บทที่ 401 ผ่านเข้ารอบ
จำนวนคนที่ได้เข้ารอบที่สองนี้เหลือเพียง 100 คนแล้ว และจำนวนเวทีในสนามประลองก็ลดลงจาก 20 เวทีเหลือเพียง 5 เวทีเช่นกัน แล้วแบ่งออกเป็น 20 คนต่อกลุ่ม แล้วจะคัดเอาเหลือแค่ 2 คนในแต่ละกลุ่มเพื่อไปแข่งต่อในรอบ 10 คนสุดท้าย
ในรอบนี้ฉิงเทียนอยู่ที่เวทีแรก ส่วนฉิงหยูนั้นอยู่ที่เวทีสอง
เหล่าผู้ที่เข้ารอบ 100 คนมานั้นล้วนต่างก็เป็นยอดฝีมือในโลกผู้บำเพ็ญเพียร ซึ่งพวกเขาต่างก็มีพลังวัตรไม่น้อยกว่าระดับหยวนยิง
อย่างฉิงเทียนที่ได้เข้ามาอยู่กลุ่มแรก และเซวียนหยวนหูจากสำนักซูซาน และพระฝ่าจิ้งจากสำนักฝอซานก็อยู่ในกลุ่มแรกด้วย ส่วนไป่โช่วจากสำนักร้อยสัตว์ป่านั้นอยู่กลุ่มสอง ในขณะที่เลี่ยนเจวี่ยจากสำนักโอสถและนางฟ้าฮัวฮุ่ยจากสำนักหมื่นบุปผาอยู่กลุ่มที่สาม, เจี้ยนอ้าวอยู่กลุ่มที่สี่ และหยูชูซินกับหลินเยว่จากสำนักคุนหลุนอยู่กลุ่มที่ 5
“คู่แรกจะเป็นการพบกันระหว่างหยิงเทียนกับเตาไป่ครับ”
เตาไป่หน้าถึงกับเปลี่ยนสีและสีหน้าแย่มาก ทำไมถึงเป็นแบบนี้ไปได้ เตาไป่รู้สึกยุ่งยากใจขึ้นมา ที่เขามาได้ไกลถึงขนาดนี้ก็เพราะอาศัยพลังวัตรของเขา เขาคิดว่าจะได้เจอกับฉิงเทียนในรอบๆหลังคงจะดี แต่กลับกลายเป็นว่าเขาต้องสู้กับฉิงเทียนตั้งแต่รอบสองเลย
ในตอนที่อยู่ที่ทะเลสาบเทียนฉีนั้น เขาก็ไม่ได้ไว้หน้าทั้งสองคนนี้เอาไว้เสียด้วย ในเวลานี้เตาไป่รู้สึกผิดขึ้นมา ใครจะไปคิดว่าผู้บำเพ็ญเพียรที่อยู่ในระดับหยวนยิงจะทรงพลังขนาดนี้ เตาไป่บ่นในใจ ซึ่งหากเทียบกับคนที่ฉิงเทียนสู้ด้วยเมื่อสักครู่แล้ว เตาไป่เองก็ยังไม่มั่นใจว่าจะเอาชนะได้
“เฮ้อ หวังว่าเขาจะไม่โรคจิตเหมือนกับน้องชายของเขาล่ะนะ” เตาไป่พูดในใจแล้วเดินช้าๆไปยังสนามประลองแรก สายตาของผู้คนต่างก็พากันจับจ้องไปที่เวทีแรก เตาไป่ผู้ซึ่งที่ยืนอยู่บนเวทีนั้นก็ได้มองไปที่ฉิงเทียนด้วยสีหน้าที่จริงจัง ถึงแม้ว่าเขานั้นจะอยู่ในระดับเฟิงเฉิน แต่คนที่อยู่ตรงหน้าเขาก็ระดับเฟิงเฉินเช่นเดียวกัน โดยปราศจากซึ่งความลังเลเตาไป่ก็ได้หยิบดาบขนาดใหญ่เอาไว้ในมือ
ดาบเล่มนี้ยาวถึง 9 ฟุต โลหะสีดำของตัวดาบนั้นสะท้อนแสงออกมายามที่ต้องกับแสงอาทิตย์ ดาบเล่มนี้ฉายแสงเย็นๆออกมา
