ขณะทานอาหารเช้า เสียงร่ำไห้ก็ดังขึ้นจากบ้านข้างเคียง เสียงนั้นช่างคร่ำครวญปานจะขาดใจ ฟังแล้วบีบหัวใจยิ่งนัก
หลิวอวิ๋นเซียงให้เหยียนมู่ช่วยพยุงกายออกจากบ้าน บังเอิญพบกับป้าจางพอดี
“ฮูหยิน อย่าเข้าไปเลยเจ้าค่ะ ระวังจะพลอยซวยไปด้วย”
“เกิดอะไรขึ้นหรือ?” หลิวอวิ๋นเซียงถาม
“เฮ้อ ชายบ้านนั้นเมื่อคืนเขาดื่มเหล้าจนเมามาย แล้วก็หลับไปกลางถนน หนาวขนาดนี้ พอเช้ามีคนมาเจอเข้าก็กลายเป็นน้ำแข็งไปเสียแล้วเจ้าค่ะ”
หลิวอวิ๋นเซียงขมวดคิ้ว “แล้วหญิงคนนั้น…”
“เฮ้อ คลอดลูกออกมาได้อย่างปลอดภัยทั้งแม่ทั้งลูกแท้ ๆ คิดว่าจะได้หายใจหายคอบ้าง สามีดันมาตายจากไป เหลือแม่ลูกผู้น่าสงสารอยู่กันตามลำพัง”
ลมเย็นพัดโชย จิ่นเยียนรีบนำเสื้อคลุมหนาออกมา เหยียนมู่รับมาห่มคลุมให้หลิวอวิ๋นเซียงพลางโอบกอดนางไว้ในอ้อมแขน
“สิ่งที่ช่วยได้ เจ้าก็ช่วยไปแล้ว ความทุกข์ของผู้อื่น เจ้าอย่าเก็บมาใส่ใจจนเศร้าโศกไปด้วยเลย”
“หากเป็นข้า ข้าจะทำเช่นไรดี?”
ใจของเหยียนมู่พลันเจ็บแปลบ ใช่แล้ว หากเขาตายไป นางกับลูกจะอยู่กันอย่างไร?
“พวกเจ้าหน้าที่เอาศพกลับมาแล้ว ผู้หญิงคนนั้นร้องไห้โฮแทบขาดใจ ข้าต้องไปปลอบหน่อย” ป้าจางพูดพลางถอนหายใจ ก่อนจะกำชับว่า “ข้าแค่กลับมาบอกฮูหยินเท่านั้น ท่านอย่าได้ไปที่เรือนนั้นเลยนะเจ้าคะ ข้ารู้ว่าท่านใจดี ข้าให้จื่อจินไปตามจางฉีแล้ว ให้เขาช่วยฝังศพผู้ชายคนนั้น”
หลิวอวิ๋นเซียงพยักหน้า “ป้าช่างรอบคอบจริง ๆ”
“รีบกลับเข้าห้องเถอะเจ้าค่ะ!”
ทันใดนั้น เหล่าเจ้าหน้าที่ก็ออกมาจากเรือน ผู้นำขบวนกลับกลายเป็นลู่ฉางอัน เขาอยู่ในชุดข้าราชการสีเรียบง่าย เหลือบมองมาทางนี้โดยไม่ทันตั้งตัว สายตาสบเข้ากับนาง และเหยียนมู่ที่ยืนอยู่เคียงข้าง
ห่างกันเพียงไม่กี่ก้าว ลู่ฉางอันพยักหน้าให้พวกเขาก่อนจะหันหลังเดินจากไป
“ลู่ซื่อจื่อสง่างามและเที่ยงธรรม เป็นสุภาพบุรุษที่อ่อนโยน ผู้ชายแบบนี้คงเป็นที่หมายปองของหญิงสาวสินะ?” เหยียนมู่หันมาถามหลิวอวิ๋นเซียงอย่างกะทันหัน
หลิวอวิ๋นเซียงชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าครั้งหนึ่งนางเคยจ้างขอทานไปขัดขวางการดูตัวของลู่ฉางอัน แต่ตอนนั้นนางไม่รู้ว่าขอทานคนนั้นเป็นคนของเหยียนมู่
เขาจะคิดยังไงกับการกระทำของนางนะ?
