อย่างไรเสียคนที่นางจับตาดูคือไป๋หลี่เฟิ่ง ส่วนเจียงหลีก็เป็นเพียงแค่นางทาสของลู่เจี้ยเท่านั้น
หนานอู๋เฮิ่นยิ้มเล็กน้อยมิได้ต่อล้อต่อเถียงนางแต่อย่างใด เพียงถามแค่ว่า “องค์หญิง นี่เป็นเพียงความคิดเห็นของข้าเอง โปรดอย่าได้จริงจังไปเลย”
เมื่อกล่าวจบเขาก็เงยหน้าขึ้นหัวเราะลั่นราวกับว่าอารมณ์ดีเสียเต็มประดา
หนานอู๋เฮิ่นหัวเราะอย่างมีความสุข แต่อู๋เชียนกลับมีสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก แววตามู่หว่านโหรวเปลี่ยนไป คิ้วขมวดมองเขาที่หัวเราะเสียยกใหญ่อย่างครุ่นคิด
ในกลุ่มคน ไป๋หลี่เฟิ่งเอาแต่มองที่ประตูจวนตระกูลลู่ บรรยากาศวังเวงเช่นนั้นยังคงอบอวลอยู่รอบกาย
เขาไม่สนใจว่าคนอื่นจะพูดอะไร เพียงแค่สนใจเล็กน้อยว่าถ้าเจียงหลีสามารถฆ่าหลิงเจี้ยงได้ถึงสามคน เขาอยากสู้กับนางสักตั้งจริงๆ!
เสียดายที่วันนี้น่าจะไม่มีโอกาสเสียแล้ว
ไป๋หลี่เฟิ่งเม้มปาก เขาละสายตาก่อนจะหันหลังมุ่งหน้าออกไป
เมื่อเขาขยับจึงเรียกจุดสนใจของมู่หว่านโหรว เฮ่อเหลียนเฟิงรีบถาม “ไป๋หลี่เฟิ่ง เจ้าจะไปไหน”
ไป๋หลี่เฟิ่งหยุดเดิน “งานประลองชิงเจียวไม่จำเป็นต้องประลองกันอีกต่อไปแล้วเหตุใดข้าน้อยจำจะต้องอยู่ต่อ”
เหิมเกริมยิ่งนัก!
คนโดยรอบต่างก็รู้สึกเช่นนั้นด้วย
เฮ่อเหลียนเฟิงยิ่งโมโห เดิมทีเข้าร่วมงานประลองชิงเจียวได้เป็นอย่างดี เห็นๆ กันอยู่ว่าไป๋หลี่เฟิ่งออกไปวิ่งเล่นดูความคึกคักในเมืองโดยไม่ได้รับอนุญาต ไฉนตอนนี้เขากลับพูดจาเยี่ยงนี้
แต่เพราะเห็นแก่หน้าของมู่หว่านโหรวหรอกนะ เฮ่อเหลียนเฟิงเองก็ไม่อยากจะตำหนิเขาต่อหน้านาง
“ไป๋หลี่เฟิ่ง เจ้าจะกลับไปที่สถาบันไป๋หยวนของเราหรือไม่” ขณะนี้จู่ๆ อู๋หนานเฮิ่นก็ถามขึ้น
คำถามนี้ของเขาทำเอาแววตาของมู่หว่านโหรววูบไหว รอคอยทางเลือกของไป๋หลี่เฟิ่ง
สายตาเฉียบคมของไป๋เฟิ่งหลี่เหลือบมองไปทางเขา
อู๋หนานเฮิ่นไม่มีอะไรจะพูดมากไปกว่านี้ เขาหยิบป้ายออกมาแล้วโยนให้ไป๋หลี่เฟิ่งก่อนจะพูดขึ้น “ถ้าอยากไป หลังจากนี้หนึ่งเดือนเจ้าชูป้ายนี้รายงานตัวให้สถาบันไป๋หยวนที่เมืองซั่งตูซะ”
ไป๋หลี่เฟิ่งเอื้อมมือรับแต่ไม่ได้พยักหน้าตอบกลับหรือส่ายหน้าปฏิเสธจากนั้นก็หันหลังก้าวออกไป
การกระทำเช่นนี้ของเขาทำให้มู่หว่านโหรวไม่เข้าใจนัก สุดท้ายเขาก็เลือกสถาบันไป๋หยวนอยู่ดี ตอนแรกเขาอยู่เมืองซั่งตูก็หันหลังให้กับสำนักหลิงอู่ จนตอนนี้เขาพึ่งพากำลังของตัวเองแล้วเข้าสถาบันไป๋หยวน
มุมปากของมู่หว่านโหรวมีรอยยิ้มเจือจางจนแทบมองไม่เห็น จากนั้นรีบชักสีหน้ากลับมาเป็นคนเย็นชาดั่งภูเขาน้ำแข็งเช่นเดิม
นางมองไปยังประตูใหญ่ของจวนตระกูลลู่ แววตาแปรผันจนไม่รู้แน่ชัดว่าอยากสื่อความหมายอะไร
“ท่านเจ้าเมือง เมื่อครู่ตระกูลลู่ได้พากำลังพลและกำลังม้าบุกตระกูลเย่ว์ขอรับ” ทันใดนั้นอู่เชียนกล่าวเตือนเฮ่อเหลียนเฟิง
