เว่ยเทียนขอห้องที่ดีที่สุดในศาลาพักม้าให้หลิวอวิ๋นเซียง และยังสั่งให้คนในศาลาพักม้าก่อไฟถ่านให้นางเป็นพิเศษ เพื่อให้ห้องอบอุ่น
“ฮูหยิน สภาพที่นี่ย่ำแย่นัก ทำให้ท่านต้องลำบากแล้ว”
หลิวอวิ๋นเซียงรีบส่ายหน้า “ข้าทำให้พวกเจ้าต้องลำบากแล้ว”
“ไม่หรอก เป็นเกียรติของพวกเราต่างหาก ท่านมีอะไรจะสั่งก็บอกพวกเขาได้เลย”
ทุกคนต่างเหนื่อยล้า หลิวอวิ๋นเซียงกล่าวขอบคุณแล้วส่งรองแม่ทัพผู้นั้นกลับไป
กลางคืน หลิวอวิ๋นเซียงนอนไม่หลับ พอลืมตาขึ้นมา ภาพใบหน้าของศพหญิงเหล่านั้นก็ผุดขึ้นมาเต็มไปหมด แต่ละใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด จนมองไม่ออกว่าเป็นใคร
นาน ๆ ทีหลับไป แต่ก็สะดุ้งตื่นโดยพลัน
เป็นแบบนี้อยู่ตลอดทั้งคืน พอเช้าวันรุ่งขึ้น หลิวอวิ๋นเซียงก็ตื่นขึ้นมาด้วยอาการปวดหัวเล็กน้อย
หลังจากที่นางออาบน้ำแต่งตัวเสร็จ นางก็เห็นเว่ยเทียนรีบร้อนไปเคาะประตูห้องข้าง ๆ ไม่นานนัก เสิ่นอวิ๋นโจวก็เปิดประตู
“ใต้เท้าเสิ่น เมื่อคืนหมู่บ้านสามแห่งที่อยู่ใต้ด่านเจิ้นเป่ยถูกปล้น!”
เสิ่นอวิ๋นโจวเดินตามเว่ยเทียนออกไป หลิวอวิ๋นเซียงควรจะกลับไปที่เมืองเยี่ยนกุย แต่หาชวีโม่หรานไม่เจอ นางรู้สึกไม่สงบใจเลยจริง ๆ
พอฟ้าใกล้จะมืด เสิ่นอวิ๋นโจวและเว่ยเทียนก็กลับมา ทั้งสองคนหน้าตาบึ้งตึง นั่งลงบนเก้าอี้ในห้องโถงด้วยความเหนื่อยล้า
หลิวอวิ๋นเซียงรับชาร้อนจากแม่ครัวของศาลาพักม้า เดินเข้าไปข้างใน แล้วรินชาให้พวกเขาคนละชามใหญ่
สองวันนี้ไม่มีใครสังเกตนาง นางก็เลยถอยออกมาอยู่เงียบ ๆ
“สามหมู่บ้านในคืนเดียว ตายไปกว่าร้อยคน ยังมีหญิงสาวอีกสามสิบคนถูกจับตัวไป เสบียงอาหารถูกปล้นไปจนหมด” เว่ยเทียนขมวดคิ้ว “บอกว่าเป็นโจร แต่โจรที่ไหนจะมีวินัยดีขนาดนี้ เห็นได้ชัดว่าเป็นทหารเป่ยจิน!”
เสิ่นอวิ๋นโจวขยี้ขมับ “แล้วจะทำเช่นไรเล่า?”
เว่ยเทียนลุกขึ้นยืนโดยพลัน ตัวสั่นไปด้วยความโกรธ “ใต้เท้าเสิ่น ท่านกล้าออกคำสั่งหรือไม่ เพียงคำสั่งเดียว พวกเราจะบุกเข้าไปฆ่าพวกเขาให้ราบคาบ พวกเราทหารเจิ้นเป่ย ยอมตายดีกว่าต้องทนคับแค้นใจเช่นนี้!”
“แม่ทัพเว่ย ต้องคำนึงถึงสถานการณ์โดยรวมด้วย”
“สถานการณ์โดยรวมบ้าบออะไรกัน ชาวบ้านของเราถูกฆ่า ผู้หญิงของเราถูกข่มเหง แล้วพวกเรากลับต้องมานั่งถอนหายใจอยู่ที่นี่งั้นหรือ?”
