ภายในห้องเงียบสงัดลง
ลู่เสวียนยืนอยู่ข้างๆ เฟิงสิงอวิ๋นและชำเลืองมองไปที่ห้องอย่างเงียบๆ แล้วมองไปที่เฟิงสิงอวิ๋นอีกครั้ง
ขณะนี้ ท้องฟ้ามืดลงแล้ว
ในห้องของเจียงหลีมืดสนิทและมีเพียงสภาพที่ไม่เป็นระเบียบเท่านั้นปรากฏอยู่ท่ามกลางแสงจันทร์
“ท่านอาจารย์เฟิง โปรดช่วยเกลี้ยกล่อมนางด้วย ข้าขอตัวออกไปรอข้างนอก” ลู่เสวียนพูดเสียงทุ้มต่ำจากนั้นก็ถอยออกจากลานหน้าบ้านของเจียงหลี
ขณะที่เดินออกมา เขาเพิ่งจะมองเห็นเจียงซย่านำคนของฝ่ายยุติธรรมมารักษาความสงบเรียบร้อยและกันไม่ให้คนเข้าใกล้ห้องแห่งนี้
ส่วนเจียงเฮ่ายืนอยู่ด้านข้าง ใบหน้าของเขาตึงเครียดเล็กน้อย โดยไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่
เขาเดินไปหาเจียงเฮ่าและกระซิบ “พี่เฮ่า ข้าวางแผนกลับอาณาจักรจยาเซียน”
ประโยคที่พูดขึ้นอย่างกะทันหันนี้ ทำให้เจียงเฮ่ามองไปด้านข้าง
ลู่เสวียนยิ้มอย่างขมขื่น “นางทรมานตัวเองเช่นนี้ หากข้าไม่รู้จักนาง คงจะคิดว่านางเป็นคนบ้าจริงๆ เสียแล้ว นางพยายามอย่างเต็มที่ที่จะกลับไป แต่พี่ชายข้ากลับกักขังนางไว้ที่นี่ ด้วยเหตุเดียวคือ พี่ชายข้าเขา…” ลู่เสวียนมิอาจพูดต่อได้ และดวงตาของเขาก็ได้เปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำอย่างรวดเร็ว
เมื่อเห็นเขาเป็นเช่นนี้ เจียงเฮ่าก็รู้สึกสับสน “เจ้า…”
“พี่เฮ่า ไม่ต้องเกลี้ยกล่อม นั่นคือพี่ชายของข้า ท่านพ่อและท่านแม่ไม่อยู่แล้ว ข้ามิอาจปล่อยให้เขาอยู่เพียงลำพังได้” ลู่เสวียนสูดหายใจ
“เจ้าใกล้จะประสานวิญญาณยุทธ์ขั้นที่สองได้อยู่แล้วนะ” เจียงเฮ่าเตือนด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
ลู่เสวียนตะลึงและพูดด้วยรอยยิ้ม “ประสานช้าหน่อยก็ไม่เห็นเป็นไร”
“ไร้สาระ!” เจียงเฮ่าสบถเสียงทุ้มต่ำ “เจ้าแน่ใจได้อย่างไรว่าเจ้ากลับไปจะเป็นสิ่งที่เขาต้องการ เจ้าไม่กลัวหรือว่ากลับไปเช่นนี้ จะทำให้เขาโกรธและอาการแย่ลง”
“ข้า…” ลู่เสวียนถูกดุจนมึนงง
เจียงเฮ่าหายใจเข้าลึกๆ พลางยกมือตบไหล่เขาแล้วพูดด้วยเสียงทุ้มต่ำ “ลู่เสวียน ฟังข้านะ เวลานี้ เจ้าต้องฉวยเวลาทุกวินาทีเพื่อสร้างความแข็งแกร่ง ถึงจะเป็นประโยชน์ที่สุดกับเขา เจ้าต้องเข้าใจว่าหากเขาจากไป อาณาจักรจยาเซียนจะต้องเผชิญกับอะไร รวมถึงตอนนี้โจวยวนก็อยู่ที่นี่ด้วย หากเจ้ากลับไป เจ้าคงนึกไม่ถึงว่าระหว่างทางต้องเจอกับภัยอันตรายอะไรบ้าง เขาใช้ชีวิตเพื่อซื้อเวลาให้พวกเจ้าแข็งแกร่ง พวกเจ้าจะทำให้เขาผิดหวังได้อย่างไร”
คำพูดเหล่านี้ เขาไม่สามารถพูดกับน้องสาวตนได้ เพราะทนต่อสายตาที่เจ็บปวดของนางไม่ไหว แต่สำหรับลู่เสวียนกลับพูดออกมาได้ทันที
ในสมองของลู่เสวียนมีแต่เสียง หึ่งๆๆ และคำพูดของเจียงเฮ่าทำให้เขาได้สติ
เขาค่อยๆ กำมือที่อยู่ด้านข้างไว้แน่นและเปลี่ยนเป็นแววตาที่แน่วแน่ “พี่เฮ่า ข้าเข้าใจแล้ว! ข้าจะยังไม่กลับไป! อีกสองสามวัน ข้าจะไปสมัครเข้าร่วมการประสานวิญญาณยุทธ์ดวงที่สองและตั้งใจฝึกฝน!”
