จะฆ่าทิ้งเลยหรือ
เจียงหลีมองไปยังชายหนุ่มอย่างตะลึง แถมมุมปากที่มีคราบเลือดติดก็ยังไม่ทันได้เช็ดเลย
หลังจากที่จบคำพูดของลู่เจี้ย มีหลายคนวิ่งเข้ามาทันที สายตาที่แต่ละคนมองนางราวกับกำลังดูของที่ไร้ชีวิต แต่เมื่อสายตาหันไปเห็นผู้เป็นนายยืนเปียกโชกอยู่ข้างสระน้ำ ล้วนตกใจเป็นอย่างยิ่ง รีบตรงเข้ามาถามไถ่อย่างเป็นห่วง
“นายน้อย เป็นอย่างไรบ้างขอรับ”
“ให้คนรีบเข้ามาเร็ว พานายน้อยไปเปลี่ยนเสื้อ แล้วอย่าลืมเชิญหมอเทวดามาด้วย” ดูทว่าพวกเขาลืมเจียงหลีเสียแล้ว แต่ว่าเจียงหลีกลับสัมผัสถึงจิตสังหารที่ยังคงหมุนเวียนอยู่รอบตัวนาง ยังไม่ทันได้คิดเรื่องคนรูปงามจนเหมือนจะไม่ใช่คน เป็นผู้ชายที่อ่อนแอ แต่กลับระเบิดพลังออกมาได้มากขนาดนี้ นอกจากความเจ็บปวดสาหัสที่นางได้รับแล้ว ยังมีพลังที่นางมองไม่เห็นโจมตีใส่ตัวนางอีก นี่มันอะไรกัน เจียงหลียังไม่ได้คำตอบ กลับโดนคนดึงขึ้นจากน้ำแล้ว พลันโยนลงพื้น
ฟิ้ว!
แสงจากใบดาบสะท้อนให้เห็นถึงความแหลมคม แต่บัดนี้วางอยู่บนหัวนาง คำสั่งของลู่เจี้ยจะไม่พูดเป็นครั้งที่สองถึงแม้ว่าตอนนี้พวกเขาจะเป็นห่วงร่างกายของนายน้อยมากแค่ไหน แต่มันก็ไม่ได้ขัดขวางการปฏิบัติตามคำสั่งของนายน้อย
“ช้าก่อน” เรื่องคอขาดบาดตายแบบนี้ เจียงหลีอยู่นิ่งไม่ได้แล้ว
การดึงเขาลงน้ำนั่นเป็นเพียงการลองใจ แต่เมื่อชายผู้นี้อ่อนแอกว่าที่คิดไว้ นางจึงจะจับมาเป็นตัวประกันเพื่อหนีออกจากสถานที่แห่งนี้
แต่คิดไม่ถึงเลยว่าเรือจะพลิกคว่ำในรางน้ำเสียเอง เจียงหลีกลอกตาไปมาไม่ว่าจะแอบแค้นในมากแค่ไหน นางต้องหาวิธีแก้วิกฤตครั้งนี้ให้ได้ และด้วยเรือนร่างของนางตอนนี้ ไม่สามารถต่อสู้กับคนเหล่านี้ได้ อีกทั้งร่างกายนี้ยังได้รับบาดเจ็บจากการโจมตีเมื่อครู่ ทำนางกระอักเลือด เห็นได้ชัดว่าออกแรงไม่กับนางไม่น้อย
เจียงหลีเปิดปากพูดขึ้นแล้ว แต่ลู่เจี้ยกลับเพิกเฉยไม่สนใจ
ชายผู้นี้!
