“แปลกจังนะคะ เดเรกก็ไม่รู้จักเขา...อืม...เขาคงเป็นพวกนักประดิษฐ์ที่ชอบเก็บตัวและทำให้มีคนอยากรู้เรื่องของเขาเป็นแน่”

“ผมก็คาดเดาเช่นนั้น แต่เราคงได้พบคำตอบพร้อม ๆ กันตอนนี้ล่ะครับ...เรามาถึงดี ฮันเตอร์แล้วครับ คุณอีฟ”

พอแอนดรูว์พูดจบรถเก๋งที่ทั้งสองนั่งมาก็จอดลงที่หน้าตึกสูงใจกลางเมืองซึ่งมีป้ายขนาดมหึมาของ ดี ฮันเตอร์ คอร์ป โดดเด่นอยู่ท่ามกลางตึกระฟ้ามากมายในมหานครนิวยอร์ค อิสลินก้าวลงจากรถด้วยท่าทีประหม่าและเดินตามแอนดรูว์ที่หิ้วกระเป๋าเอกสารเข้าไปในตัวตึกโดยคิดเพียงว่าหลังจากเสร็จสิ้นภารกิจทุกอย่างเธอจะได้พาลูกน้อยกลับไปอยู่กับญาติของมารดาที่เมืองไทย

“ที่นี่ใหญ่โตดีนะคะ แอนดรูว์”

หญิงสาวพูดขึ้นขณะยืนรออยู่ภายในลิฟทความเร็วสูงที่กำลังพุ่งทะยานขึ้นไปชั้นบนสุดของตัวตึก ชายวัยสี่สิบซึ่งกุมกระเป๋าเอกสารไว้ยิ้มออกมาอีกครั้งด้วยท่าทีที่ก็ยังสุขุมเช่นเคย

“ดี ฮันเตอร์ เป็นบริษัทที่เพิ่งก่อตั้งเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาแต่เติบโตเร็วมากจนน่าตกใจ อาจเป็นเพราะการออกแบบยูเอวีที่ได้รับความนิยมและเป็นที่ต้องการของหลายประเทศ โรงงานก็ขยายตัวรวดเร็ว ถือว่าเป็นบริษัทด้านวิศวกรรมการบินผลิตอากาศยานไร้คนขับที่แข็งแกร่งที่สุดในตอนนี้เลยล่ะครับ”

อิสลินเม้มริมฝีปากและส่ายหน้ากับตัวเอง

“การที่เดเรกให้ขายหุ้นของบริษัทน่าจะเป็นสิ่งถูกต้องที่สุดแล้ว เพราะฉันแทบไม่รู้และไม่เข้าใจเกี่ยวกับการะบวนการดำเนินงานทางด้านนี้เลย”

...ถึงแม้จะเคยมีคนรักเป็นนักประดิษฐ์สิ่งเหล่านี้ก็ตาม ทำไมนะ...เธอถึงยังไม่เคยลืมผู้ชายคนแรกในชีวิตได้สักที และยิ่งในเวลานี้ที่เหลือเพียงเธอและลูกสาวตัวน้อยก็ยิ่งทำให้คิดถึงเขามากเป็นทวีคูณ

“เชิญครับ คุณอีฟ”

อิสลินก้าวเข้าไปในห้องทำงานอันกว้างขวางบนตึกชั้นบนสุดในขณะที่แอนดรูว์วางกระเป่าเอกสารไว้ก่อนถอยออกไปอย่างเงียบ ๆ หญิงสาวนึกในใจว่านี่ช่างเป็นห้องทำงานที่สุดแสนบรรเจิด ผนังกรุด้วยกระจกทรงโค้งและทำให้เห็นภาพทิวทัศน์ของยอดตึกระฟ้าในแบบแพโนรามา

