ณ ฮวงเสิน
ด้านนอกประตูเขา มีชายหนุ่มรูปงามในชุดสีแดงยืนนอยู่ตรงนั้น
“ในที่สุดก็มาถึงฮวงเสินแล้ว!” ฉินเทียนอีอุทานออกมา ไม่ง่ายเลยกว่ามาถึงจุดหมายปลายทาง
พวกเสิ่นฉงใช้ศาสตร์ลับในการหายตัว แต่เขากลับใช้เวลาหนึ่งปีกว่าจะข้ามน้ำข้ามเขามาได้ แต่ไม่ว่าอย่างไร ตอนนี้เขาก็ได้มายืนอยู่ตรงหน้าประตูเขาของกลุ่มอำนาจฮวงเสินแล้ว ซึ่งก็เป็นความสำเร็จอย่างหนึ่ง
ดั้นด้นมาจนถึงที่แห่งนี้ ดวงตาของฉินเทียนอีก็ประกายวูบไหวด้วยอารมณ์ที่ซับซ้อน ใครก็สามารถเข้าใจเขาผิดได้ แต่เขาไม่อยากให้เจียงหลีเข้าใจผิด เขาอาจทำนิสัยโหดเหี้ยมเหมือนเมื่อก่อนโดยไม่อธิบายให้ใครฟังก็ได้ แต่กับเจียงหลี เขาจะต้องอธิบายให้ชัดเจน ตอนนั้นไม่ใช่ไม่อยากกลับไปหาพวกนางเพื่อบอกเรื่องช่องทางออกไปจากจื๋อจั้ง แต่ในขณะที่กำลังหันตัวกลับไป ก็ถูกศิษย์พี่หลัวอวี่ทุบจนสลบ หลังจากเขาฟื้นขึ้นมา ก็ถูกกักขังบริเวณหน้าสุสานวิญญาณชั่วร้ายเหล้านั้นเสียแล้ว มีเพียงต้องช่วยทำลายกิเลสพวกวิญญาณให้สำเร็จจึงจะกลับคืนสู่อิสระภาพได้ แต่คิดไม่ถึงว่า เมื่อเขากลับคืนสู่อิสรภาพ และออกมาจากดินแดนผนึกมารแล้ว เจียงหลีกลับหายตัวไป
เขาหยุดความคิด แล้วเดินขึ้นประตูเขา
“ท่านเป็นใครรึ”
เมื่อเหยียบเข้ามา ก็มีคนเฝ้าประตูเอ่ยถามเขา
ฉินเทียนอีชักเท้ากลับ ไม่อยากก่อเรื่องให้กับสำนักของเจียงหลี ดังนั้นเขาจึงทำความเคาพรพผู้เฝ้าประตูตามารยาท แล้วเอ่ยว่า “ข้าคือฉินเทียนอี มาจากตำหนักหลีหั่ว ข้าเป็นสหายเก่าของเจียงเฮ่าศิษย์ของตำหนักเย่ว์ ข้าผ่านมาแถวนี้พอดี จึงแวะมาเยี่ยม ข้าขอว่ายวานท่านบอกเจียงเฮ่าให้ข้าที”
“ที่แท้ก็เป็นสหายของศิษย์พี่เจียงเฮ่านี่เอง” เมื่อผู้เฝ้าประตูพูดขึ้นอีกครั้ง น้ำเสียงของเขาก็ไม่เคร่งขรึมเหมือนเมื่อครู่นี้แล้ว
ทันใดนั้น คนในเสื้อคลุมสีเทาสองคนก็พุ่งออกมาจากด้านหลังประตูภูเขาและปรากฏขึ้นต่อหน้าต่อตาของฉินเทียนอี