“ดี เจ้าคิดได้เช่นนี้ดีที่สุดแล้ว! ไว้ข้าไปอาณาเขตหลิงอู่เป็นเพื่อนเจ้า” เจียงเฮ่าเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อน
“พี่จะไปกับข้าหรือ” ลู่เสวียนประหลาดใจพลางหันไปมองที่ประตูหน้าลานของเจียงหลี และพูดด้วยความกังวล “แต่ตอนนี้ซ้อเล็ก…”
เจียงเฮ่าเหลือบมองกลับไปเช่นกันและถอนหายใจ “เมื่อมีท่านอาจารย์เฟิงอยู่ด้วยแล้ว นางจะต้องคิดได้เป็นแน่และจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับนาง”
“อืม!” ลู่เสวียนพยักหน้าอย่างหนัก
…
ในที่สุดลานหน้าบ้านของเจียงหลีก็สงบลง สิ่งนี้ทำให้ลูกศิษย์คนอื่นๆ ในเป่ยย่วนโล่งใจกันอย่างเงียบๆ
“ท่านอาจารย์เฟิงอยากจะพูดอะไรหรือ” หลังจากนั้นไม่นานเสียงของเจียงหลี ก็ดังขึ้นในความเงียบ
เฟิงสิงอวิ๋นยิ้มเล็กน้อยและมองไปที่ร่างอันเลือนรางซึ่งปกคลุมไปด้วยเงา
“…” เจียงหลีเงียบอีกครั้ง
“อาณาจักรจยาเซียนเป็นหยาดเหงื่อทั้งหมดของเขา เจ้าทนเห็นทุกอย่างล่มสลายไปได้หรือไม่” เฟิงสิงอวิ๋นกล่าวอีกครั้ง
“ท่านอาจารย์เฟิงมาที่นี่เพื่อโน้นาวข้าเองหรอกหรือ” หลังจากเจียงหลีเงียบไป ก็หัวเราะเยาะและมองไปที่เขา
เฟิงสิงอวิ๋นถอนหายใจและยิ้ม “ข้ามิได้มาที่นี่เพื่อโน้มน้าวเจ้า แต่ข้ามาเพื่อพนันกับเจ้า”
“พนันหรือ” เจียงหลีรู้สึกงงงวย
เฟิงสิงอวิ๋นพยักหน้า “ขอเพียงแค่เจ้าได้รับเลื่อนขั้นเป็นหลิงไซว่ ข้าจะช่วยเจ้าทำลายตาข่ายนี้เอง ตกลงหรือไม่”
!
ดวงตาของเจียงหลีบีบแน่นขึ้นอย่างรวดเร็ว “พูดจริงหรือ!”
เฟิงสิงอวิ๋นพยักหน้า “จริงแน่นอน ลูกผู้ชายพูดคำไหนคำนั้น ในเมื่อข้าพูดออกไปแล้ว ก็ต้องทำได้ตอนนี้เจ้ายังห่างไกลจากการประสานวิญญาณยุทธ์ขั้นที่สามอยู่ หากเจ้าคว้าโอกาสนี้ตั้งใจฝึกฝนจนสำเร็จได้ในเร็ววัน ไม่แน่ เจ้าก็อาจกลับไปเห็นหน้าเขาได้ทันเวลา พอถึงเวลานั้น การฝึกฝนเจ้าสูงขึ้น ก็มีพละกำลังในการปกป้องตัวเอง อย่างน้อยเจ้าก็จะไม่ถูกฆ่าตาย”
คำพูดของเฟิงสิงอวิ๋นจุดประกายความหวังในใจของเจียงหลีขึ้นอีกครั้ง
ตอนนี้นางคือหลิงเจี้ยงขั้นที่แปด หากต้องการไต่ระดับไปถึงจุดสูงสุดของหลิงเจี้ยงและสามารถประสานวิญญาณยุทธ์ขั้นที่สามเข้าด้วยกัน บางทีคนอื่นอาจต้องใช้เวลานานหลายปี หรือมากกว่าสิบปี หรือหลายสิบปี แต่ว่านางเสี่ยวหมีเจี้ยจื่อมีเป็นตัวช่วย จึงย่นเวลาให้น้อยลงได้
“ได้ ข้ารับคำท้าของท่าน! ข้าจะใช้เวลาอันสั้นเพื่อทะลุทะลวงขั้นหลิงเจี้ยง!” เจียงหลีมองไปที่เฟิงสิงอวิ๋นด้วยดวงตาเป็นประกาย
เฟิงสิงอวิ๋นหัวเราะและโบกพัดตรงหน้าเบาๆ “ข้ารอฟังคำพูดนี้ของเจ้าอยู่” เขามองไปที่ตาข่ายป้องกันไร้รูปร่างและพูดด้วยน้ำเสียงยินดีปรีดาในความโชคร้ายของผู้อื่น “ภายใต้ตาข่ายนี้ เจ้าจะได้ฝึกฝนอย่างเต็มที่ตั้งใจฝึกฝน รอวันที่เจ้าประสานสำเร็จ ข้าจะนำวิญญาณยุทธ์นั้นมามอบให้กับเจ้าเอง”
………………….

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ราชินีพลิกสวรรค์