ฝันร้ายอะไรกัน แค่อยากให้เอาอกเอาใจชัดๆ
เหยียนมู่มองหลิวอวิ๋นเซียงด้วยความหมายอันลึกซึ้ง “หากเจ้าอยากรั้งข้าไว้...”
หลิวอวิ๋นเซียงยิ้มกว้าง “แล้วเป็นอย่างไร”
เหยียนมู่รู้สึกเหมือนกับโดนถามย้อนกลับ “ใต้เท้าคนนี้ชอบขอบใหม่เบื่อของเก่าเสียด้วยสิ”
หลิวอวิ๋นเซียงจึงลุกขึ้นพร้อมกล่าวว่า “ค่ำคืนแห่งความสุขมักผ่านไปไว เช่นนั้นข้าขอไม่รบกวนใต้เท้าเหยียนดีกว่า”
พูดจบ นางก็รีบเดินจากไป
เหยียนมู่ได้แต่ยิ้มอย่างมีความสุข
แม้พูดเช่นนั้น แต่เขาก็ไม่ได้แตะต้องแม่นางหยวนเลยแม้แต่น้อย
หลังจากจิบสุราอีกครั้ง เหยียนมู่ก็หันหลังเดินไปนอนที่ห้องอ่านหนังสือ
…
เถ้าแก่ที่อยู่เบื้องหลังธนาคารรุ่ยชางคือเหยียนมู่ หลิวอวิ๋นเซียงไปเบิกเงินสองหมื่นตำลึงในวันรุ่งขึ้น ส่วนที่เหลืออีกหนึ่งหมื่นตำลึง นางขอให้เหยียนมู่นำไปซื้อเสบียง
ด้วยเงินสองหมื่นตำลึง นางตั้งใจไปซื้อธัญพืชและข้าวจำนวนหนึ่งที่ท่าเรือ และส่งไปยังทุ่งหญ้าทางตะวันตก
หลังจากเกิดเหตุการณ์อดอยากยากไร้ ทางตะวันตกไม่ขาดแคลนอาหาร ดังนั้นจะมีเสบียงเหล่านี้หรือไม่นั้นไม่สำคัญ แต่หากไม่มีเสบียงอาหารเหล่านี้ คนในเมืองหลวงจะต้องอดตายมากมาย
นางเก็บเสบียงอาหารทั้งหมดไว้ในเรือนว่างเปล่า จางฉีคิดอย่างรอบคอบโดยให้ชายสองคนจากหมู่บ้านเดียวกันเฝ้าที่นั่นเอาไว้
นางยังนำเสบียงกลับจวนรองเสนาบดีหนึ่งเกวียนม้า ทว่าไม่อาจผ่านเข้าประตูบ้านเลยด้วยซ้ำ
ผู้ดูแลเก่าแก่อย่างผู้ดูแลสวีกล่าวอย่างไร้หนทาง “สองวันมานี้ฮูหยินไม่ค่อยสบาย และบอกไว้ว่าไม่สะดวก...พบคนนอก”
จิ่นเยียนขมวดคิ้ว “ลุงสวี ท่านสับสนไปแล้วหรือ ฮูหยินของเราจะเป็นคนนอกได้อย่างไร”
ผู้ดูแลสวีพลันถอนหายใจ “แต่ฮูหยินกล่าวไว้เช่นนั้น”
หลิวอวิ๋นเซียงโบกมือ ส่งสัญญาณให้จิ่นเยียนหยุดพูด “ลุงสวี สุขภาพท่านแม่เป็นอย่างไรบ้าง”
“เพียงเป็นหวัดนิดหน่อยขอรับ”
หลิวอวิ๋นเซียงพยักหน้า “ข้าคงไม่เข้าไปทำให้นางไม่พอใจหรอก แต่ว่าท่านช่วยให้คนยกข้าวบนเกวียนนี้เข้าไปได้หรือไม่ ไม่จำเป็นต้องท่านพ่อกับท่านแม่ของข้า”
“ฮูหยิน เหตุใดจึงส่งรถเข็นข้าวมาที่นี่เล่า”
กลับมาบ้านเกิดพร้อมรถเข็นข้าว หากพูดออกไปคงดูแปลกมาก
“อ้อ พอดีข้ามีแผนเปิดร้านขายเสบียงน่ะ มีข้าวเยอะหน่อยก็เลยส่งกลับมาให้พวกท่าน”
“เช่นนั้นข้าจะรับไว้ในนามนายท่านและฮูหยินนะขอรับ”
หลังจากขึ้นรถม้า จิ่นเยียนก็ร้องขอความยุติธรรมแทนหลิวอวิ๋นเซียง “ผ่านมานานขนาดนี้แล้ว เหตุใดยังโกรธอยู่อีกล่ะ อีกอย่างการตายของคุณชายรองก็โทษฮูหยินไม่ได้ด้วยซ้ำไป!”
