บทที่ 260 กลับสู่โลกมนุษย์
“ฟู่….” ฉิงเทียนหายใจอย่างแรง ลมหายใจที่วุ่นวายได้ออกมาจากปากของฉิงเทียน ฉิงเทียนนั้นรู้สึกดีใจมากที่เขาฝึกวิชาบรรลุวิชาพ้นตู้จี๋ขั้นต้นมายังชั้นตู้จี๋ระดับกลางแล้ว โลกจินตนาการของเจ้าปีศาจจิตใจนั้นได้ทำให้การฝึกวิชาของเขารุดหน้าดีจริงๆ
ในเวลานี้ฉิงเทียนรู้สึกประหลาดใจ เขาถูกพาตัวมาที่นี่โดยนักพรตที่เขาไม่รู้จัก แล้วเขายังมานั่งฝึกวิชาที่นี่อีก!
“เจ้าตื่นแล้วรึ?” ก่อนที่ฉิงเทียนจะได้ลืมตาขึ้นมา เสียงของหงจวินเหล่าจู่ก็ได้ดังขึ้นมาก่อน
เมื่อได้ยินเสียงของหงจวินเหล่าจู่ ฉิงเทียนก็ได้รีบลุกขึ้นยืนทำความเคารพหงจวินเหล่าจู่แล้วพูดขึ้น “ผู้เยาว์ฉิงเทียนขอคารวะผู้อาวุโสครับ!” ในเวลานี้ฉิงเทียนคิดว่านักพรตท่านนี้คงไม่ได้คิดร้ายกับเขาแน่ๆ ไม่อย่างนั้นตอนที่เขาฝึกวิชาอยู่เขาคงฆ่าเขาไปแล้ว!
มองไปที่ฉิงเทียนที่ทำความคารวะเขา หงจวินเหล่าจู่ก็ได้พูดอย่างติดตลก “ฉิงเทียนเจ้าคงยังไม่รู้ว่าข้าเป็นใครสินะ? ถึงได้เรียกข้าแค่ว่าผู้อาวุโสน่ะ”
“ผู้อาวุโสครับได้โปรดอย่ารังแกผู้เยาว์เลยครับ คุณสามารถใช้พลังบังคับดึงเอาจิตของผู้เยาว์มาได้เช่นนี้ เห็นได้ชัดว่าพลังของท่านนั้นทรงพลังมากแค่ไหน!” ฉิงเทียนคิด มีแต่ระดับเชิ่งเหยินขึ้นไปเท่านั้นที่จะสามารถทำอะไรระดับนี้ได้
หงจวินเหล่าจู่ก็ได้ยิ้มให้กับคำตอบของฉิงเทียน “เจ้าไม่ต้องกระวนกระวายไป ข้าแค่อยากพบเจ้าเพราะมีธุระกับเจ้านิดหน่อย”
“ถ้าเช่นนั้น ไม่ทราบว่าท่านผู้อาวุโสมีอะไรให้ผมช่วยเหรอครับ?” ฉิงเทียนคิดอย่างรวดเร็วในหัวของเขาและคิดว่าผู้อาวุโสท่านนี้ต้องมีเรื่องอะไรขอให้เขาช่วยแน่ๆ
เพราะสำหรับเซียนระดับนี้แล้ว นอกจากเรื่องของการซื้อสิ่งของบนโลกแล้ว ตัวเขาก็ไม่มีประโยชน์อย่างอื่นเลย ท่านผู้อาวุโสท่านนี้คงอยากจะซื้อของจากเขาล่ะมั้ง
แน่นอนว่าหงจวินเหล่าจู่นั้นรู้ว่าฉิงเทียนนั้นกำลังคิดอะไรอยู่ จึงอดไม่ได้ที่จะหัวเราะแล้วพูดขึ้น “ข้ายังไม่ได้คิดจะซื้อของบนโลกหรอก!”
