมกับปล่อยให้เขาปรนนิบัติ หัวใจของเขาก็พลันอ่อนยวบลงโดยไม่รู้ตัว
“เจ้าไม่พูด แล้วข้าจะตอบเจ้าได้อย่างไร หืม?” เขาพูดปลอบนาง
หลิวอวิ๋นเซียงส่ายหัว “ไม่พูด”
เหยียนมู่ถอนหายใจ ไถ้าอย่างนั้นข้าจะตอบตกลงเจ้าก่อน ไม่ว่าเจ้าจะให้ข้าทำสิ่งใดก็ตาม”
รุ่งเช้าวันต่อมา หลิวอวิ๋นเซียงตื่นสาย เหยียนมู่จึงนอนเป็นเพื่อนนาง จนกระทั่งจิ่นเยียนมาเรียกอยู่ข้างนอกให้ไปทานข้าวเช้า
หลิวอวิ๋นเซียงลืมตาขึ้น พบเหยียนมู่จ้องมองนางอยู่ มือของเขากำลังเล่นผมของนางอย่างเพลิดเพลิน มุมปากอมยิ้ม ท่าทางดูเจ้าเล่ห์นัก
พอนึกถึงเรื่องเมื่อคืน หลิวอวิ๋นเซียงก็หน้าแดงตีเขาไปหนึ่งที
“ท่านแต่งตัวก่อนเถิด ข้าจะให้จิ่นเยียนเข้ามา”
“ไม่ต้องให้นางมาหรอก ต่อไปข้าจะเป็นคนดูแลเจ้าเอง”
เหยียนมู่ลงมือทำทันที เขาแต่งตัวเสร็จแล้วก็ประคองหลิวอวิ๋นเซียงขึ้นอย่างระมัดระวัง ค่อยๆ ช่วยนางสวมใส่เสื้อผ้าอย่างละเอียดอ่อน
เนื่องจากพิษไป๋มู่ ทำให้หลิวอวิ๋นเซียงดูเทอะทะกว่าหญิงมีครรภ์ทั่วไป อย่าว่าแต่แต่งตัวเองเลย แค่ลุกขึ้นยังทำแทบไม่ได้
เหยียนมู่พยุงนางให้ลุกขึ้น เดินไปมาในห้องสองรอบเพื่อคลายเส้นคลายกล้ามเนื้อ แล้วจึงพานางออกไป

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ข้ามมิติรักขุนนางกังฉิน