บทที่ 400
ชัยชนะ
“ช่างยอดเยี่ยมอะไรเช่นนี้ สำนักซูซานโดนเล่นงาน ฮ่าๆ ช่างเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดที่ข้าเคยเห็นมากเลย”
แน่นอนว่ามีเหล่าสำนักเล็กๆมากมายที่เคยถูกสำนักซูซานเล่นงาน และต่างก็แอบดีใจที่เห็นสำนักซูซานโดนเล่นงานเช่นนี้
สำนักซูซานนั้นชอบใช้อำนาจในโลกผู้บำเพ็ญเพียรมาโดยตลอด พวกเขานั้นไม่เพียงแต่ทรงพลังในหน้าฉากเท่านั้น แต่ยังทรงพลังในหลังฉากด้วย มีผู้คนจำนวนนับไม่ถ้วนที่ต้องตกเป็นเหยื่อด้วยน้ำมือของพวกเขา ในวันนี้พวกเขาได้เห็นเหล่าศิษย์ของสำนักซูซานที่เคยเล่นงานพวกเขาโดนเล่นงานเสียบ้าง ทำให้ต่างก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมา มีบางคนที่คิดอยากจะไปบนเวทีแล้วเตะหลินฝานสักทีด้วยซ้ำ
“แล้วคุณจะยอมแพ้รึยังล่ะ? เนี่ยเหรอศิษย์ของสำนักซูซาน บอบบางอย่างกับนุ่นแหนะ” ฉิงหยูด้วยสีหน้าเยาะเย้ยเล็กน้อย และที่มุมปากของเขาก็ได้ยกขึ้นมาเมื่อได้พูดเยาะเย้ยพวกเขา
“แกว่าอะไรนะ?” หลินฝานพูดอย่างชิงชังฉิงหยู แต่ก็ไม่กล้าที่จะทำอะไร ด้วยแขนที่ถูกตัดออกไปข้างความแข็งแกร่งของเขาก็ได้ตกลงไปถึง 1 ใน 3 ในเวลานี้เขาไม่ใช่คู่มือของเขาด้วยซ้ำ
แต่เขาก็ไม่กล้าที่จะพูดยอมแพ้ออกไป เพราะในเวลานี้ทั่วทั้งสนามกำลังมองดูเขาอยู่ ถ้าเกิดเขายอมแพ้คนที่จะต้องเสียจะไม่ใช่แค่เพียงตัวเขาแต่เป็นของทั้งสำนักซูซาน เขาจึงไม่กล้าที่จะพูดยอมแพ้แล้วหันไปมองที่เซวียนหยวนหูที่อยู่บนเวทีจากไกลๆ
“ฮะๆ คุณนี่ช่างใจแข็งจริงๆนะ” ฉิงหยูยกเท้าขึ้นมาแล้วถีบเข้าไปที่หน้าของหลินฝาน ทันใดนั้นเองใบหน้าของหลินฝานก็ได้เต็มไปด้วยเลือดและฟันของเขาก็หักด้วย
“จะทำกันมากเกินไปแล้วนะ!” หลินฝานกัดฟันพูด
“รังแกนายแล้วผิดตรงไหน? ก็ถ้านายไม่บอกยอมแพ้ มันก็จะไม่จบลงแค่หักแขนหรือฟันของนายแน่” ฉิงหยูพูดอย่างเหี้ยมโหด
ฉิงเทียนที่ยืนมองดูอยู่ก็ได้ยิ้มขึ้นมา ในความคิดของเขานั้นสำนักซูซานนั้นมีนิสัยอวดดีมาก แล้วผู้อาวุโสเจี้ยนที่อยู่ตรงเก้าอี้กิตติมศักดิ์ก็ได้พูดขึ้นมาอย่างโมโห “เจ้าหนูนี่มันคิดที่จะฆ่าคนนี่นา”
เมื่อได้ยินที่เขาพูดเช่นนี้ เจ้าสำนักอื่นๆต่างก็พูดต่อว่า ลูกศิษย์ของเจ้าน่ะทำร้ายคนอื่นไม่เคยเห็นพูดอะไร แต่พอลูกศิษย์ของตัวเองจะถูกฆ่ากลับมีท่าทีต่อต้านขึ้นมา
ฉิงหยูจ้องไปที่หลินฝานอย่างเหี้ยมโหดราวกับว่าถ้าหลินฝานยังตอบว่าไม่อีกเขาก็จะโจมตีทันที แล้วกระบี่ในมือของเขาก็ได้ชี้ไปที่หลินฝาน ซึ่งมันทรงพลังยิ่งกว่าคำพูดของเขาเสียอีก
หลินฝานนั้นหน้าซีดมาก และเลือดนั้นก็ได้ค่อยๆไหลออกจากแขนที่ขาดของเขา สีหน้าของเขาบิดเบี้ยวจนน่าถ่ายรูปเก็บเอาไว้ เขาหลินฝานผู้ที่เป็นหนึ่งในเหล่าหัวกะทิของสำนักซูซาน และเป็นที่อิจฉาของคนอื่นๆเพราะได้เข้าไปในสุสานกระบี่เพื่อไปรับกระบี่วิเศษมาแล้ว
แต่ทว่าน่าเศร้าที่ศึกแรกของเขาบนเวทีประลองในครั้งนี้ก็ได้จบลง ที่เขาแขนขาดเสียแล้วตั้งแต่ศึกแรกเสียแล้ว
เพราะการที่เขาดูถูกฉิงหยู จึงได้ถูกฉิงหยูตัดแขนซึ่งเป็นดูถูกเขาอย่างมาก ในเวลานี้ร่างกายของเขาสั่นเทิ้มโดยเฉพาะตอนที่เขามองไปที่สีหน้าที่ดูภูมิใจของฉิงหยูแล้ว ทำให้เขาแค้นอย่างมากแต่ทว่าเขาก็รู้ดีว่าเขานั้นไม่ใช่คู่มือของฉิงหยู
“ขอยอมแพ้!” หลินฝานที่ฝืนอยู่นานก็ได้ประกาศยอมแพ้ออกมา หลังจากที่หลินฝานพูดออกมา กรรมการก็ได้ประกาศ “หยิงหยูคือผู้ชนะ!”
