เข้าสู่ระบบผ่าน

ข้ามมิติรักขุนนางกังฉิน นิยาย บท 202

“เหตุใดท่านจึงกลับมา?”

“พืชผลของเจ้าใกล้จะเก็บเกี่ยวแล้ว ข้าเป็นห่วงว่าจะเกิดเรื่องไม่ดีขึ้น เลยพาทหารมาทั้งกองร้อย พวกเขาจะได้ช่วยเจ้าเก็บเกี่ยวด้วย”

“เช่นนั้นก็ดียิ่งนัก ข้ากังวลใจอยู่หลายวันแล้ว”

ตกเย็น เมื่อกลับถึงบ้านและทานอาหารค่ำเสร็จ หลิวอวิ๋นเซียงก็กล่อมสิงอี้จนหลับ จากนั้นจึงเกล้าผมแล้วไปนอนที่ห้องโถงด้านหน้า

รุ่งเช้าวันใหม่ หลิวอวิ๋นเซียงพาสิงอี้ไปที่ทุ่งนาหลังจากทานอาหารเช้าเสร็จ ท้องทุ่งกว้างใหญ่ที่เต็มไปด้วยข้าวสาลีเหลืองอร่ามถูกเก็บเกี่ยวไปแล้วกว่าครึ่ง เหยียนมู่พร้อมด้วยเหล่าทหารต่างก็อยู่ในทุ่ง แม้แต่ตัวเขาเองก็พับแขนเสื้อขึ้น กำเคียวในมือ ลงมือเกี่ยวข้าวสาลีด้วยเช่นกัน

ข้าวสาลีที่เกี่ยวแล้วจะถูกมัดรวมกันเป็นฟ่อน ก่อนจะใช้รถเข็นล้อเดียวขนไปยังลานนวดข้าวที่อยู่ไม่ไกล จากนั้นจะมีคนใช้ไม้ตีฟ่อนข้าวเพื่อให้เมล็ดข้าวหลุดออกจากรวง และใช้แรงลมพัดเอาเปลือกข้าวออกไป

เมล็ดข้าวสาลีสีทองอร่ามถูกตากแดดบนลานนวดข้าวจนเปลี่ยนเป็นสีเข้มขึ้น ก่อนจะถูกบรรจุลงในกระสอบ แล้วขนย้ายไปเก็บไว้ในยุ้งฉางทีละกระสอบ

หลิวอวิ๋นเซียงถือกระติกน้ำเดินเข้าไปในทุ่ง เหล่าสตรีที่กำลังมัดฟ่อนข้าวสาลีต่างก็พูดหยอกล้อกับนางอย่างอารมณ์ดี

“นายหญิง คนที่นำขบวนนั่นใช่สามีของท่านหรือเปล่า หล่อเหลาเอาการทีเดียว”

“นั่นล่ะสิ ข้าก็นึกว่านายหญิงเป็นนางฟ้าจุติมาจากสวรรค์เสียอีก ไม่คิดว่าสามีของนายหญิงจะงามสง่าขนาดนี้ มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นคุณชายจากตระกูลใหญ่โต”

“นายหญิงช่างมีบุญวาสนาจริง ๆ ทำเอาพวกเราผู้หญิงอิจฉาตาร้อนกันหมดแล้ว”

หลิวอวิ๋นเซียงรู้สึกเขินอายเล็กน้อย จึงยิ้มแล้วรีบเดินจากไป เมื่อมาถึงข้างกายเหยียนมู่ เห็นเขาเหงื่อท่วมตัว ก็รีบยื่นถุงใส่น้ำให้เขา

เหยียนมู่ดื่มน้ำหลายอึกใหญ่ ก่อนจะส่งถุลน้ำคืนให้หลิวอวิ๋นเซียง “เหตุใดเจ้าจึงไม่สวมหมวกฟางเล่า?”

“ข้าลืมเสียสนิท”

เหยียนมู่จึงถอดหมวกฟางของตนสวมให้นาง

“ไม่ต้องหรอก ท่านสวมเถิด” หลิวอวิ๋นเซียงกล่าวพลางจะถอดคืนให้เขา

เหยียนมู่ใช้มือจับหมวกบนศีรษะนางไว้ “ถ้าเจ้าผิวคล้ำกว่านี้ พวกผู้หญิงนั่นคงยิ่งคิดว่าเจ้าไม่สมกับข้า”

หลิวอวิ๋นเซียงเบิกตากว้าง “ท่านอย่าภูมิใจไป หน้าตาท่านก็ดูดีเล็กน้อยเท่านั้น”

