เมื่อขอจากคนรอบๆ นี้ ก็ได้มาไม่น้อยเหมือนกัน
หลังจากที่จินไห่ถังลงมายืนนิ่งบนพื้น การแสดงนี้ก็ได้จบลง
หลิวอวิ๋นเซียงนับเหรียญทองแดงในถ้วยที่แตกร้าว หนึ่งร้อยอันพอดี ก็แค่หนึ่งตำลึงเอง
“ที่แท้การหาเงินมันยากขนาดนี้เลย”
จินไห่ถังยิ้ม “การหาเงินมันก็ยากอยู่แล้ว เพียงแค่เจ้าไม่รู้เท่านั้นเอง”
เป็นแบบนี้อยู่สามวัน และในวันนี้ตอนที่พวกนางกำลังเก็บแผง มีคนที่แต่งตัวเป็นผู้ดูแลได้ห้ามจินไห่ถังไว้ พวกเขาพูดคุยอยู่สักพัก จินไห่ถังพยักหน้าไม่หยุด เมื่อกลับมาแล้วก็พูดกับพวกนางว่า คนคนนั้นคือผู้ดูแลของจวนผู้บัญชาการทหารที่เหลียนโจว ใกล้จะวันเกิดของฮูหยินเฒ่าแล้ว มาเชิญพวกนางไปแสดงกายกรรม
“นี่มันเป็นงานใหญ่เลยนะ หากให้ฮูหยินเฒ่าคนนั้นดีใจ แค่เงินรางวัลก็มีมากแล้ว” จินไห่ถังพูดอย่างดีใจ
คนอื่นๆ ที่ได้ยินก็ดีใจมากเช่นกัน “งั้นพวกเราจะไปที่จวนเมื่อไหร่เหรอ”
“พรุ่งนี้เช้า ยังต้องไปซ้อมที่จวนอีกหลายวัน”
เช้าวันต่อมา หลิวอวิ๋นเซียงตามพวกของจินไห่ถังไปที่จวนผู้บัญชาการทหาร ผู้ดูแลจัดให้พวกนางอาศัยที่เรือนข้าง พวกของจินไห่ถังจะต้องฝึกซ้อม จึงมักจะเหลือนางอยู่ที่เรือนเพียงคนเดียว
หลิวอวิ๋นเซียงอยู่อย่างนิ่งๆ สองวัน ในวันนี้นางถือโอกาสที่พวกจินไห่ถังออกไป จึงได้แอบออกจากเรือนไป
เรือนนี้มันอยู่นอกเขตอย่างมาก ด้านหน้าเป็นสวนขนาดใหญ่ เมื่อหลิวอวิ๋นเซียงเดินเข้าไปก็หลงทาง ขณะนั้นก็ได้ยืนเสียงดนตรีกู่เจิงดังขึ้น ราวกับเสียงน้ำไหล ช่างไพเราะอย่างมาก
นางเดินเลี้ยวไปมาตามเสียงเพลง เมื่อออกจากสวนแล้วก็ได้เห็นกับผืนป่าไผ่ ป่าไผ่นั้นมีทางตรงลึกเจ้าไปข้างใน หลิวอวิ๋นเซียงเดินไปตามทาง ยิ่งลึกก็ยิ่งเปลี่ยว ราวกับว่าอยู่ท่ากลางหุบเขา
เมื่อเดินจนสุดแล้วเลี้ยว ก็เห็นเรือนเรือนหนึ่ง มีห้องหลักสามห้อง ใช้ไม้ไผ่เขียวล้อมเป็นกำแพงรั้วเตี้ยๆ
เสียงดนตรีดังมาจากเรือนนี้ หลิวอวิ๋นเซียงย่อตัวลงแล้วเดินไปที่กำแพงเงียบๆ จากนั้นก็แอบมองเข้าไปข้างใน นางเห็นว่าเรือนที่ไม้ใหญ่มากนั้นปลูกดอกเสาเย่าเอาไว้ อาจเป็นเพราะถูกไม้ไผ่บดบัง ดอกเสาเน่านั้นโตไม่ค่อยดี ออกดอกทั้งเล็กและบาง ใบไม้เองก็เริ่มเหลืองแล้ว