หยิงหยูคือชื่อปลอมที่ฉิงหยูใช้ในการสมัครเข้าแข่ง
ฉิงหยูนั้นไม่สนใจพวกลูกศิษย์ของสำนักซูซานที่คิดอยากจะฆ่าเขา และรีบเดินไปหาฉิงเทียนแล้วกล่าว “ผมจะคอยดูการต่อสู้ของพี่นะครับ!”
“ไม่มีปัญหา คอยดูได้เลย พี่ชายคนนี้จะเข้ารอบให้ดู” ฉิงเทียนพูดอย่างมั่นใจ
หลังจากที่ฉิงเทียนพูดจบ เขาก็ได้ยินเสียงของเซวียนหยวนหูจากสำนักซูซานพูดอย่างโมโห “คิดเหรอว่าแกจะมีโอกาสได้เข้ารอบน่ะ?” หลังจากที่พูดจบเขาก็ได้เดินออกมาด้านหน้า
การประลองเมื่อสักครู่นี้ผู้คนต่างก็สนใจอย่างมาก ซึ่งผลของการต่อสู้นั้นได้ทำให้ผู้คนต่างก็พากันตกใจ ที่ศิษย์ของสำนักซูซานที่อยู่ในระดับเฟิงเฉินแต่กลับถูกตัดแขนขวาออกไปด้วยกระบี่ของคนระดับหยวนยิง
ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ชื่อของหลินฝานนั้นจะถูกจดจำในฐานะผู้ที่เป็นหินเหยียบให้ฉิงหยูผู้มาจากภายนอกโลกผู้บำเพ็ญเพียร ในขณะที่ทุกคนจะจดจำชื่อหยิงหยู ชื่อเสียงของเขาได้แพร่สะพัดไปทั่วทั้งสนามประลอง
หลินฝานนั้นคือผู้ที่มีอนาคตมากที่สุดคนหนึ่งในสำนักซูซาน แต่เขาที่เพิ่งผ่านรอบคัดเลือกมาได้ก็กลับพ่ายแพ้เสียแล้ว และซ้ำร้ายที่สุดเลยถูกตัดแขนขาดออกไปด้วย ซึ่งเหมือนแดกดันยิ่งขึ้นไปอีกเพราะก่อนแข่งเขาพูดเอาไว้มากแท้ๆ
เหล่าคนจากสำนักซูซานต่างก็คิดหนักในเรื่องนี้ เมื่อเขาเห็นคนที่อยู่แค่ในระดับหยวนยิงกลับสามารถจัดการคนในระดับเฟิงเฉินจากสำนักของพวกเขาได้ด้วยเวลาไม่นาน ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นการหักหน้าสำนักซูซานของพวกเขาอย่างมาก
“ไปกันเถอะ ไปดูคนอื่นต่อสู้ที่เวทีประลองกันบ้างดีกว่า” ฉิงเทียนเสนอ
การต่อสู้ของอีก 20 คนยังคงเริ่มดำเนินอยู่และกว่าจะเสร็จสิ้นก็ใช้เวลาอีกพักใหญ่ๆ และเพราะฉิงหยูนั้นสู้เสร็จก่อนใครเขาจึงได้มีเวลาพักนานมากกว่าจะถึงรอบถัดไปของเขา ส่วนฉิงเทียนนั้นยังไม่ถึงรอบ ทั้งคู่จึงได้พอมีเวลาชมการต่อสู้ของคนอื่นๆ
จากกฎของการประลองยุทธ์ในครั้งนี้ อันดับนั้นถูกตัดสินโดยการจับฉลาก ซึ่งในการแข่งรอบแรกนั้นจะแบ่งออกเป็นรอบละ 20 คน และคัดคนเหลือ 100 คนที่เขารอบ แล้วจากนั้นในรอบที่สองก็จะคัดคนให้เหลือแค่ 50 คน และรอบที่ 3 ถึงจะคัดคนจนเหลือแค่ 10 อันดับแรก และรอบสุดท้ายถึงจะหายอดฝีมือ 3 อันดับ
ดังนั้นฉิงหยูจึงได้เข้าไปสู่รอบ 100 คนแล้ว
