อาวุธลับชิ้นนี้เป็นไอ้ชาติชั่วทำตกไว้ เมื่อคืนเหยียนมู่ตีโดนต้นไม้ รอเขาพาคนจากไป นางแอบไปเก็บกลับมาแล้ว
อาวุธลับสามเหลี่ยมชิ้นนี้ทำจากเหล็กขึ้นสนิมแล้ว เรียกว่าอาวุธลับ แต่เหมือนเศษเหล็กชิ้นหนึ่งมากกว่า แต่หลิวอวิ๋นเซียงรู้มันยอดเยี่ยมแค่ไหน สามเหลี่ยมนี้ซ่อนความคมเอาไว้ใต้สามเหลี่ยมมีร่องซ่อนอยู่ตรงกลางเต็มพิษ อาวุธลับกรีดผิวคนให้เปิด พิษเหลวจะไหลตามความคมเข้าไปในเลือดและเนื้อของคน บาดแผลจะเน่าอย่างรวดเร็วและรักษาไม่ทันจนเสียชีวิต
ในชาติก่อนนางถูกอาวุธลับชิ้นนี้จนได้รับบาดเจ็บ เหยียนมู่ตัดผิวหนังนางออกชั้นหนึ่งอย่างรวดเร็วและกินยาถอนพิษ ถึงรักษาชีวิตเอาไว้ได้
ทุกครั้งนี้อาวุธลับนี้ปรากฏ เหยียนมู่จะต้องมีอันตรายเสมอ
“เผาทิ้งแค่คลังเสบียงเท่านั้นหรือ?” นางถามจื่อจิน
“เผาแค่คลังเสบียง แต่ตอนค่ายใหญ่ชานเมืองค้นร้านทั่วเมือง ใต้เท้าเหยียนถูกคนซุ่มโจมตีจนได้รับบาดเจ็บแล้ว”
หลิวอวิ๋นเซียงขมวดคิ้วเข้าหากัน “บาดเจ็บหนักไหม?”
จื่อจินส่ายหน้า “ไม่ทราบเจ้าค่ะ”
หนักไม่หนักไม่รู้ แต่ยังไม่ตาย
ชาติของเขาถูกกำหนดให้มอบไว้ในมือของผู้หญิงคนนั้น!
แต่เจ้าของเบื้องหลังอาวุธลับนี้เป็นใครกันแน่ ชาติก่อนจนถึงเหยียนมู่ถูกโทษประหาร เขาก็ยังไม่รู้ความจริง นางก็ไม่มีทางรู้เช่นกัน
จิ่นเยียนทำอาหารเสร็จแล้วก็ตะโกนเรียกพวกนางที่อยู่ข้างนอก
หลิวอวิ๋นเซียงเก็บอาวุธลับเรียบร้อย จากนั้นออกไปพร้อมกับจื่อจิน นางเพิ่งนั่งลงประตูลานบ้านก็ดังขึ้นแล้ว
จิ่นเยียนโมโหว่า “จะต้องเป็นพวกสัตว์ที่หิวจนร้องจ๊อก ๆ แน่นอน”
หลิวอวิ๋นเซียงขำเพราะประโยคนี้ “อย่างนั้นก็ไปเปิดประตูให้สัตว์พวกนั้นเถอะ”
จิ่นเยียนเบิกตาโต “ให้พวกมันกัดพวกเราหรือ?”
“ข้าต้องดูว่าสัตว์ตัวนี้หนังหนาแค่ไหน”
จื่อจินไปเปิดประตู เซี่ยจื่ออันพาลี่เหนียง ส่วนลี่เหนียงก็อุ้มเจ้าหนูคังสามคนครอบครัวเข้ามาแล้ว
“คลังเสบียงถูกเผาแล้ว ครอบครัวต่างร้อนใจกันหมด เจ้ากลับยังกินข้าวลงอีก!” เซี่ยจื่ออันเข้าประตูก็กล่าวตำหนิหนึ่งประโยค
หลิวอวิ๋นเซียงหยิบขนมเปี๊ยะไส้หวานชิ้นหนึ่งกัดเข้าไปหนึ่งคำ กรอบจนเศษตก ไส้งาน้ำตาลทรายแดงไหลออกมาเห็นแล้วน้ำลายสอ
“ข้าวยังคงต้องกิน ข้ากลัวจะหิว”
เซี่ยจื่ออันกลืนน้ำลายลงไปอึกหนึ่ง “ตอนนี้ในจวนกำลังลำบาก เจ้าในฐานะฮูหยินของบ้านสาม ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับทุกคน ในบ้านเจ้ามีข้าวไม่ใช่หรือ เอาออกมาแบ่งกับทุกคนซะ”
“นายท่านสามเป็นผู้ชายอกสามศอกคนหนึ่ง มีมือมีเท้า จะมาขอข้าวกับผู้หญิงคนหนึ่งอย่างข้า?”
