บทที่ 272 ความลับ (2)
“แล้วเซียะเกาเทียนมีบทบาทอะไรที่เกี่ยวข้องกับการตายของพ่อแม่ผม?” สีหน้าของฉิงเทียนนั้นเย็นชามาก และพลังวิญญาณของเขาก็ได้รั่วไหลออกมาโดยไม่ได้ตั้งใจ
จู่ๆจูไห่ก็รู้สึกได้ถึงแรงกดดันมหาศาลมาจากทุกทิศทุกทาง ทำให้ร่างกายของจู่ไห่สั่นเทิ้มขึ้นมาแล้วกล่าว “สิ่งที่เกิดขึ้นในเวลานั้น ลุงรู้เพียงแค่เล็กน้อยเท่านั้น”
เมื่อได้ยินเสียงของจูไห่ที่สั่นเครือ ฉิงเทียนจึงรู้สึกตัวว่ามีอะไรผิดปกติ เขาจึงได้รีบสงบสติอารมณ์แล้วแรงกดดันรอบๆก็ได้หายไปทันที!
จูไห่ที่หัวใจเต้นรัวและปาดเหงื่อที่หน้าผากของเขา เขานั้นตกใจมากที่เมื่อสักครู่ทำไมเขาถึงรู้สึกได้ถึงแรงกดดันมหาศาลเช่นนั้นได้
หรือว่าจะเป็นเขา? จูไห่มองไปที่ฉิงเทียนที่มีสีหน้าที่สงบเสงี่ยม ถึงแม้ว่าเขาจะรู้สึกตกใจมาก และสงสัยว่ากำลังภายในของฉิงเทียนนั้นแข็งแกร่งหรือว่าเขาเป็นมนุษย์กลายพันธุ์กันแน่ ไม่อย่างนั้นคนธรรมดาๆทำไมถึงได้มีพลังกดดันมากขนาดนั้นได้
จูไห่จึงมั่นใจมากขึ้นว่าถ้าเขามีความสัมพันธ์ที่ดีกับฉิงเทียนแล้วล่ะก็ หากเขาเล่าเรื่องเกี่ยวกับพ่อแม่ของฉิงเทียนแล้ว เขาก็อาจจะได้การสนับสนุนจากเขาก็ได้ ซึ่งต่อให้เขาไม่ได้อำนาจที่หนุนหลังฉิงเทียนอยู่ แต่อย่างน้อยก็ได้มิตรภาพจากเขามาก็ยังดี
เมื่อคิดได้เช่นนี้จูไห่ก็ไม่ได้คิดจะปิดบังอะไรอีก ดังนั้นเขาจึงได้เล่าทุกสิ่งที่เขารู้ออกมา “เซียะเกาเทียนในเวลานั้นเป็นผู้กำกับการสถานีตำรวจ ในขณะที่ลุงนั้นเป็นรองผู้กำกับ ในตอนที่เขายังเป็นผู้กำกับสถานีตำรวจนั้น เซียะเกาเทียนชอบไปที่โน่นที่นี่โดยอ้างว่าไปสำรวจพื้นที่ แต่จริงๆแล้วเขาแค่ไปดื่มเที่ยวแล้วไม่ได้ทำงานอะไรเลย”
“ในเวลานั้นในฐานะที่เป็นรองผู้กำกับ ลุงไม่สามารถปล่อยผ่านเรื่องนี้ไปได้ ในตอนนั้นลุงได้พยายามเกลี้ยกล่อมเขาอยู่หลายครั้ง แต่แทนที่เขาจะยอมรับฟังคำแนะนำของลุง เขากลับเกลียดขี้หน้าลุงซะอย่างนั้น ลุงจำได้ว่าครั้งหนึ่งตอนที่เขากลับมาจากที่อ้างว่าไปสำรวจพื้นที่ในเมืองใกล้ๆ เขานั้นได้ด่าเจ้าหน้าที่ของอำเภอคนหนึ่ง
“ไม่รู้เลยว่าคนเขาอุตส่าห์ทำดีด้วยแท้ๆ อีเวรนี่”
เมื่อพูดตรงนี้จบ จูไห่ก็ได้เหลือบสายตามามองฉิงเทียนที่มีใบหน้าที่สงบ ราวกับว่าไม่สนใจ
จากนั้นเขาก็ได้พูดขึ้นต่อ “ต่อมาลุงก็ได้ทราบมาว่าผู้หญิงคนที่เขาสนใจในตอนนั้นคือหลินซืออินที่อยู่ที่เมืองใกล้ๆ”
“เซียะเกาเทียน!” ฉิงเทียนกัดฟันแน่นแล้วตาของเขาก็แสดงให้เห็นถึงความโกรธที่ควบคุมไม่ได้ออกมา ราวกับสิงโตที่กำลังคลั่ง มือของเขานั้นได้กำแน่นมากขึ้นเรื่อยๆ
หลินซืออินแม่ของเขานั้น ถูกเซียะเกาเทียนตามเกาะแกะอยู่ ฉิงเทียนกัดฟันแน่นแล้วถามต่อ “แล้วเกิดอะไรขึ้นต่อจากนั้น!”
