“เจ้าเป็นอะไร” จินไห่ถังถาม
หลิวอวิ๋นเซียงนิ่งอยู่สักพัก สุดท้ายแล้วก็ส่ายหัว “ข้าก็แค่สงสัย หมู่บ้านอินทรีย์ของพวกเจ้าเก่งกาจขนาดนี้ น่าจะน่าจะเป็นสุดยอดในวงการโจร ทำไมถึงได้... เอ่อ อดอยากแบบนี้”
“หมู่บ้านอินทรีย์ของพวกเราผดุงธรรมแทนฟ้า ไม่รังเกียจคนดีแน่นอน จะแย่งขโมยของเฉพาะคนเลวเท่านั้น”
หลิวอวิ๋นเซียงร้องว้าวออกมา มันก็น่าตกใจจริงๆ ที่แท้ทุกคนของหมู่บ้านอินทรีย์ก็เป็นโจรที่มีสัจจะทำ
“แล้วยังไง”
บนโลกนี้มีคนชั่วตั้งมากมาย พวกนางเองก็คงจะ มาแย่งขโมยมาไม่ไหว
จินไห่ถังกอดหลิวอวิ๋นเซียงไว้แล้วถอนหายใจ “แต่คนชั่วมักจะรู้สึกผิดที่ทำเรื่องไม่ดี ที่บ้านจะมีคนคอยคุ้มกันมากมาย มันก็จะลำบากหน่อย”
“พวกเจ้าชู้ไม่ไหวเหรอ”
“ไม่ต้องพูดตรงขนาดนี้ก็ได้”
ขณะนี้มีคนสองคนเข้ามาจากประตูบุปผาย้อย แถมยังมีคนรับใช้ตามหลังอยู่มากมาย หลิวอวิ๋นเซียงมองดูผู้ชายที่เดินอยู่ข้างหน้าก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกตกใจ
“เขาไม่หล่อเหลาเท่ารองหัวหน้า” จินไห่ถังพูดเสียงเบา
หลิวอวิ๋นเซียงละสายตาแล้วมองไปที่จินไห่ถัง “ผู้ชายคนนี้คือใครกัน”
“หลี่หัง สารวัตรทหารของเหลียนโจว”
“หญิงที่อยู่ข้างเขาคือใครกัน”
“ก็ต้องเป็นฮูหยินหลี่อยู่แล้ว”
หลิวอวิ๋นเซียงมองดูสารวัตรทหารและฮูหยินสารวัตรทหารเข้าไปข้างใน ไม่นานก็มีแม่หญิงสองคนและคุณชายหนึ่งคนเข้าไป นั่นคือลูกสาวทั้งสองและลูกขายของฮูหยินหลี่
งานเลี้ยงเริ่มขึ้น ภายในเดือนนั้นเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะมีความสุข ดูแล้วเป็นครอบครัวที่ปรองดองกันอย่างมาก
“มัวแต่เม่ออะไร กินสิ” จินไห่ถังเตือนนาง
หลิวอวิ๋นเซียงได้สติกลับมา เพิ่งจะถือตะเกียบขึ้นก็เห็นว่าอาหารนั้นใกล้จะหมดแล้ว
“เอาไป แบ่งขาหมูให้” จินไห่ถังพูดอย่างเจ็บใจ
หลิวอวิ๋นเซียงยิ้ม “ไม่เป็นไร เจ้ากินเถอะ”
หลังจากงานเลี้ยงจบลง หลิวอวิ๋นเซียงก็กลับไปที่ห้อง แต่ก็รู้สึกนอนไม่ค่อยหลับ มีเสียงดังจากข้างนอก หลิวอวิ๋นเซียงเอาเสื้อมาคลุมแล้วมองออกไปข้างนอกหน้าต่าง เห็นว่ามีเงาดำผ่านไป