“ขอความกรุณาด้วย” เตาไป่พูดอย่างนอบน้อม เขาถือดาบเล่มใหญ่และทำท่าคารวะให้ฉิงเทียน
“ขอความกรุณาด้วยเช่นกัน” ฉิงเทียนก็ทำท่าคารวะตอบ และกระบี่ก็ได้ปรากฏอยู่ในมือของเขา กระบี่เล่มนี้ไม่ใช่กระบี่อัสนีสวรรค์ เพราะฉิงเทียนนั้นได้ใช้กระบี่อัสนีสวรรค์ไล่ฆ่าคนจากสำนักโอสถไปแล้ว กระบี่ที่ฉิงเทียนใช้เวลานี้จะเป็นกระบี่วิญญาณ
ฉิงเทียนมองไปที่ดาบเล่มใหญ่ของเตาไป่แล้ว ก็รู้ได้ทันทีว่าเตาไป่นั้นต้องเชี่ยวชาญทั้งในด้านรุกและรับ ดังนั้นเขาน่าจะเน้นตั้งรับแล้วสวนกลับด้วยวิชาดาบที่ทรงพลังแน่
ในเวลานี้ผู้คนต่างก็มองดูฉิงเทียนอย่างสงสัย แม้แต่เจ้าสำนักใหญ่ทั้งหกที่นั่งอยู่ที่ที่นังกิตติมศักดิ์ก็ยังมองไปที่เวทีนั้น
“เจ้าหนูที่ชื่อหยิงเทียนนั่นพลังวัตรน่าจะอยู่ในระดับเฟิงเฉินแล้ว และศิษย์จากสำนักดาบสวรรค์เองก็น่าจะอยู่ในระดับเฟิงเฉินเช่นกัน อีกทั้งยังวิชาดาบของสำนักดาบสวรรค์นั้นก็ทรงพลังมาโดยตลอด ข้าไม่รู้เลยว่าทั้งสองคนนี้ใครจะชนะ พวกท่านคิดเห็นเช่นไร?” เจ้าสำนักคุนหลุนปรมาจารย์ช่างซวีกล่าวถามขึ้นมา
“ฮิๆ ข้าคิดว่าเจ้าหนุ่มที่ชื่อหยิงเทียนนั้นน่าจะมีโอกาสชนะมากกว่าหากดูจากพลังวิญญาณของเขาที่ดูเข้มข้นและลึกลับนั่นแล้ว” นางฟ้าไป่ฮัวกล่าว
หลังจากที่นางฟ้าไป่ฮัวพูดจบ เถียนฮั่นจากสำนักร้อยสัตว์ป่าก็ได้พูดด้วยเสียงอันดัง “ข้าคิดว่าชายจากสำนักดาบสวรรค์น่าจะเป็นฝ่ายชนะมากกว่า ข้าได้ยินมาว่าเตาไป่ผู้นี้เป็นถึงหัวกะทิของสำนักดาบสวรรค์ และวิชาดาบมือเดียวของเขานั้นก็เป็นเลิศมาก”
“ฮิๆ ถ้าเช่นนั้นทุกคนก็คอยดูก็แล้วกัน”
แล้วเหล่าคนใหญ่คนโตในโลกผู้บำเพ็ญเพียรต่างก็มองไปที่ฉิงเทียนและคู่ต่อสู้ของเขาบนเวทีกันอย่างใจจดใจจ่อ พวกเขาต่างก็อยากที่จะรู้รูปแบบการต่อสู้ของฉิงเทียนจากการต่อสู้ของเขา
อย่างไรก็ดีพวกเขาต่างก็ไม่อยากจะเชื่อว่าผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรที่ปราศจากใบอนุญาตนั้นจะมีความสามารถสอนลูกศิษย์ให้เก่งกาจเช่นนี้ได้