ร่างแน่งน้อยบนรองเท้าส้นสูงสี่นิ้วเหยียบย่างไปบนพื้นห้องปูลาดด้วยพรมสีครีม ภายในห้องนั้นมีโต๊ะทำงานสไตล์โมเดิร์นและร่างสูงใหญ่ของใครคนหนึ่งยืนหันหลังให้ หญิงสาวก้าวเข้าไปจนหยุดในระยะห่างจากบุรุษซึ่งเธอมองจากทางด้านหลังเห็นเรือนผมสีน้ำตาลเข้มเป็นประกายยามต้องแสงแดด เขาสวมเชิ้ตสีขาวลายทางพับแขนเสื้อจนถึงข้อศอกและกางเกงสแล็คสีน้ำเงินเข้มอยู่ในท่าเท้าแขนบนผนังกระจก อิสลินนิ่งนึกในใจว่าเขา...คล้ายกันมากกับใครคนหนึ่งก่อนที่เธอจะเป็นฝ่ายเริ่มต้นทักทาย

“สวัสดีค่ะ...ฉัน อิสลิน เบอร์แทรนช์ เจ้าของแอร์โรไวรอนต์ คอร์ป...ฉัน...”

เสียงนั้นราวถูกอากาศเย็นฉ่ำจากแอร์คอนดิชันเนอร์ภายในห้องดูดหายไปจนหมดเมื่ออีกฝ่ายหันกลับมาจนเธอเห็นหน้าเขาชัดเจน

“ไคลน์!!!”

ทุกอย่างราวกับหยุดนิ่งไปชั่วขณะในวินาทีที่อิสลินได้สบนัยน์ตาสีฟ้าเข้มซึ่งเธอยังจดจำได้ไม่เคยลืมเลือน ดวงตาคู่นั้น จมูกโด่งเป็นสันและริมฝีปากหนาได้รูป ใบหน้าคร้ามคมด้วยรูปกรามแกร่ง ทุกอย่างที่เป็นเขาตอกย้ำว่าเซอร์เรนัล์ฟ ไคลน์ อยู่ตรงหน้าเธอนี่แล้ว หญิงสาวจ้องมองร่างสูงใหญ่เนิ่นนานกระทั่งภวังค์ที่กำลังจะล่องล่อยถูกดึงกลับมาอีกครั้ง

“สวัสดีครับ คุณเบอร์กแทรนช์”

น้ำเสียงแรกที่อิสลินได้ยินเจือไว้ด้วยความเย็นชา ทว่าหญิงสาวกลับไม่รู้สึกถึงความว่างเปล่าในประกายตาล้ำลึก เธอยินดีนักที่รู้ว่าเขาไม่ได้จากไปตลอดกาลอย่างที่หลงคิดเช่นนั้นมานานหลายปี

“ไคลน์คะ...นี่คุณจริง ๆ หรือคะ ฉันคิดว่า...”

“ผมตายไปแล้ว...งั้นหรือ?”

ชายหนุ่มแทรก คราวนี้หาใช่แต่น้ำเสียงเหินห่างแต่ท่าทางยังแสดงความดุดันออกมาด้วย ริมฝีปากหยักแย้มออกคล้ายเหยียดหยัน เขาก้าวเข้ามาใกล้จนร่างเล็กเกิดอาการประหม่าอย่างเห็นได้ชัด

“ผมก็คิดว่าตัวเองคงไม่รอดเสียแล้วคืนนั้น คืนที่คนของพ่อคุณรุมทำร้ายผู้ชายโง่เง่าคนหนึ่งบาดเจ็บชนิดที่เรียกว่าสาหัสทีเดียว แต่ออกจะน่าผิดหวังสักหน่อยสำหรับผู้หญิงที่ยอมเอาตัวเข้าแลกกับผู้ชายคนหนึ่งแล้วไปแต่งงานกับผู้ชายอีกคนหนึ่งเพื่อผลประโยชน์ของครอบครัว!”

“ไคลน์...คุณกำลังพูดเรื่องอะไร?”

“อย่าแกล้งทำเป็นไม่เข้าใจ มิสซิสเพียซ!”

Bình Luận ()

0/255