เมื่อเรื่องที่ ‘ไป๋เซี่ยงถิง’ ไปพบลู่เสวียนที่เรือนรับรองซื่อฟางสองชั่วยามเต็มๆ แล้วจึงกลับไป ไปถึงพระราชวัง เป่ยเหมินเวยกำลังปรึกษากับหรงจิ่งเรื่องไฟไหม้ที่น่าประหลาดนั้นของตระกูลไป๋เซี่ยงอยู่
หลังจากที่เขาฟังรายงานจบ สีหน้าเคร่งขรึมขึ้นมา “เหอะ! ตระกูลไป๋เซี่ยงนี่ช่างไม่ทำตามกฎระเบียบเอาเสียเลย!” เขาไม่ได้สงสัยความจริงของไป๋เซี่ยงถิง ถึงอย่างไรใบหน้าของไป๋เซี่ยงถิงก็ทำให้รู้สึกคุ้นเคยเป็นอย่างมาก ก็คือถ้ามีคนอยากจะปลอมตัว ก็เป็นเรื่องที่ยาก
หรงจิ่งฟังอยู่ข้างๆ อย่างเงียบๆ ก้มหน้าลง แล้วยิ้มอ่อน
“ในตอนที่กระหม่อมเพิ่งถึงเป่ยโหรว ก็โชคดีได้เจอกับแม่นางไป๋เซี่ยงถิงท่านนี้” หรงจิ่งพูดอย่างช้าๆ
สีหน้าของเป่ยเหมินเวยไม่สู้ดีนัก ถึงขนาดไม่คำนึงถึงฐานะของกษัตริย์ พูดอย่างหยาบคายว่า “คุณชายจิ่งไม่จำเป็นต้องสนใจผู้หญิงแบบนั้น ไป๋เซี่ยงถิงคนนี้ดูแล้วงดงามน่ารัก แต่ความเป็นจริงแล้ว ไม่รู้ว่าแอบคบหากับผู้ชายมากี่คนแล้ว ผู้หญิงที่ทะเยอทะยานและสกปรกเช่นนี้ ไม่ควรค่าให้คุณชายใส่ใจ”
“กระหม่อมก็ไม่เคยใส่ใจ เพียงแต่รู้สึกว่าแม่นางไป๋เซี่ยงถิงท่านนี้มีน้ำใจไมตรียิ่งนัก เกิดเรื่องใหญ่เช่นนี้ในตระกูล ยังมีความคิดที่จะมาพบลู่เสวียน” หรงจิ่งพูดอย่างเย็นชา
“ใช่แล้ว! ก็ไม่รู้ว่านี่คือแผนที่นางวางไว้เอง หรือเป็นการบอกเป็นนัยของไป๋เซี่ยงกง” เป่ยเหมินเวยหัวเราะอย่างเยือกเย็น
หรงจิ่งไม่ได้พูดตอบ
เป่ยเหมินเวยพูดต่อว่า “เมื่อคืน ข้าให้น้องเจวี๋ยไปดูสถานการณ์ที่ตระกูลไป๋เซี่ยง แล้วก็ถือโอกาสดูว่าต้องการความช่วยเหลืออะไรบ้าง แต่ไม่คิดว่าน้องเจวี๋ยจะถูกคำพูดที่เย็นชาของไป๋เซี่ยงกงไล่ออกมา บ้าที่สุดเลย!”