“อ๊ะ ท่านรู้ด้วย!” ฉิงเทียนตกใจขึ้นมาเมื่อรู้ว่าความคิดของเขานั้นถูกล่วงรู้โดยหงจวินเหล่าจู่หมดแล้ว ดูท่าว่าในสายตาของผู้อาวุโสท่านนั้นคงไม่มีความลับใดๆต่อเขาเป็นแน่
หัวของฉิงเทียนนั้นรู้สึกมึนตึง ไม่มีใครที่ชอบให้ความคิดของตัวเองนั้นถูกรู้โดยผู้อื่นเป็นแน่
เมื่อเห็นฉิงเทียนมีท่าทีสับสน หงจวินเหล่าจู่จึงได้กล่าวกับเขาด้วยรอยยิ้ม “ข้าแค่คิดว่าเจ้านั้นมีทั้งปัญญาและพรสวรรค์ ดังนั้นข้าจึงได้คิดที่จะรับเจ้าเป็นศิษย์!” หงจวินเหล่าจู่หลับตาแล้วลูบหนวดของเขา ในความคิดของเขาแล้วฉิงเทียนคงไม่แคล้วจะต้องคุกเข่าและคำนับเขาเป็นอาจารย์เป็นแน่แท้ อย่างไรเสียเขาก็เป็นถึงหงจวินเหล่าจู่ผู้เป็นถึงต้นกำเนิดวิชาเต๋า มีผู้คนมากมายจำนวนนับไม่ถ้วนที่อยากจะเป็นศิษย์ของเขาทั้งนั้น! แต่หลังจากไปพักใหญ่ๆหงจวินกลับไม่ได้ยินเสียงที่เขาคิดเอาไว้
เขาจึงได้ลืมตาขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ ฉิงเทียนในเวลานี้ได้มองมาที่ตัวเขาอย่างสงสัย โดยเฉพาะมุมปากของเขานั้นได้ยิ้มออกมาเล็กน้อย!
หงจวินเหล่าจู่จึงได้โมโหขึ้นมา การที่ตัวเขาอุตส่าห์จะรับฉิงเทียนเป็นศิษย์นั้นมันมีอะไรน่าขำ “ฉิงเทียน การที่ข้าจะเป็นอาจารย์ของเจ้ามันน่าตลกนักเรอะ?”
เมื่อได้ยินหงจวินเหล่าจู่พูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่พอใจ ฉิงเทียนจึงได้รีบอธิบาย “ไม่ใช่ครับไม่ใช่ท่านอาวุโส เมื่อครู่ผมแค่นึกถึงอะไรน่าสนใจได้แล้วผมเก็บอาการไม่อยู่เท่านั้นครับ มันช่างเป็นโชคดีของผมจริงๆที่จะได้เรียนรู้จากท่านครับ” ฉิงเทียนคิดเช่นนั้นจริงๆ!
เพราะฉิงเทียนรู้สึกได้ว่าเขานั้นควรที่จะทำตัวสงบเสงี่ยมเข้าไว้ เพราะผู้อาวุโสท่านนี้เป็นเทพเซียนที่ไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่าใครเลย
และถ้าคำนับผู้อาวุโสท่านนี้เป็นอาจารย์ ตัวเขาเองก็จะได้มีเทพเซียนคอยหนุนหลังเข้าด้วย! และส่วนที่ฉิงเทียนหัวเราะเมื่อสักครู่นั้นเป็นเพราะการที่หงจวินเหล่าจู่พูดเมื่อสักครู่นั้น มันช่างดูคล้ายกับบทในหนังที่ฉิงเทียนเคยดูเมื่อก่อน!
ที่มีชายชราที่อยู่บนถนน เผชิญหน้าอยู่กับเด็กคนหนึ่งแล้วพูดขึ้น “เจ้าเนี่ยโหงวเฮ้งดีเหมาะแก่การฝึกวิทยายุทธ ข้ามีหนังสือขายให้เจ้าในราคาถูกๆ” ซึ่งอารมณ์ประมาณว่านี่เป็นโชคสำหรับเขาแล้วและเขาก็ควรที่จะรักษาเอาไว้ ถ้าเขาพลาดโอกาสนี้ไปคงไม่มีโอกาสดีแบบนี้อีกครั้งแน่ แล้วการที่หงจวินเหล่าจู่พูดออกมาเช่นนั้นมันช่างคล้ายกับบทในหนังเรื่องนั้นจริงๆ
ฉิงเทียนจึงได้คุกเข่าลงบนเบาะแล้วก้มหัวคำนับหงจวินเหล่าจู่แล้วพูดอย่างจริงใจ “ศิษย์ฉิงเทียนขอคำนับท่านเป็นอาจารย์!”
“อืมม!” หงจวินเหล่าจู่ได้ใช้มือแตะที่หัวของฉิงเทียนเบาๆแล้วพูดขึ้น “ดี ลุกขึ้นได้! ต่อจากนี้ไปเจ้าจะเป็นลูกศิษย์คนที่ 6 ของข้า!”