คิดว่านางหลงใหลลู่ฉางอัน? หรือคิดว่านางกับเขามีความสัมพันธ์ลึกซึ้งต่อกัน?
หลิวอวิ๋นเซียงยิ้ม “ลู่ซื่อจื่อเปรียบดั่งจันทราบนฟ้า งดงามแต่ไกลเกินเอื้อม ได้แต่มองแลด้วยความปรารถนา ท่านคงเข้าใจความรู้สึกนี้ดีกระมัง?”
“หลิว...อวิ๋น...เซียง!”
หลิวอวิ๋นเซียงหาวหวอด “ไม่ได้แล้ว ข้าต้องกลับไปนอนต่อ”
ว่าแล้วนางก็หมุนตัวกลับเข้าเรือน ปล่อยให้เหยียนมู่ยืนกัดฟันกรอดอยู่กลางสายลมหนาวเพียงลำพัง
ยามเที่ยงเหยียนมู่ก็ยังไม่กลับมา ส่วนหลิวอวิ๋นเซียงก็นอนหลับยาวจนถึงบ่าย จนกระทั่งจิ่นเยียนเข้ามาแจ้งว่าท่านหญิงเจาหัวเสด็จมา
ก่อนหน้านี้มีหยวนชิงเย่ว์ที่ทำให้นางอิจฉาจนแทบบ้า ตอนนี้ก็มีหลิวอวิ๋นเซียงอีกคน
คนหนึ่งได้แต่งงานกับเหยียนมู่ อีกคนก็กำลังอุ้มท้องลูกของเหยียนมู่ ส่วนนางที่รักเขามากมาย กลับได้เพียงตำแหน่งน้องสาวที่ดีเท่านั้น
ไม่ นางไม่ยอม!
หลิวอวิ๋นเซียงนั่งลงท่ามกลางเพลิงโทสะของมู่หรงลิ่งอี๋ พร้อมรินชาส่งให้นางอย่างใจเย็น
“ท่านหญิง ท่านเป็นน้องสาวบุญธรรมของนายท่านเจ็ด ต่อไปนี้พวกเราก็ถือว่าเป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว”
“เจ้าก็คู่ควรที่จะมาเทียบเคียงกับข้าเช่นนั้นรึ!”
“เหตุใดข้าจึงไม่คู่ควรเล่า?”
มู่หรงลิ่งอี๋หรี่ตามอง “เจ้าก็แค่บังเอิญตั้งครรภ์บุตรของเขา แล้วอย่างไรเล่า อย่าลืมว่ายังมีฮูหยินรองอีกคนในจวนเหยียน ที่แต่งเข้ามาอย่างถูกต้องตามประเพณี แต่สุดท้ายก็มิได้มีค่าอันใด เช่นเดียวกับเจ้า พี่เจ็ดทำดีกับเจ้า ก็เพียงเพราะต้องการลูกในครรภ์ของเจ้าเท่านั้น อย่าได้ริอาจยกตนสูงไป”
หลิวอวิ๋นเซียงรินชาให้ตัวเองหนึ่งถ้วย ยกขึ้นจิบหนึ่งคำ แล้วอมยิ้ม “ตำแหน่งฮูหยินรองนั่น ข้าไม่เห็นจะอยากได้เลยสักนิด”
“หึ เจ้ายังหวังจะเป็นภรรยาเอกงั้นรึ? ด้วยฐานะแม่หม้ายเช่นเจ้างั้นหรือ?”
หลิวอวิ๋นเซียงเลิกคิ้วขึ้นสบตา “พี่เจ็ดของเจ้าเป็นคนถือขนบธรรมเนียมนักหรือ? การแต่งกับหญิงหม้ายอาจจะฟังดูไม่งามนัก แต่หากเขาเต็มใจ แม้สินสอดจะมากมายสิบลี้ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่”
“พี่เจ็ดไม่ได้รักเจ้าสักนิด คนที่เขารักคือหญิงคนนั้นต่างหาก เจ้าก็แค่มีหน้าตาคล้ายนาง ถึงได้เข้าตาพี่เจ็ดบ้างก็เท่านั้น”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ข้ามมิติรักขุนนางกังฉิน