เมื่อผิวหนังสัมผัสถึงดาบที่กำลังจะปาดคอ รีบเอ่ยขึ้นมาว่า “ผู้มีผลงานล้นฟ้าย่อมสั่นคลอนบัลลังก์ หรือเจ้าจะไม่อยากรู้ภัยที่อาจส่งผลต่อตระกูลลู่ได้”
“หยุดก่อน” ในที่สุดลู่เจี้ยก็ออกเสียง เขาหันกลับไปมองเจียงหลีอย่างเย็นชา
“นายน้อย นางเป็นเพียงแค่ทาสไร้ค่า แต่บังอาจทำร้ายท่าน ฆ่าทิ้งจะดีกว่า” ผู้อารักขาที่ถือดาบอยู่ที่เจียงหลีกล่าวขึ้นมา ผู้อารักขาที่ยืนอยู่ด้านหลังลู่เจี้ยเองก็แสดงสีหน้ากังวล “นายน้อย ท่านควรรีบเปลี่ยนเสื้อผ้า ไม่เช่นนั้นจะป่วยได้นะขอรับ”
ตระกูลลู่ซึ่งเป็นตระกูลมหาอำนาจมาหลายรุ่น อาศัยอยู่เมืองซูหนาน ทั้งยังเป็นถึงขุนนางชั้นหนึ่งของราชวงศ์โฮ่วจิ้น มีอำนาจมหาศาล ทว่า มีข่าวลือว่านายน้อยตระกูลลู่นี้มีร่างกายที่อ่อนแอไม่สามารถฝึกฝนวิทยายุทธ์ได้ ดังนั้นเขาจึงพักรักษาอาการป่วย น้อยนักจะออกมาพบปะผู้คน ด้วยความที่เขาเกิดมามีหน้าตาที่หล่อเหลา จึงมีฉายาว่า ‘หนุ่มรูปงามขี้โรค’ เจียงหลีจัดเรียงข้อมูลในหัวเกี่ยวกับชายผู้นี้ทันที
แม้ว่าชายหนุ่มจะไม่เคยแนะนำตัวเองเลย ที่เจียงหลีสามารถสันนิษฐานได้ เป็นเพราะที่นี่คือซูหนาน เขารูปงามแต่ร่างกายอ่อนแอ อีกทั้งตรงเอวมีสัญลักษณ์ตราตระกูลลู่
สิ่งเดียวที่ไม่เหมือนกับคำบอกเล่าคือ พลังที่ระเบิดออกมาเมื่อครู่นี้คืออะไรกัน
เจียงหลีเก็บความสงสัยไว้ในใจ แสร้งยิ้ม “ใช่ๆ นายน้อยลู่ท่านรีบไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนดีกว่า ข้าไม่รีบ ถ้าเกิดท่านไม่สบายขึ้นมา มันจะเป็นความผิดของข้าเอาได้ ข้าจะรอท่านกลับมา แล้วค่อยคุยกันอย่างละเอียด”
หึ!
เสียงดูถูกถากถางอย่างเย็นชาจากผู้อารักขาเมื่อเห็นท่าทีเสแสร้งแกล้งทำของเจียงหลี
ทว่าเจียงหลีเองก็ไม่ได้ใส่ใจ อีกทั้งยังกล้ายื่นมือไปเลื่อนดาบที่อยู่บนคอให้ห่างออกไปเล็กน้อย “อย่าพูดแต่เรื่องฆ่าแกงกันสิ เรามาคุยกันดีๆ กันก่อนเถิด”
เฮ้อออ!
ผู้อารักขาที่เฝ้าเจียงหลี เมื่อเห็นสีหน้าที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาของนาง ก็ขมวดคิ้วเข้าหากันยิ่งกว่าเดิม เขาไม่รู้ว่านางกำลังคิดอะไรอยู่ แต่เห็นนาง ประเดี๋ยวเศร้า ประเดี๋ยวลังเล ประเดี๋ยวก็โกรธแค้น ประเดี๋ยวก็ทำหน้าเหมือนคนท้องผูก จึงกำดาบในมือแน่นกว่าเดิมอย่างไม่รู้ตัว
ทาสคนนี้ท่าจะเป็นบ้า เดี๋ยวต้องระวังไว้ไม่ให้เข้าใกล้นายน้อยเด็ดขาด ผู้อารักขานึกอยู่ในใจ
…
เจียงหลีรอนานจนนางคิดว่าที่จริงลู่เจี้ยเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จแล้ว แต่อาจจะนอนกอดบ่าวคนสวยที่ไหนอยู่ คนงามขี้โรคก็ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง
เอ่อ…
อันที่จริง ควรพูดว่านางโดนผู้อารักขาหิ้วขึ้นเหมือนลูกไก่แล้วพามาหาลู่เจี้ยต่างหาก ทันทีที่เดินเข้าประตูมา นางก็ได้กลิ่นยาสมุนไพร ลู่เจี้ยที่เปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วกำลังนั่งอยู่กับที่ ถัดมาเป็นผู้เฒ่าผมขาวหงอกที่สวมชุดสีขาว กำลังตรวจจับชีพจรให้เขา
“คุกเข่าลง” ผู้อารักขาพูดด้วยเสียงดุดัน
เจียงหลีไม่สนใจ ยังคงนั่งอยู่ที่พื้นไม่ขยับตัว เพราะตอนนี้นางก็รู้สึกว่าไม่สบายไปทั้งตัวเช่นกัน แต่เดิมเสื้อผ้าก็สกปรกอยู่แล้ว หลังจากที่เปียกน้ำมันกลับแนบชิดกับร่างนางขึ้นอีก แม้แต่สระน้ำก็ไม่ได้ช่วยทำให้นางสะอาดขึ้น แต่กลับทำให้นางดูสกปรกมากขึ้นไปอีก
“ชี้แจงสิ่งที่เจ้าพูดเมื่อครู่ หากเจ้าพูดให้กระจ่างขึ้น ไม่แน่ ข้าอาจยกโทษให้เจ้า” ลู่เจี้ยนั่งอยู่ที่สูงกว่า มองมาที่นางด้วยสายตาที่เยือกเย็น

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ราชินีพลิกสวรรค์