หลังลุกขึ้นมานั่งบนเบาะ แล้วฉิงเทียนก็ถามอย่างสงสัย “ท่านอาจารย์ ท่านชื่ออะไรเหรอครับ แล้วศิษย์พี่ของข้าอีก 5 คนคือใครเหรอครับ?” ในหัวของฉิงเทียนนั้นคิดว่าท่านอาจารย์นั้นจะต้องเป็นผู้มีอิทธิพลระดับบิ๊กๆในโลกเซียนแน่ๆ และลูกศิษย์ของท่านอาจารย์เองก็จะต้องเป็นผู้มีชื่อเสียงมากๆในโลกเซียนด้วยเช่นกัน ในอนาคตถ้าเขามีปัญหาอะไรในโลกเซียนเขาจะได้ไปขอให้ศิษย์พี่ของเขาช่วย
มองไปที่ฉิงเทียนที่มีสีหน้าสงสัย หงจวินเหล่าจู่ก็ได้ยิ้มแล้วตอบ “แล้วเจ้าจะรู้เองในอนาคต ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาที่เจ้าควรจะรู้!”
เมื่อเห็นว่าท่านอาจารย์ของเขานั้นไม่ยอมตอบ ฉิงเทียนก็ได้เกาหัวตัวเองเหมือนกับลิง เขานั้นคำนับเป็นอาจารย์แล้ว แต่เขากลับไม่รู้เรื่องของอาจารย์ของเขาเองเลยสักอย่าง
แต่ถ้าไม่อยากพูดก็ไม่เป็นไร ฉิงเทียนจึงได้รอดูว่าหงจวินเหล่าจู่จะพูดอะไรหลังจากนี้ไหม แล้วฉิงเทียนก็พบกับความผิดหวังที่อาจารย์ของเขานั้นหลับตาสนิทและไม่พูดอะไรออกมาอีกเลย
“เป็นไปไม่ได้น่า แค่รับเป็นศิษย์อาจารย์ก็จบเลยอย่างนั้นเหรอ!” ฉิงเทียนนั้นจู่ๆก็รู้สึกได้ว่ามันต่างจากที่เขาเห็นในหนังเหลือเกิน มันควรที่จะมีบทต่อจากนี้อีกไม่ใช่เหรอ? อย่างน้อยท่านอาจารย์ก็ควรที่จะอธิบายประวัติของสำนักบ้างสิ? ถึงจะไม่อธิบายก็น่าจะให้คำแนะนำหรือเคล็ดในการฝึกวิชาบ้างก็ได้ แต่นี่หลังจากรับเป็นศิษย์แล้วกลับไม่มีอะไรเพิ่มเติมอีกเลย!
สายตาของฉิงเทียนนั้นมองไปมองมา ในเมื่อท่านอาจารย์แกล้งทำเป็นไม่สนใจ ก็คงต้องเป็นหน้าที่ศิษย์อย่างเขาที่จะต้องฉวยโอกาสจู่โจมเขา
ดังนั้นฉิงเทียนจึงได้เข้าไปใกล้ๆหงจวินเหล่าจู่ แล้วคุกเข่าลงกับพื้นอีกครั้งแล้วแบมือไว้หน้าเขา
อะไรถูกพบ? ฉิงเทียนรู้สึกสงสัย เพ่าฝูแค่หลบไปเฉยๆหรอกเหรอ? แล้วทำไมเธอถึงกลัวที่จะถูกพบโดยท่านอาจารย์ด้วยล่ะ ยิ่งฉิงเทียนคิดมากเท่าไร ฉิงเทียนก็เริ่มรู้สึกได้ว่าเขายิ่งเดาถูกมากขึ้นเท่านั้น แล้วเขาก็ได้ถามขึ้นมาอย่างสงสัย “อาจารย์ของผมเป็นใครกันแน่เพ่าฝู?”
“อ๊ะ นายท่านโชคดีมากเลยนะรู้ตัวไหม? รู้ไหมว่ากระบี่อัสนีสวรรค์นั้นจะช่วยท่านได้มากเลยล่ะเจ้าค่ะ” เพ่าฝูทำสายตาหลบเล็กน้อยแล้วรีบเปลี่ยนเรื่องทันที
ทันทีที่เขาได้ยินเรื่องของกระบี่อัสนีสวรรค์แล้วฉิงเทียนก็ได้ลืมคำถามนั้นไป แล้วถามเพ่าฝูด้วยสีหน้าที่ตื่นเต้น “กระบี่อัสนีสวรรค์มันวิเศษยังไงรึเพ่าฝู?”