เสิ่นอวิ๋นโจวถอนหายใจยาว ไม่ตอบคำพูดนั้น
เว่ยเทียนก็รู้ตัวว่าพูดแรงไปหน่อย จึงถอนหายใจแล้วพูดว่า “ตอนนี้เป่ยจินกำลังทำสงครามกับซีเย่ว์ เสบียงอาหารและเบี้ยหวัดทหารต้องส่งไปที่นั่นก่อน ทหารที่ประจำการอยู่ที่นี่ขาดแคลนเสบียง ก็เลยมาหาผลประโยชน์จากพวกเรา อากาศยิ่งหนาวเย็นลง เหตุการณ์แบบนี้ก็จะยิ่งเกิดขึ้นอีก ชาวบ้านของเราจะต้องปล่อยให้พวกเขาฆ่าแกงอย่างนั้นหรือ?”
เสิ่นอวิ๋นโจวเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วพูดว่า “พวกเราต้องเชื่อฟังคำสั่งราชสำนัก อย่าก่อสงคราม ไม่เช่นนั้นประชาชนจะเดือดร้อนไปทั่วทุกหย่อมหญ้า”
หลิวอวิ๋นเซียงได้ยินแล้วทนไม่ไหว นางโพล่งออกมาด้วยความโมโหว่า “ตอนนี้ประชาชนเดือดร้อนไปทั่วทุกหย่อมหญ้าแล้ว คนอื่นบุกเข้ามาถึงที่แล้ว ท่านยังจะพูดถึงเรื่องชาติบ้านเมืองอีก อย่าลืมสิ ในบรรดาผู้หญิงที่ถูกจับตัวไปมีพี่ชวีอยู่ด้วย!”
เสิ่นอวิ๋นโจวหน้าบึ้งตึงมองไปที่หลิวอวิ๋นเซียง “นี่เป็นความลับทางทหาร…”
“พวกเขาต้องการเสบียงมิใช่หรือ ข้ามี ข้าจะให้พวกเขา แต่ต้องเอาเสบียงแลกกับผู้หญิงที่ถูกจับตัวไป!” หลิวอวิ๋นเซียงตะโกน
“เพราะเหตุใด?”
“เพราะข้าเป็นสตรี”
เว่ยเทียนเกาหัวด้วยความงุนงง เขาไม่เข้าใจสิ่งที่หลิวอวิ๋นเซียงพูด ส่วนเสิ่นอวิ๋นโจวจ้องมองหลิวอวิ๋นเซียงด้วยสายตาใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงเฉียบขาดว่า “ให้นางไปเถิด”
“แต่ว่า…”
“เจ้าไปหาผู้บัญชาการของพวกเจ้าที่ซั่วซีเดี๋ยวนี้ แล้วบอกเรื่องนี้ให้เขารู้”
หลิวอวิ๋นเซียงและเสิ่นอวิ๋นโจวสบตากัน ทั้งสองต่างก็มีแผนการในใจ
พูดถึงสถานการณ์โดยรวม เขาก็แค่กลัวว่าตัวเองจะเดือดร้อน อนาคตไม่มั่นคง
แต่เรื่องนี้ก็ต้องได้รับการแก้ไข ถ้าแก้ไขไม่ได้ เขาก็จะโดนตำหนิอยู่ดี
แล้วจะมีวิธีใดเล่า?
ก็คือให้เหยียนมู่รับเรื่องนี้ไป ยังไงเขาก็เป็นคนบ้าคลั่งอยู่แล้ว ทำอะไรเกินเลยไปหน่อย คนอื่นก็จะให้อภัยได้มาก แต่ถ้าอยากให้เขาคลั่งขึ้นมา ก็ต้องกระตุ้นเขาก่อน
เพียงแต่ เหยียนมู่จะยอมเสี่ยงเพื่อนางจริง ๆ หรือ?
หลิวอวิ๋นเซียงนำเสบียงบรรทุกเต็มรถม้า ออกเดินทางตอนพระอาทิตย์เพิ่งโผล่พ้นขอบฟ้า โชคดีที่ฟ้าเป็นใจ ไม่ได้เล่นงานนาง วันนี้อากาศแจ่มใส มีลมพัดเอื่อย ๆ

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ข้ามมิติรักขุนนางกังฉิน