หลิวอวิ๋นเซียงพิงรถม้าพลางถอนหายใจเบาๆ
ย้อนกลับไปในเพลานั้น น้องชายของนางอยากประสบความสำเร็จในชีวิต จึงออกเดินทางขึ้นเหนือกับจิ้งอันโหว เพลานั้นพ่อแม่ของนางไม่เห็นด้วย แต่นางรู้สึกว่าเกิดเป็นบุรุษควรมีประสบการณ์ ดังนั้นนางจึงสนับสนุนเขาและแอบติดต่อจิ้งอันโหวเพื่อใส่รายชื่อเข้าไปในกองทัพเดินทางขึ้นเหนือ
นายท่านรองเซี่ยรู้สึกหัวเสียมาก ไม่มีที่ระบายความคับข้องใจ เขาทุบของในบ้านจนพังไม่เหลือชิ้นดี แต่ยังบรรเทาความโกรธในจิตใจไม่ได้ ก่อนจะถือดาบวิ่งออกไปในลานบ้านและเริ่มฟาดฟันทุกสิ่ง
ดอกไห่ถังที่เพิ่งเริ่มผลิบานถูกเขาฟันขาดเป็นครึ่งท่อน
ต้นทับทิมเพิ่งออกผลได้ไม่นานก็ร่วงหล่นเต็มพื้น
ต้นไหวซู่ที่แข็งแรงยังถูกฟันจนเปลือกไม้หลุดลอก
ฮูหยินเฒ่ารีบวิ่งออกไป พลางตบต้นขาอย่างเร่งรีบ “เจ้ารอง ทำอะไรของเจ้าน่ะ อย่าทำร้ายตัวเองเลย ภรรยาของเจ้าพยายามช่วยเจ้านะ ถึงทำผิดมากมายเพียงใดก็ไว้ชีวิตนางเถิด”
“แล้วพวกท่านคนไหนเหลือทางรอดให้ข้าบ้าง มีแต่บีบให้ข้าตาย!” เซี่ยจื่อเซวียนพูดด้วยความโกรธ
“พ่อกับพี่ใหญ่ของเจ้าจากไปแล้ว นับจากนี้ ครอบครัวของเราต้องพึ่งพาเจ้านะ แม่ขอร้องล่ะ กลับมาฟื้นฟูการค้าของครอบครัวเรากันเถอะ”
“ข้ายอมตายในสนามรบมากกว่าทนรับความอัปยศอดสูนี้!”
เจ้ารองสอง ไม่มีใครรู้เรื่องนี้ แค่อดทนรอให้มันผ่านไป”
“ข้าทนไม่ไหวหรอก หากนางไม่ตาย ข้าจะตายเอง!”
เพลานั้นเอง ฮูหยินรองก็วิ่งออกมาคุกเข่าลงต่อหน้าเซี่ยจื่อเซวียน
“ที่รัก เดิมทีข้าคิดว่าท่านจะเห็นใจข้า ข้าก็เลยยอมบอกความจริง ข้าไม่คิดเลยว่าท่านจะบีบให้ข้าไปตาย! ข้าไม่มีหน้าอยู่อีกต่อไปแล้ว โปรดสังหารข้าเลยเถิด!”
ฮูหยินรองไม่ได้โศกเศร้าเหมือนเดิมแล้ว นางได้แต่หลับตาลงทั้งน้ำตา

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ข้ามมิติรักขุนนางกังฉิน