“แฮะแฮ่ ข้าว่านายท่านต้องไปดูทารกหยวนยิงของท่านด้วยตัวเองจะดีกว่าเจ้าค่ะ” เพ่าฝูพูดพร้อมกับยิ้ม
ฉิงเทียนเมื่อได้ยินที่เพ่าฝูพูดเขาก็ได้เข้าไปดูทารกหยวนยิงที่อยู่ในตัวของเขาทันที
“ทำไมสายฟ้าถึงได้หายไปแล้ว? แล้วทำไมถึงได้กลายเป็นกระบี่อัสนีสวรรค์แทนได้ล่ะ?” ฉิงเทียนอดไม่ได้ที่จะรู้สึกแปลกใจ
เดิมทีนั้นจะมีลูกแก้วสายฟ้าอยู่ในมือขวาของทารกหยวนยิงแต่ตอนนี้มันได้หายไปแล้ว กลับกันฉิงเทียนเห็นมือน้อยๆของทารกหยวนยิงนั้นถือกระบี่อัสนีสวรรค์ขนาดจิ๋วอยู่ในมือ
“นี่มันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นเนี่ยเพ่าฝู?” ฉิงเทียนจึงได้ถามเพ่าฝู สายฟ้าในมือของหยวนยิงนั้นเป็นวิชาระดับเทพของเขาที่ทำให้เขาสามารถปล่อยสายฟ้าออกมาได้ แต่พอได้กระบี่อัสนีสวรรค์มาเป็นอาวุธวิเศษของเขาความสามารถนั้นกลับหายไปแทน ทำให้เขารู้สึกอยากจะร้องไห้ออกมา!
เมื่อเห็นสีหน้าที่ผิดหวังของฉิงเทียนแล้วเพ่าฝูก็ได้หัวเราะออกมา “นายท่านนี่ช่างเป็นคนที่ได้คืบจะเอาศอกจริงๆนะเจ้าคะ หากนายท่านลองสังเกตให้ดีๆจะเห็นได้ว่าพลังไฟฟ้าของนายท่านอยู่ที่ไหนนะเจ้าคะ”
เมื่อได้ยินที่เพ่าฝูพูดฉิงเทียนก็ได้หลับตาลงแล้วทำการตรวจดูกระบี่อัสนีสวรรค์อีกครั้ง
“ที่แท้สายฟ้าของเรานั้นได้ถูกซึมซับไปโดยกระบี่อัสนีสวรรค์แล้วนี่เอง” ฉิงเทียนรู้สึกประหลาดใจขึ้นมา ซึ่งกลายเป็นว่าสายฟ้าของเขานั้นไม่ได้หายไปไหนแต่ไปอยู่กับกระบี่อัสนีสวรรค์นั่นเองที่ดูดซับเอาพลังสายฟ้าไป
ดังนั้นฉิงเทียนจึงรู้สึกได้ว่าเขายังสามารถเรียกสายฟ้าออกมาได้อยู่ แต่เขาจำเป็นต้องใช้กระบี่อัสนีสวรรค์เป็นสื่อกลางแทน!
ทำให้ฉิงเทียนรู้สึกสงสัยมากขึ้นไปอีก ซึ่งในความเป็นจริงแล้วการจะทำให้อาวุธวิเศษกลายเป็นอาวุธประจำตัวนั้นจำเป็นต้องอาศัยการฝึกทั้งกลางวันกลางคืน และต้องใช้เวลาเป็นปีหรืออาจจะหลายสิบปี หลายร้อยปีก็ได้!
แต่ฉิงเทียนกลับไม่ต้องทำอะไรเลย เขารู้สึกราวกับว่ากระบี่อัสนีสวรรค์นั้นเป็นอาวุธวิเศษของเขาอย่างใดอย่างนั้น ฉิงเทียนนั้นรู้สึกได้ว่าเพียงแค่เขาคิดกระบี่อัสนีสวรรค์ก็จะมาปรากฏอยู่ในมือของเขาแล้ว

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ร้านค้าจากแดนสวรรค์ (仙界淘宝) ข้ามได้รีรันเฉยๆของเก่าหาย