“พี่ฉินมาเสียเที่ยวแล้ว ก่อนหน้านี้ ศิษย์พี่เจียงเฮ่าออกเขาไป วันนี้ยังไม่กลับมาเลย” หนึ่งในศิษย์ที่สวมชุดสีเทาเอ่ยขึ้น
“เจียงเฮ่าไม่อยู่หรือ” ฉินเทียนอีขมวดคิ้ว
เขาคิดไม่ถึงว่าตนเองจะเผชิญกับผลลัพธ์เช่นนี้
ส่วนอีกคนหนึ่งพยักหน้าให้ “ใช่ ตอนศิษย์พี่เจียงเฮ่าออกไปเป็นเวรยามของพวกข้าสองคนพอดี ดังนั้นจึงจำได้ชัดเจน ภายในช่วงเวลา รายงานกลับขึ้นเขาก็ไม่มีชื่อของศิษย์พี่เจียงเฮ่า”
ฉินเทียนอีผิดหวังเล็กน้อย แต่ก็ช่วยไม่ได้ “ถ้าเช่นนั้น ขอบใจท่านทั้งสองมาก ข้าจะอยู่แถวๆ นี้ รออีกหนึ่งเดือน หากเจียงเฮ่ากลับมาแล้ว รบกวนพวกท่านบอกให้เขามาหาข้าในเมืองด้วย”
“ได้ พวกข้าจะจำเอาไว้”
…
ตอนที่ฉินเทียนอีมาที่ฮวงเสิน เจียงเฮ่าก็ไปจยาเซียนพอดี เขาต้องการทำภารกิจที่เจียงหลีมอบหมายให้สำเร็จลุล่วง ซึ่งก็คือการนำเครื่องรางส่งเสียงพันลี้ให้ถึงมือของมู่ชิงเหยียน แล้วเขาก็ถือโอกาสไปดูสถานการณ์ล่าสุดที่จยาเซียน ว่าภายใต้การบริหารปกครองของมู่ชิงเหยียนจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง เพื่อเป็นการประหยัดเวลา หลังจากออกมาจากฮวงเสิน เจียงเฮ่าจึงใช้กระสวยเหาะมายังจยาเซียนโดยตรง
มู่ชิงเหยียนที่จัดการธุระยิบย่อยเสร็จ เมื่อหันตัวมาก็เห็นเจียงเฮ่ายืนอยู่ข้างหลังตนเอง เขาเอาแต่มองนางไม่ขยับเขยื้อน
ทันใดนั้น ผิวของนางก็ถูกแผดเผาด้วยสายตาอันร้อนแรงของเขา
“เจ้า…ทำไมเจ้าถึงมาไม่ให้สุ้มให้เสียงเล่า” เมื่อมู่ชิงเหยียนถูกเขาจ้องตาเป็นมันจึงทำตัวไม่ถูก
เจียงเฮ่าชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะเรียกสติกลับมา แล้วแอบด่าในใจ สมควรตาย เมื่อครู่นี้เขามองมู่ชิงเหยียนตะลึงค้าง
“ข้ามาเพื่อมอบเครื่องรางส่งเสียงพันลี้ให้เจ้าแทนเจียงหลี” เจียงเฮ่าพูดข้ออ้างที่คิดเอาไว้อย่างดีแต่แรก
ช่างเป็นเหตุผลเที่ยงตรงโปร่งใสขนาดนี้!