นางคิดดูแล้วก็ไปที่ห้องจินไห่ถังที่อยู่ตรงข้าม นางเปิดประตูแล้วดู เป็นนางจริงๆ ด้วย
การที่จินไห่ถังมาที่จวนผู้บัญชาการทหารคงจะมีจุดประสงค์อะไรบางอย่างสินะ
เมื่อคิดแบบนี้ หลิวอวิ๋นเซียงจึงได้ตามไป
เดินผ่านสวนดอกไม้แล้วเข้าไปในป่าไผ่อย่างมืดๆ สุดท้ายก็มาถึงหน้าเรือนนั้น
ภายในเรือนมีโคมไฟกระต่ายจุดไฟสว่าง ภายใต้แสงสว่าง หลี่หังคนนั้นกำลังล้างเท้าให้ผู้หญิงอย่างตั้งใจ เขาคุกเข่าข้างเดียวกับพื้น ท่าทางดูจริงใจอย่างมาก
หญิงนั้นใช้ปลายเท้าวักน้ำไปบนใบหน้าของผู้ชายอย่าขำขัน ผู้ชายคนนั้นไม่โกรธ แถมยังจูบเท้าอย่างนางรักเอ็นดู
“เติงเอ๋อร์ ข้าล้างเท้าให้เจ้าตลอดชีวิตเลยดีไหม”
หญิงสาวไม่ได้พูดอะไร ได้แต่เอาเท้ายื่นไปที่ปากของผู้ชายอย่างดื้อรั้น
ผู้ชายหัวเราะออกมา เขาลุกขึ้นและอุ้มนางเข้าห้องไป เงาที่สะท้อนอยู่บนหน้าต่างทำให้หลิวอวิ๋นเซียงถึงกับหน้าแดง จึงได้นั่งยองลงอย่างช้าๆ
“แหม ยิ่งแก่ยิ่งแข็งแรงจริงๆ”
“เห็นไหม นางเชิญพวกเราเข้าไปในห้อง”
หลิวอวิ๋นเซียงเอามือปิดปากแล้วถอยหลังตามสัญชาตญาณ “เจ้ารู้จักนางเหรอ”
“รู้จัก”
“นางคือใคร”
“เพื่อนคนหนึ่ง”
จินไห่ถังพูดคำพูดนี้ด้วยน้ำเสียงที่หนักใจ
ภายในเรือนนั้นตกแต่งอย่างประณีต จากนั้นก็ไปห้องทางตะวันออก ตอนที่เข้าห้องไปก็มีลมพัดมา เมื่อเข้าไปแล้วหลิวอวิ๋นเซียงถึงพบว่าผู้หญิงคนนั้นเปิดหน้าต่างไว้แล้ว
เมื่อนึกที่เรื่องที่เกิดขึ้นในห้องนี้เมื่อกี้ หลิวอวิ๋นเซียงก็รู้สึกไม่ค่อยสบายตัว
ผู้หญิงยังคงก้มหน้าไว้ นางใช้มือจับไส้เทียน จากนั้นไฟก็ดับไป ทำให้รู้สึกลัวในใจ
จินไห่ถังนั่งลงแล้วเอามีดสั้นออกมาจากใต้หมอน “ถ้าข้าเป็นเจ้า เมื่อกี้ข้าก็แทงเขาตายไปแล้ว”
“เหอะเหอะ”
เสียงนี้เหมือนดังออกมาจากทรวงอก ฟังดูแล้วแปลกๆ แต่หลิวอวิ๋นเซียงก็เข้าใจทันที
ผู้หญิงคนนี้ไม่มีลิ้น!
“ฆ่า... เขา... ไม่สนุก...” ผู้หญิงพูดออกมาอย่างยากลำบาก
คนที่ไม่มีลิ้นก็ส่งเสียงได้ เพียงแต่จะลำบากหน่อย ส่วนผู้หญิงคนนี้ไม่เพียงแต่ไม่มีลิ้น แถมปากยังปิดไม่สนิท จึงต้องฟังครึ่งและคาดเดาครึ่งหนึ่ง

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ข้ามมิติรักขุนนางกังฉิน