“ไม่รู้จักดีชั่ว ถึงอย่างไรก็เป็นน้ำใจของฝ่าบาท” หรงจิ่งพูดเสริม
“ก็จริง! พวกเขาเป็นพวกคนที่ไม่รู้จักดีชั่ว! มักเอาชื่อเรียกที่เป็นตระกูลขุนนางอันดับหนึ่งในเมืองเป่ยโหรวมาพูดอยู่ได้ทั้งวัน ครั้งนี้ก็ไม่รู้ว่าทำผิดต่อผู้ใด นึกไม่ถึงว่าจะถูกวางเพลิง คิดๆ ดูแล้วก็สะใจจริงๆ” เป่ยเหมินเวยหัวเราะเสียงดังขึ้นมา
ในเสียงหัวเราะ มีความดีใจที่เห็นผู้อื่นประสบเคราะห์
หรงจิ่งมองเขา พูดอย่างช้าๆ ว่า “ผู้ใดเป็นคนวางเพลิง ตระกูลไป๋เซี่ยงจะเป็นผู้ตรวจสอบ ฝ่าบาทลองคิดดู ไป๋เซี่ยงถิงคนนี้เข้าหาลู่เสวียนทันที มีจุดประสงค์อื่นแอบแฝงหรือไม่”
เป่ยเหมินเวยค่อยๆ หุบยิ้ม แววตามืดมัวลง
“ตระกูลขุนนางใหญ่ๆ แต่ละตระกูลในเป่ยโหรว ใครไม่รู้บ้างว่าลู่เสวียนเป็นลูกเขยของฝ่าบาทเวลาแบบนี้ หญิงสาวผู้สูงศักดิ์จากตระกูลขุนนางควรที่จะหลีกเลี่ยงถึงจะถูก แต่ไป๋เซี่ยงถิงคนนี้ทำไมถึงทำตรงกันข้าม ไปพบลู่เสวียนเป็นการส่วนตัว แล้วทั้งสองก็ดูเหมือนคุยกันถูกคอ อยู่ด้วยกันสองชั่วยามเต็มๆ ตอนท้ายลู่เสวียนยังไปส่งนางด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม หรือว่าตระกูลไป๋เซี่ยงคิดจะเอาหยวนหวังแห่งราชวงศ์ จยาเซียนคนนี้เป็นลูกเขย”
ด้วยคำพูดของหรงจิ่ง สีหน้าของเป่ยเหมินเวยยิ่งดูแย่ขึ้นเรื่อยๆ
ปึง!
“เหอะ! พวกคนไร้ค่ากล้ามาทำกำเริบเสิบสานต่อหน้าข้า” เป่ยเหมินเวยเอามือทุบลงบนโต๊ะอย่างแรง ความไม่พอใจที่มีต่อตระกูลไป๋เซี่ยงไหลทะลักออกมาราวกับประตูกั้นน้ำที่ถูกเปิดออก
“พวกเราก็ไม่จำเป็นจะต้องไปคาดเดาเอาเอง หยวนหวังก็ยังเคารพฝ่าบาทอยู่ ฝ่าบาทอยากรู้ว่าไป๋เซี่ยงถิงพูดอะไรกับเขา ก็เรียกเขาเข้าวังมาถามสิพ่ะย่ะค่ะ” หรงจิ่งเสนอความคิดเห็น
เป่ยเหมินเวยพยักหน้าช้าๆ “ไม่เลว ทหาร ไปเชิญหยวนหวังเข้าวัง!”
ณ ตระกูลไป๋เซี่ยง มีลูกศิษย์รีบเข้ามารายงานกับไป๋เซี่ยงกง
“นายท่าน มีคนนำประกาศจับมารายงาน บอกว่าไม่นานมานี้เห็นโจรสาวที่ชื่อว่าเซ่าจวินอยู่ที่ชิ่งตู”
ทันใดนั้น ตาทั้งสองข้างของไป๋เซี่ยงกงก็ดุดันขึ้นมา “เจอที่ไหน”
“ในเมืองพ่ะย่ะค่ะ คนที่มารายงานบอกว่าเพื่อนของเขาแอบตามอยู่”
ไป๋เซี่ยงกงยิ้มเยาะขึ้นมา “ดีเลย! ฆ่าคนตระกูลไป๋เซี่ยงของข้าไปตั้งมากมาย ยังจะกล้ามาปรากฏตัวในเมืองชิ่งตูอีกหรือช่างเป็นคนที่ไร้เดียงสาและไม่กลัวอะไรเลยจริงๆ!”