“อะไรนะ!” เฮ่อเหลียนเฟิงตกตะลึงคิดไปถึงเรื่องที่กำลังจะเกิดขึ้น ใบหน้าของเขาถอดสีแล้วจึงเร่งรีบพาคนในจวนของเจ้าเมืองมุ่งหน้าไปยังตระกูลเย่ว์ทันที
ล้อข้าเล่นหรืออย่างไรกัน หากตระกูลลู่และตระกูลเย่ว์สู้กันขึ้นมาจริงๆ เรื่องก็จะยิ่งบานปลายไปกันใหญ่ เขาในฐานะเจ้าเมืองจะทำเยี่ยงไรดี
ภายในเมืองซูหนานกำลังจะเกิดวิกฤต การกระทำของตระกูลลู่ทำให้คนหนักใจนับครั้งไม่ถ้วน
ในขณะเดียวกัน ภายในจวนตระกูลลู่ เจียงหลีได้รับการปรนนิบัติพัดวีอย่างสุขสบาย อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าสะอาดเอี่ยม ตลอดจนลู่เจี้ยก็ให้คนนำยามารักษา อีกทั้งยังมีข้าวปลาอาหารอีกมากมายหลายอย่าง
เมื่อเจียงหลีกินอิ่มหนำสำราญเรียบร้อยแล้ว ก็มีคนเข้ามาเชิญนาง
เมื่อเห็นท่าทางออดอ้อนร้องขอเยี่ยงนี้ของนาง สายตาลู่เจี้ยจึงเปลี่ยนไปเล็กน้อย
เขาควรปฏิเสธคำขอที่ไร้เหตุผลเช่นนี้ของนาง กลับคาดไม่ถึงว่าเขาจะกางแขนออกปล่อยอ้อมกอดของตน “เข้ามา”
คำพูดสั้นๆ เพียงสองคำทำให้ดวงตาของเจียงหลีเปล่งประกาย
นางรีบโถมตัวเข้าสู่อ้อมกอดของลู่เจี้ย อ้อมกอดของเขากว้างใหญ่หาตำแหน่งที่สบายหน่อยขดตัวเข้ากอด “อ้อมกอดของคนรูปงามสบายยิ่งนัก ช่างอ่อนโยนจริงๆ” ราชินีสีหน้าระรื่น ซุกตัวอยู่ในอ้อมแขนของนายน้อยรูปงาม เผยให้เห็นรอยยิ้มพอใจ
อันที่จริงตอนลู่เจี้ยไม่ได้ป่วย พลังมหัศจรรย์นั้นของเขาอ่อนมาก สำหรับนางแล้วคงไม่พอใช้
แต่เมื่อหลายครั้งผ่านไป นางก็ดูเหมือนจะเคยชินกับกลิ่นอายบนร่างของลู่เจี้ยไปเสียแล้ว ถูกความอบอุ่นของเขาโอบกอดเอาไว้ทำให้นางรู้สึกปลอดภัย
เห็นได้ชัดว่าผู้ชายคนนี้มิได้อ่อนแอเสียหน่อย!
ในอ้อมกอดกว้างมีหญิงสาวชุดดำขดตัวเหมือนแมว ลู่เจี้ยกระชับอ้อมกอดปล่อยให้นางซ่อนตัวในอ้อมแขนตนเองตามอำเภอใจ
การปล่อยตัวปล่อยใจนี้ดูเหมือนจะไม่ใช่ความตั้งใจเดิมของเขา
ในดวงตาที่สวยงามของลู่เจี้ยมีบางอย่างเปลี่ยนไป รอยยิ้มที่มุมปากเป็นอาวุธที่ดีที่สุดในการทำให้คนทั้งโลกสับสน แต่คราวนี้เขากลับจริงใจ
“หลีเอ๋อร์ เจ้าใช้อาวุธอะไรฆ่าหลิงเจี้ยงตระกูลเย่ว์สามคนนั้นหรือ” ราวกับว่ากำลังพยายามปรับสภาพหัวใจที่กำลังว้าวุ่น ลู่เจี้ยถามอย่างกะทันหัน
เจียงหลีที่กำลังหลับตาซึมซับความอ่อนโยนอย่างสบายอุรา เมื่อได้ยินคำพูดจึงลืมตาขึ้นกระตุกมุมปากแล้วเอ่ยตอบ “มาจากโลกใบนั้นของข้า สหายคนสนิทของข้าสร้างมันขึ้นมาให้ข้าเองกับมือ”
หลังจากพูดแล้วนางก็ยกคางแหลมขึ้นมองไปที่ใบหน้าของลู่เจี้ยจากล่างขึ้นบน มุมดังกล่าวยังคงสวยงามอย่างไม่อาจบรรยายได้ เจียงหลีรู้สึกอิจฉาหมั่นไส้เขาในใจ “ทำไม เจ้าอยากได้หรือ”
ความหมายล่อลวงที่ชัดเจนเยี่ยงนี้ทำให้ลู่เจี้ยยกยิ้ม นิ้วเรียวของเขาปัดแก้มของเจียงหลีและปลายนิ้วก็ลูบไล้ไปทั่วผิวเนียนละเอียดของนางทำให้เกิดอาการชาวูบ…

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ราชินีพลิกสวรรค์