“เจ้า!” เซี่ยจื่ออันกัดฟัน “ทำไมข้าเซี่ยจื่ออันถึงแต่งงานกับผู้หญิงใจดำอย่างเจ้า ไม่ว่าอย่างไร ข้าเป็นหัวหน้าครอบครัวของบ้านสาม ข้าบอกให้เจ้าเอาออกมา เจ้าก็จำเป็นต้องเอาออกมา ไม่เช่นนั้นตบเจ้าไปครั้งนั้นถือว่าเบาแล้ว!”
“เมื่อคืนมีใครมา?”
เซี่ยจื่ออันนิ่งไปก่อนจากนั้นนึกถึงเหยียนมู่ในทันที จากนั้นก็ถลึงตาใส่หลิวอวิ๋นเซียงอย่างไม่พอใจ “เขาให้เสบียงกับเจ้าแล้ว?”
หลิวอวิ๋นเซียงเอียงหน้ายิ้ม “ยังกินลงอีกไหม? ความทระนงของท่านเล่า? ศักดิ์ศรีเล่า? ความกล้าของบุรุษเล่า?”
เซี่ยจื่ออันหน้าด้านหน้าทนมาก แต่ก็ไม่ใช่มีดหอกแทงไม่เข้า เขายังกินลงที่ไหน ด่าเสร็จก็กลับไปแล้ว
ขยะแขยงเซี่ยจื่ออัน และรังเกียจตัวเอง หลิวอวิ๋นเซียงยังจะกินลงที่ไหน จึงพาจื่อจินออกไปข้างนอกแล้ว
มาถึงหน้าร้านขายข้าวหลิงอวิ๋น เห็นชายหนุ่มกำยำล้อมอยู่หน้าประตู ในมือถือเครื่องมือ กำลังตะโกนให้คนข้างในเปิดประตูขายข้าวต่อ
หลิวอวิ๋นเซียงถอนหายใจเล็กน้อย นางเดาเหตุการณ์แบบนี้ไว้แล้ว ครั้งก่อนตอนขายข้าวให้เหยียนมู่แสนตัน นางตั้งเงื่อนไขหนึ่งนั่นก็คือทุกวันตอนร้านขายข้าวหลิงอวิ๋นเปิดขายข้าว คนของค่ายใหญ่ชานเมืองจะต้องมารักษาความสงบ
นางทำเพื่อช่วยคน และหน้าที่ของเหยียนมู่คือรักษาความสงบในเมือง ดังนั้นนางตั้งเงื่อนไขนี้เดิมก็อยู่ในเนื้องานของเขา
เห็นคนของค่ายใหญ่ชานเมืองมาแล้ว หลิวอวิ๋นเซียงก็สบายใจกำลังคิดจะกลับจวน แต่เห็นกลุ่มคนมาจากทางทิศตะวันตก มีคนนับร้อยคนพวกเขาล้มร้านหนึ่งเอาไว้ ใช้ไฟเผาประตูก่อน จากนั้นก็บุกเข้าไปทำลาย
เห็นชายวัยกลางคนคนหนึ่งถูกลากออกมาแต่ไกลๆ คงจะเป็นเจ้าของร้านตัวเต็มไปด้วยเลือด ถูกโยนลงพื้นแล้วก็นิ่งไป
และทางนี้ พวกเด็กหนุ่มกับค่ายใหญ่ชานเมืองก็ลงมือกัน เกิดความวุ่นวายทั้งถนนในทันที
“ฮูหยิน พวกเรารีบกลับกันเถอะเจ้าค่ะ” จื่อจินพูดพร้อมปกป้องหลิวอวิ๋นเซียง

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ข้ามมิติรักขุนนางกังฉิน