ท่ามกลางดอกเสาเย่า ผู้หญิงคนหนึ่งใส่เสื้อผ้าไหมสีเหลืองอ่อนที่ปักด้วยลายดอกเสาเย่า กระโปรงผ้าพริ้วสีอ่อน ผมที่ดกดำถูกเหล้าขึ้นอย่างเรียบง่ายพร้อมปิ่นระย้าชีเป่า มือที่เรียวยาวกำลังบรรเลงเล่นอยู่ เสียงดนตรีดังกว้างไกลและร้าวใจ
ภายในเรือน ชายที่ใส่ชุดยาวสีดำกำลังเล่นกระบี่ กระบี่นั้นดูเฉียบแหลมและสุขุมตามเสียงดนตรี
เมื่อบรรเลงจบหนึ่งเพลง ชายผู้นั้นเก็บดาบแล้วเดินไปอยู่หน้ากู่เจิง จากนั้นก็คุกเข่าลงข้างหนึ่งแล้วจับมือของผู้หญิงมาจูบ
“ความสามารถในการเล่นดนตรีของเจิงเอ๋อร์ช่างเป็นเลิศในปฐพีจริงๆ”
ผู้หญิงผลักชายหนุ่มราวกับว่าเขินอาย
ผู้ชายยิ้มออกมาเสียงดัง จากนั้นก็กอดผู้หญิงเอาไว้
“ข้าจะต้องไปที่ประตูเมืองหน่อย ตอนเย็นค่อยกลับมาอยู่กับเจ้านะ”
หญิงนั้นพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง แต่ก็ยังคงก้มหน้าเอาไว้
แต่นาทีต่อมา หลิวอวิ๋นเซียงก็ถึงกับใจหาย
ผู้หญิงคนนี้มีปากที่น่ากลัวมาก ราวกับว่าถูกคนใช้มีดกีดออก ด้านซ้ายฉีกไปถึงโหนกแก้ม ฟันก็เผยออกมาข้างนอกจนหมด
และเมื่อหญิงสาวเห็นนาง มุมปากอีกข้างก็ยกยิ้มขึ้น เผยให้เห็นรอยยิ้มที่น่ากลัวอย่างมาก
หลิวอวิ๋นเซียงจำไม่ได้ว่าตนเองออกจากป่าไผ่และเดินออกจากสวนได้ยังไง เมื่อกลับมาถึงเรือน นางยืนอยู่ใต้แสงอาทิตย์อยู่นาน ความหนาวเหน็บบนตัวถึงได้สลายไป
ตอนเย็นฮูหยินเฒ่าเชิญพวกนางไปกินข้าวที่เรือนทางตะวันออก หลิวอวิ๋นเซียงเองก็ตามไป
จบงานเลี้ยงจัดตั้งแต่ข้างในจนถึงข้างนอก เจ้าของบ้านนั่งอยู่ข้างใน ส่วนนักแสดงกายกรรมอย่างพวกนางก็นั่งอยู่ที่ข้างนอก แต่ทุกคนก็ดีใจ ดีใจอย่างมาก
“น่าจะมีขาหมูตุ๋นนะ พวกเจ้าอย่ามาแย่งข้าเชียวนะ!”
“ข้าจะกินกระดูกหมูตุ๋น!”
“ข้าจะกินน่องแกะ!”
จินไห่ถังตีไปที่โต๊ะแล้วพูดเสียงเบาว่า “แต่ละคนเก็บน้ำลายซะ อย่ามาทำให้ข้าขายขี้หน้านะ”
ในหัวของหลิวอวิ๋นเซียงมีแต่ใบหน้านั้น ไม่ค่อยมีสติอยู่กับตัว

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ข้ามมิติรักขุนนางกังฉิน