“แหะ ผู้ชายหน้าตาดีมันหายาก หน้าตาเช่นข้า ทั่วหล้าก็มีเพียงคนเดียวเท่านั้น”

หลิวอวิ๋นเซียงหัวเราะ “ใช่ ๆ ท่านมีรูปงามที่สุดในใต้หล้า ข้าไม่เถียงแล้ว”

นางเดินกลับไปที่หัวไร่ กำลังจะวางสิงอี้ลงกับพื้น สายตาก็เหลือบไปเห็นควันดำทะมึนทางทิศตะวันออก ดูเหมือนมีอะไรสักอย่างกำลังถูกไฟไหม้

แย่แล้ว นางร้องลั่นในใจ ก่อนจะรีบตะโกนบอกลูกจ้างในนาเสียงดัง “รีบไปดับไฟเร็ว นาข้าวทางตะวันออกไฟไหม้แล้ว!”

ในยามนี้ อากาศแห้งแล้งสิ่งของไวไฟ เพียงประกายไฟเล็กน้อยก็อาจลุกลามเป็นไฟไหม้ใหญ่ได้ นาข้าวผืนกว้างของนางก็อาจจะถูกเผาเป็นเถ้าถ่านในพริบตา

คนงานในไร่นาต่างรีบวิ่งไปทางทิศตะวันออก เหยียนมู่ก็รีบนำทหารไปด้วย แต่เมื่อวิ่งไปได้ครึ่งทาง เขาหันกลับไปมองข้าวที่กองอยู่บนลาน จึงแบ่งทหารครึ่งหนึ่งให้อยู่เฝ้าที่นี่

หลิวอวิ๋นเซียงตกใจ ชวีโม่หรานเกิดเรื่องงั้นหรือ?

ทันใดนั้นหลิวอวิ๋นเซียงก็คว้าเสื้อคลุมตัวใหญ่ สวมขึ้นแล้วรีบควบม้าออกไป

เมื่อมาถึงหน้าศาลาว่าการ ขณะที่หลิวอวิ๋นเซียงยังไม่ทันได้ลงจากม้า ก็เห็นเสิ่นอวิ๋นโจวพร้อมกับเหล่าเจ้าหน้าที่กว่าสิบนายรีบร้อนออกมาจากด้านใน สีหน้าของเขาดูไม่สู้ดีนัก แม้กระทั่งวันที่ถูกหลี่ป้าเทียนและพวกขู่ด้วยดาบ เขาก็ยังไม่แสดงท่าทางหวาดกลัวปนโกรธเช่นนี้

พวกเขาขึ้นม้าและควบมุ่งหน้าไปทางประตูเมืองอย่างรวดเร็ว

หลิวอวิ๋นเซียงรีบตามไปทันที “ใต้เท้าเสิ่น มีข่าวคราวของพี่ชวีแล้วหรือเจ้าคะ?”

เสิ่นอวิ๋นโจวมองนางแวบหนึ่ง แววตาเต็มไปด้วยความเศร้าหมอง แต่ก็ไม่ได้ตอบคำถาม เพียงแต่เดินหน้าต่อไป

หลิวอวิ๋นเซียงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจตามพวกเขาออกไปนอกเมือง

ออกจากเมืองมุ่งหน้าไปทางเหนือ ประมาณชั่วยามกว่าก็ถึงด่านเจิ้นเป่ย ที่จุดผ่านด่านมีทหารกลุ่มเล็กสวมชุดเกราะรออยู่ พอเห็นพวกเขามาถึงก็ควบม้าออกนำทางไปข้างหน้า

หลิวอวิ๋นเซียงตามออกไปนอกด่านเจิ้นเป่ย เบื้องหน้าคือทะเลทรายอันกว้างใหญ่ ลมหนาวพัดกระหน่ำ หอบเอาทรายละเอียดปะทะใบหน้า ทั้งเจ็บแสบและหนาวเหน็บ

เม็ดทรายปลิวว่อนจนมองแทบไม่เห็นทาง หลิวอวิ๋นเซียงจำต้องชะลอฝีเท้า พยายามไม่ให้คลาดกับพวกเขา

หลังจากเดินทางต่อไปอีกไกลโข หลิวอวิ๋นเซียงมองฝ่าม่านทราย เห็นเงาร่างมากมายยืนนิ่งอยู่บนเนินทรายเบื้องหน้า นางพลันนิ่งงันไปครู่หนึ่ง ใช่พวกเขาหรือไม่ เหตุใดจึงยืนนิ่งไม่ไหวติงเช่นนั้น

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ข้ามมิติรักขุนนางกังฉิน