ที่เวทีประลองอื่นๆ เหล่าศิษย์หัวกะทิจากสำนักต่างๆก็ได้โชว์ความสามารถของตัวเอง และวิชากระบี่ของสำนักซูซานที่สุดภาคภูมิใจและชุดที่ขาวดุจหิมะ ซึ่งกระบี่ยังไม่ทันชักออกจากฝักคู่ต่อสู้ก็ยอมแพ้แล้ว และเซวียนหยวนหูก็ได้ผ่านเข้ารอบอย่างง่ายได้ ตามมาด้วยพระฝ่าจิ้งจากสำนักฝอซาน, ไป่โช่วจากสำนักร้อยสัตว์ป่า, เหลียนเจวี๋ยจากสำนักโอสถ, ว่านฮัวจากสำนักหมื่นบุปผาซึ่งต่างก็ผ่านเข้ารอบอย่างง่ายดาย
ซึ่งพวกเขานั้นยังไม่พบคู่ต่อสู้ที่ทัดเทียบกับพวกเขาเลย พวกเขาจึงต่างก็ยังได้เก็บซ่อนพลังของตัวเองเอาไว้ พวกเขายังไม่อาจเผยฝีมือของตัวเองจริงๆให้คนอื่นเห็นได้
อย่างไรก็ดีก็ยังมีม้ามืดอย่างฉิงหยูซึ่งจบการต่อสู้รอบแรกอย่างรวดเร็วมาก ซึ่งสามารถจัดการคนจากสำนักซูซานที่อยู่ในระดับเฟิงเฉินได้ ซึ่งผู้บำเพ็ญเพียรคนนั้นไม่ได้มีดีเพียงแค่ฝีมือแน่แต่ยังจะต้องมีสิ่งของอีกด้วย ซึ่งลูกศิษย์จากสำนักเล็กๆที่ไหนกันที่มีสิ่งของต่างๆสู้กับลูกศิษย์จากสำนักใหญ่ๆได้
หลังจากที่ผ่านรอบแรกไป ผู้คนจึงต่างก็เข้าใจว่าในการต่อสู้กันทั้ง 20 คู่เมื่อสักครู่นั้น ที่แข็งแกร่งที่สุดคือเวทีประลองแรก และที่อ่อนแอที่สุดคือสนามประลองที่ฉิงหยูอยู่
ถึงแม้ว่าจะอ่อนแอกว่าของกลุ่มอื่นๆ แต่การปะทะกันก็ดุเดือดมาก เพราะมีแต่คนจากสำนักใหญ่ไม่เยอะ ส่วนใหญ่จะมาจากสำนักเล็กๆไม่ก็เป็นผู้บำเพ็ญเพียรพเนจร
ซึ่งสิ่งที่ฉิงเทียนและคนอื่นๆต่างก็ไม่คาดคิดที่สุดคือเตาไป่จากสำนักดาบสวรรค์นั้นก็สามารถผ่านเข้ารอบ 100 คนได้เหมือนกัน และคนคนนี้ก็จะเป็นคู่ต่อสู้ของฉิงหยูในรอบถัดไปด้วย ถึงแม้ว่าคนคนนี้จะชอบรังแกผู้อื่นและกลัวความยากลำบาก แต่วิชาดาบมือเดียวของเขาก็เรียกได้ว่าสุดยอดและน่ากลัวมากอยู่
ส่วนหยูชูซินที่ฉิงหยูเป็นห่วงนั้นก็สามารถผ่านเข้ามายังรอบ 100 คนได้เช่นกัน อย่างไรเสียเธอนั้นก็อยู่ในระดับเฟิงเฉินแล้วจึงสามารถเข้ารอบ 100 คนอย่างง่ายดาย
“เสี่ยวซิน ผมจะต้องช่วยคุณให้ได้อย่างแน่นอน” ฉิงหยูแอบพูดในใจของเขา
อีกทางด้านหนึ่ง หลังจากที่อยู่สักพักใหญ่ ในที่สุดก็ถึงรอบของฉิงเทียนเสียที ซึ่งเป็นผู้บำเพ็ญเพียรในระดับหยวนยิงขั้นปลายที่มาเป็นคู่ต่อสู้ของฉิงเทียน ถึงแม้ว่าพลังวัตรของเขานั้นจะกล้าแข็งมาก แต่ก็มีคนไม่มากนักที่จะเป็นหยวนยิงอย่างฉิงหยูที่สามารถเอาชนะเฟิงเฉินได้ ดังนั้นฉิงเทียนจึงได้ใช้พลังไม่มากในการทำให้คู่ต่อสู้ยอมแพ้ทันที ซึ่งเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้เพราะความสามารถของทั้งสองคนนั้นห่างกันมากเกินไป

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ร้านค้าจากแดนสวรรค์ (仙界淘宝) ข้ามได้รีรันเฉยๆของเก่าหาย