เมื่อเห็นท่าทีของฉิงเทียนแล้ว จูไห่ก็รู้สึกสั่นกลัวขึ้นมา ถึงแม้ว่าเขาจะได้ตรวจสอบข้อมูลตรงนี้มาบ้างแล้วและทราบว่าหลินซืออินนั้นคือแม่ของฉิงเทียน เขารู้ดีว่าถ้าเขาพูดเรื่องนี้ไปฉิงเทียนจะต้องโกรธจัดแน่ๆ และพอจะเดาได้ว่าฉิงเทียนคงจะรู้สึกคลั่งแน่หากเขาทราบว่าแม่ของเขานั้นถูกตามรังควานอยู่ ในฐานะลูกผู้ชายแล้วย่อมจะต้องแก้แค้นอย่างแน่นอน!
จูไห่จึงได้แอบคิดในใจ: เซียะเกาเทียน วันตายของแกมาถึงแล้ว!, แต่ยังคงปรากฏสีหน้าเสียใจบนใบหน้าของเขาแล้วพูดต่อ “ในเวลานั้นลุงไม่ได้ใส่ใจกับเรื่องนี้มากนัก แต่สิ่งที่ลุงรู้คือวันหนึ่งเซียะเกาเทียนนั้นดูมีความสุขมากตอนอยู่ในสถานีตำรวจและพูดด้วยว่าเขาจะเชิญทุกคนไปร่วมมื้อค่ำ และบอกว่าเขาจะได้เลื่อนขั้นและกำลังจะร่ำรวย ซึ่งอย่างที่เขาพูดไว้ไม่กี่วันต่อมานายอำเภอคนก่อนก็ได้ถูกสอบ แล้วเขาก็ได้เลื่อนขั้นเป็นนายอำเภอแทนในเวลาต่อมา ลุงนั้นรู้สึกได้ว่าจะต้องมีอะไรผิดปกติ และลุงก็ได้พยายามอย่างเต็มที่เพื่อหาคำตอบ ก็พอจะรู้คร่าวๆว่าเซียะเกาเทียนนั้นดูเหมือนว่าจะช่วยคนที่หนุนหลังเขาอยู่ด้วยการผลงานครั้งใหญ่ ทำให้เขาได้เลื่อนขั้นเป็นนายอำเภอ แล้วผลงานของเขาในครั้งนี้ก็เกี่ยวข้องกับพ่อแม่ของเธอด้วย!”
หลังจากที่พูดประโยคสุดท้ายจบ จูไห่ก็ได้ถอนหายใจด้วยความโล่งอก แต่ความโกรธของเขาในเวลานี้นั้นไม่สามารถบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้เลย และในหัวของเขาในเวลานี้อยากทำให้เขาเข้าไปหาเซียะเกาเทียนเพื่อปลดปล่อยความโกรธนี้ใส่เขา แต่ก็มีเหตุผลบางอย่างที่รั้งเขาเอาไว้ไม่ให้ทำเช่นนั้นอยู่!