“ลูกศิษย์!” เขาตะโกนเสียงดัง
ลูกศิษย์ของตระกูลไป๋เซี่ยงหลายคนก้าวออกมา
ไป๋เซี่ยงกงขานชื่อ “ไป๋เซี่ยงไท่ เจ้านำพวกเขาสิบกว่าคนไปเอาตัวโจรสาวคนนั้นกลับมา!”
“พ่ะย่ะค่ะ นายท่าน! ท่านวางใจได้ ข้าไม่มีทางปล่อยนางหลุดมือไปเด็ดขาด! ถ้าหากนางกล้าหนี ข้าก็จะตีขาทั้งสองข้างของนางให้หักก่อน!” ไป๋เซี่ยงไท่ก้าวออกมา
ไม่ได้เสียเวลาอะไรมาก ไป๋เซี่ยงไท่ก็นำคนวิ่งไปยังพระราชวัง เขาต้องจับนางกลับไปยังตระกูลไป๋เซี่ยงให้ได้ก่อนที่นางจะเข้าวังไป
มิฉะนั้น ถ้านางเข้าวังไปแล้ว ก็จะเพิ่มความยุ่งยากมากยิ่งขึ้น
“อยู่นั่น!”
ในตอนที่กำแพงวังปรากฏอยู่ข้างหน้าของพวกไป๋เซี่ยงไท่ พวกเขาก็เห็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่งเดินไปยังประตูใหญ่ของพระราชวัง ท่าทางที่ทะนงองอาจ ไม่กังวลว่าจะถูกพบเลยสักนิด
เหมือนสังเกตเห็นได้ว่าพวกเขาตามมา เด็กผู้หญิงคนนั้นหันมามองพวกเขา ก็คือใบหน้าของเซ่าจวิน
เป็นนางจริงๆ ด้วย! ตลอดทางที่ไป๋เซี่ยงไท่มาจากราชวงศ์จยาเซียน เห็นหน้าของเซ่าจวินไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบ เป็นธรรมดาที่จะไม่มีทางจำผิด
เพียงมองแค่ปราดเดียว เขาก็ยืนยันได้ นี่ก็คือคนที่พวกเขาตามหา!
“หยุด!” ไป๋เซี่ยงไท่ตะโกนเสียงดัง เร่งความเร็วพุ่งเข้าไป
แต่ทว่า เขากลับไม่รู้ ใบหน้านั้นของเซ่าจวิน ก่อนที่จะหันกลับไปมองก็เป็นอีกคน หลังจากที่นางให้ไป๋เซี่ยงไท่มองนางชัดเจนแล้ว พอหันกลับไปก็เปลี่ยนเป็นใบหน้าก่อนหน้านี้
นางยังคงเดินไปยังประตูวัง แสดงตราประจำตัวที่สามารถเข้าวังได้ให้กับทหารเฝ้าประตู เดินเข้าวังไปต่อหน้าต่อหน้าไป๋เซี่ยงไท่
“ข้าบอกให้เจ้าหยุด!” ไป๋เซี่ยงไท่เห็นว่านางเข้าวังไปแล้ว จึงเกิดร้อนใจขึ้นมา รีบไปยังประตูวัง
ทหารที่เฝ้าประตูวังตกใจ รีบขว้างเขาไว้ ตะโกนเสียงดังว่า “ใต้เท้าไป๋เซี่ยง ท่านคิดจะบุกเข้าวังอย่างนั้นรึ”
บุกเข้าวัง เช่นนั้นคือการกบฏ!
ไป๋เซี่ยงไท่หยุดฝีเท้าลง พูดด้วยสีหน้าอึมครึมว่า “ข้าจะเข้าเฝ้าฝ่าบาท!”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ราชินีพลิกสวรรค์