“อ๋อ” มู่ชิงเหยียนรู้สึกผิดหวังเล็กน้อยกับน้ำเสียงที่จริงจังของเขา
นางคล้องผมข้างหูไปข้างหลัง เพื่อปกปิดความเก้อเขินของตนเอง นางไม่กล้ามองเจียงเฮ่าอีก “เอ่อคือ…แล้วของล่ะ”
รออยู่ตั้งนานก็ไม่เห็นเจียงเฮ่าตอบสนอง มู่ชิงเหยียนไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากกัดฟันยื่นมือออกไป
เจียงเฮ่าได้สติกลับคืน รู้สึกผิดหวังกับการสูญเสียสติของเขาอีกครั้ง จากนั้นจึงรีบล้วงเอาเครื่องรางออกมา แล้ววางลงบนมือของมู่ชิงเหยียน เจียงเฮ่าจดจ่ออยู่กับมือเรียวขาวดุจหยก ในใจก็เกิดความคิดอยากคว้าเอามือคู่นั้นมากุมไว้
โชคดี ที่สุดท้ายเขาก็สามารถควบคุมอารมณ์ได้
ปีนี้ เป็นปีที่สี่ที่เจียงหลีได้เข้ามายังดินแดนผนึกมาร ยังเหลืออีกหนึ่งปี ดินแดนผนึกมารก็จะเปิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อถึงเวลานั้นก็จะต้อนรับผู้ฝึกฝนที่เข้ามาใหม่ ส่วนเจียงหลีก็จะได้รับโอกาสออกไปจากที่นี่
ในระยะเวลาสองปี เจียงหลีได้คลุกคลีกับวิญญาณร้ายสามตน พวกเขาต่างมีกิเลสที่แตกต่างกันไป แต่เจียงหลีก็ทำตามสัญญา โดยใช้ความรู้ความสามารถมาแลกเปลี่ยนโอกาสในการทำลายกิเลส นางก็ค่อยๆ เรียนรู้ทักษะการต่อสู้อันยอดเยี่ยมไม่น้อยเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นการฝึกบำเพ็ญหรือทักษะการต่อสู้ เจียงหลีก็พัฒนาก้าวหน้าไปรวดเร็วอย่างยิ่ง
ตามที่วิญญาณร้ายตนหนึ่งเคยกล่าวเอาไว้ หากเจียงหลีไม่ได้ถูกขังอยู่ในดินแดนผนึกมาร นางสามารถเข้าไปในอาณาเขตหลิงอู่เพื่อตามหาวิญญาณยุทธ์ที่สามารถบรรลุขั้นหลิงหวังได้
“นี่ช่างเหมือนเรื่องไซ่เวิงสูญเสียม้า แต่กลับกลายเป็นโชคอันยิ่งใหญ่[1]จริงๆ!” เจียงหลีเผยสีหน้าพึงพอใจ ตอนแรกเว่ยจี๋จงใจทำให้นางพลาดโอกาสออกไปจากที่นี่ แต่ไม่เคยคิดเลยว่า นางจะมีวันนี้ได้ นางใช้ชีวิตอย่างอิสระในดินแดนผนึกมารแห่งนี้
ปัง!
เหล้าอวี้ลู่เนี่ยงสี่ไหถูกวางไว้ตรงหน้าเว่ยจี๋พร้อมกัน
เว่ยจี๋เงยหน้ามองตั้งแต่เหล้าสี่ไหจรดเจียงหลี “คราวนี้เรียกร้องความสนใจใครอีก สหายข้างกายข้าถูกเจ้าส่งไปไม่น้อย”
เจียงหลีส่ายหน้า จ้องเขาตาเป็นประกายแล้วเอ่ยขึ้น “คราวนี้ ข้าจะเรียกร้องความสนใจเจ้า!”
“หืม” ดวงตาหงส์คู่เรียวหรี่ลง
“ข้าอยากเรียนวิชาปลุกเสกหุ่นของเจ้า!” เจียงหลีพูดขวานผ่าซาก
เว่ยจี๋ยิ้มเยาะ “เจ้าอยากเรียนรึ แต่ข้าไม่เต็มใจสอนนี่นา”
เจียงหลีก็ไม่อยากเสวนากับเขาจึงหอบเอาเหล้าสี่ไหแล้วหันหลังกลับเดินจากไป
สุราชั้นเลิศโดนพรากไป เว่ยจี๋จึงตะโกนเรียกอย่างอดไม่ได้ “ช้าก่อน!
[1] ไซ่เวิงสูญเสียม้า แต่กลับกลายเป็นโชคอันยิ่งใหญ่ สำนวนจีน หมายถึง หลังเกิดเหตุการณ์สูญเสีย กลับได้โชคหรือพบเจอเรื่องดีๆ หรือฟ้าหลังฝน

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ราชินีพลิกสวรรค์