ฉิงเทียนนั้นไม่ใช่คนโง่ เขารู้ดีว่าโลกนี้นั้นมันไม่ง่ายอย่างที่เขาคิดเอาไว้ มีผู้ฝึกวิชามากมายอยู่ในโลกใบนี้ และทางการจีนเองก็ได้มีหน่วยงานพิเศษที่จัดการกับผู้ฝึกวิชาอยู่แล้วด้วย
ซึ่งจะเห็นได้จากเรื่องที่ผู้เฒ่าอดีตผู้ใหญ่บ้านเล่าให้ฟังว่ามีคนจากสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติก็อยู่ที่นั่นด้วย และยังเล่าด้วยว่าการตายของพ่อแม่เขานั้นไม่ได้ถูกทำร้ายโดยคนธรรมดาแต่เป็นผู้ฝึกวิชา
หรือว่าตระกูลเฉินที่หนุนหลังเซียะเกาเทียนอยู่นั้นเป็นตระกูลผู้ฝึกวิชา? หรือจะเป็นพวกเขาที่ฆ่าพ่อแม่ของเราจริงๆ?
อีกทางด้านหนึ่ง บริเวณสวนแห่งหนึ่งที่ไม่ทราบว่าที่ไหนในเมืองจิงตู ชายชราผู้หนึ่งกำลังนั่งอยู่ที่เก้าอี้โบราณในมือของเขาถือแก้วชาทำจากดินเหนียวสีม่วง เขานั้นหรี่สายตาและจิบชา โดยมีหลิวเอี้ยนที่ใส่ชุดลำลองยืนอยู่ข้างๆเขาด้วยท่าทีที่เคารพ!
ชายชราจิบชาอีกอึกหนึ่งจากแก้วชาดินเหนียวแล้วพูดอย่างสบายอารมณ์ “เอี้ยนเอ๋อ จากที่เจ้าว่ามาฉิงเทียนคนนี้มีกำลังภายในอยู่ในระดับปรมาจารย์อย่างนั้นรึ?”
“ใช่ครับท่านปู่ ถึงแม้จะมีโอกาสเป็นไปได้ต่ำ แต่จากที่ฉิงเทียนว่ามามันเป็นเรื่องง่ายมากสำหรับเขาที่จะฝึกให้ผลไปถึงระดับนั้นได้ครับ!” เมื่อพูดถึงตรงนี้หลิวเอี้ยนก็อดไม่ได้ที่จะแสดงสีหน้าแปลกๆขึ้นมาบนใบหน้าของเขา เมื่อคิดถึงเรื่องในคืนนั้นแล้วที่เขาถูกฉิงเทียนอัดนั้นทำให้เขาอับอายนัก
เขานั้นเป็นผู้ที่มีพรสวรรค์มากที่สุดในบรรดาคนของตระกูลหลิวรุ่นเยาว์ และเขาเองก็เป็นเจ้าหน้าที่ระดับ C ของสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติ แต่กลับถูกอัดจนสะบักสะบอมเช่นนั้น
“เขาพูดเช่นนั้นจริงๆรึ?” ชายชราคนนั้นถามและคิ้วขมวด
หลิวเอี้ยนผงกหัวด้วยสีหน้าที่จริงจังและพูดอย่างไม่พอใจ “กำลังภายในของผมนั้นราวกับเป็นเด็กไปเลยเมื่ออยู่ต่อหน้าเขา ผมนั้นไม่สามารถที่จะตอบโต้อะไรเขาได้เลยครับ”
แต่ด้วยแวดล้อมเช่นนั้นก็ได้ทำให้เขาหยิ่งผยองและดื้อรั้น บางทีก็ไม่ใช่เรื่องแย่อะไรที่เขาถูกอัดเช่นนี้
แต่จะปล่อยให้เขาสูญเสียความมั่นใจไปก็ไม่ดี ในฐานะอัจฉริยะของตระกูลหลิวแล้ว เขานั้นจะต้องหยิ่งผยองเข้าไว้ แล้วชายชราก็ได้กล่าวต่อ “เอี้ยนเอ๋อเจ้าอย่าได้ผิดหวังไปเลย จริงๆแล้วถ้าเจ้าพยายามอย่างหนักเข้าไว้ อีกไม่นานหัวหน้าของสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติจะต้องมาทาบทามเจ้าอย่างแน่นอน”
“หัวหน้าของสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติจะมาทาบทามผมอย่างนั้นเหรอครับ? ท่านปู่ทราบได้อย่างไรครับ?” หลิวเอี้ยนถามด้วยสีหน้าที่ประหลาดใจ ถึงแม้ว่าเขานั้นจะไม่ได้อยู่ในตำแหน่งที่ต่ำที่สุดในสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติ แต่เขากลับไม่รู้เลยว่าหัวหน้านั้นจะมาทาบทามเขา แล้วคุณปู่รู้ได้อย่างไร?
แล้วชายชราก็ได้หัวเราะอย่างอธิบายไม่ได้ “ข้าไม่บอกหรอก, ข้าไม่บอก”
“แล้วเจ้าไม่พบอะไรที่น่าสนใจอื่นๆของฉิงเทียนบ้างเลยเหรอ?” ชายชราเปลี่ยนเรื่องคุยแล้วถามขึ้นมา
หลิวเอี้ยนมองไปที่คุณปู่ของเขาที่ไม่พูดอะไรเรื่องนี้ต่อจึงช่วยไม่ได้และคิดเกี่ยวกับคำถามของเขาแทน
“มีครับ มีอยู่จุดหนึ่งที่ผมว่ามันแปลกๆ การเสียชีวิตของพ่อแม่ฉิงเทียนนั้นเหมือนจะมีคนจากสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติได้ไปที่นั่นด้วย แต่ด้วยตำแหน่งของผมที่ต่ำเกินไปผมจึงไม่มีอำนาจมากพอที่จะตรวจสอบข้อมูลตรงนี้โดยละเอียดได้ครับ” หลิวเอี้ยนคิ้วขมวดแล้วพูดขึ้น ถ้าไม่ใช่เพราะคุณปู่ของเขาถามเรื่องนี้ขึ้นมา เขาเองก็คงจะลืมไปแล้ว ซึ่งมันแปลกที่ว่าพ่อแม่ฉิงเทียนนั้นก็เป็นแค่คนธรรมดา แล้วทำไมการเสียชีวิตของทั้งคู่ถึงได้เป็นที่สนใจของสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติไปได้? หรือเป็นไปได้ว่าจริงๆแล้วพ่อแม่ฉิงเทียนนั้นจะไม่ใช่คนธรรมดา!
“แต่จะว่าไป มีอีกจุดที่น่าสงสัยคือสำนักงานความมั่นคงแห่งชาตินั้นได้พูดถึงชื่อของตระกูลเฉินที่อยู่ในเซี่ยงไฮ้เอาไว้ และในตอนที่ผมได้รับน้องตันนั้น ผมก็ไปเจอสุนัขรับใช้ของตระกูลเฉินด้วยและพบว่าเขานั้นมีปัญหากับฉิงเทียน และยังคิดจะทำร้ายน้องตันอีกต่างหาก” หลิวเอี้ยนพูดอย่างเกรี้ยวกราด
เมื่อได้ยินเช่นนี้ชายชราก็ได้ตอบกลับไป “หึ คราวหน้าที่ข้าไปที่นั่นข้าจะสั่งสอนเขาเอง ให้รู้ว่ามีคนที่เขาไม่ควรยุ่งอยู่ด้วย”
“เข้าใจแล้วครับท่านปู่!” หลิวเอี้ยนรีบตอบ คุณปู่ของเขานั้นเป็นคนที่รักครอบครัวมากที่สุด
แล้วน้ำเสียงของคุณปู่ของเขาก็ได้เปลี่ยนไปแล้วถาม “แล้วลุงสามของเจ้า ได้กลับมาบ้านรึยัง?”
“ครับ ผมได้พาตัวพวกเขากลับมาแล้วครับ และตอนนี้ก็กำลังรอพบคุณปู่อยู่ที่ห้องรับรองครับ” หลิวเอี้ยนพูดด้วยน้ำเสียงที่เคารพ ถึงแม้ว่าคุณปู่นั้นจะเป็นคนรักครอบครัว แต่เขาก็ไม่เคยใจอ่อนให้กับคนที่ไม่เชื่อฟังเขา ซึ่งลุงสามของเขานั้นก็เป็นตัวอย่าง
อีกทางด้านหนึ่งนั้น ฉิงเทียนและฉิงหยูได้กลับมาถึงที่บ้านของพวกเขาแล้ว ที่บ้านตระกูลจูนั้น ฉิงเทียนได้พบว่าเซียะเกาเทียนนั้นจะต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับการตายของพ่อแม่พวกเขาเป็นแน่ และเขาก็ได้สัญญาว่าเขาจะไม่ทำให้จูไห่ต้องโดนไล่ออกแน่

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ร้านค้าจากแดนสวรรค์ (仙界淘宝) ข้ามได้รีรันเฉยๆของเก่าหาย