แล้วเตาไป่ก็ได้เริ่มขยับ ถึงแม้ว่าวิชาของเขานั้นจะไม่ทำให้เขาว่องไวขึ้น แต่ความเร็วของเขาก็ยังว่องไวมากอยู่ดี แต่ไม่ว่าเขาจะว่องไวมากเพียงใดเขายังเขาไม่เร็วเท่าวิชาของฉิงเทียน เมื่อเห็นว่าฉิงเทียนนั้นเร็วกว่า ในตอนนั้นเองที่ดาบในมือเขาก็ได้ฟาดลงกับพื้น ซึ่งได้บรรจุพลังคุกคามที่น่ากลัวเอาไว้ พลังวิญญาณในตัวของเตาไป่ได้ระเบิดออกมา
ทั่วทั้งบริเวณนั้นเต็มไปด้วยเสียงอื้ออึง สายตาของเตาไป่นั่นหรี่เล็กลงและไม่คิดที่จะเปิดเผยจุดอ่อนของเขาให้รู้ และดาบในมือของเขาก็ได้กระหน่ำฟาดฟันอย่างบ้าคลั่ง
“ตูม!” เสียงที่น่ากลัวดังขึ้นมาเมื่อทั้งสองปะทะกัน และพลังวิญญาณที่ถูกปล่อยออกมานั้นก็ดูเหมือนที่จะก่อพายุขึ้นมา ตาของคู่ต่างก็จับจ้องไปที่คู่ต่อสู้ของตัวเอง เตาไป่ก็รู้สึกได้ถึงแสงที่ส่องออกมายังตาทั้งสองข้างของเขา เมื่อเห็นแสงนี้เตาไป่ก็รู้สึกสั่นกลัวขึ้นมาในใจ ด้วยสีหน้าที่มั่นใจของฉิงเทียนรวมกับท่าทางยืนที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังของฉิงเทียน
“นี่มันอะไรกัน?” เตาไป่รู้สึกได้ว่าตัวเขานั้นเริ่มกลัวขึ้นมาในใจ นี่เขาเป็นอะไรไป?
แต่ทว่าเขาก็พบว่ากระบี่ในมือของฉิงเทียนนั้นเหมือนกับงูที่ชาญฉลาด ผสานเข้ากับภาพติดตากำลังกระหน่ำฟาดฟันมาที่เตาไป่
ในชั่วขณะนั้นเองที่วิชาดาบของเตาไป่นั้นก็ได้เริ่มยุ่งเหยิงขึ้นมา และเขาทำได้แค่ใช้ดาบใหญ่ของเขาปัดป้องเท่านั้น “แก๊งๆๆ……” เป็นการรุกอย่างต่อเรื่องที่ฟาดฟันคู่ต่อสู้อย่างบ้าคลั่งซึ่งทำให้ผู้ที่ดูอยู่ต่างก็พากันตกใจ ว่าทำไมจู่ๆการต่อสู้นี้ก็ได้ดุเดือดเช่นนี้?
เตาไป่นั้นไม่สามารถปัดป้องการโจมตีของฉิงเทียนได้ตลอด ในชั่วขณะนี้ความเร็วในการรุกของฉิงเทียนนั้นรวดเร็วเสียจนเขาต้องตกใจ หลังจากที่เตาไป่สูญเสียโอกาสรุกก่อนไปแล้ว เขาก็ไม่สามารถพลิกกลับมารุกได้อีกเลย ไม่ว่าจะความเร็วในการโจมตีหรือความเร็วในการเคลื่อนไหว เขานั้นไม่อาจสู้ฉิงเทียนได้เลย ด้วยความแข็งแกร่งของเขาที่มีก็ไม่เพียงพอที่จะพลิกสถานการณ์นี้กลับมาได้ ทำให้เขาต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่น่าอายสุดๆเช่นนี้
ฉิงหยูเองก็ได้พูดขึ้นมา “อย่างที่คิด สมกับที่เป็นพี่จริงๆ สุดยอดมาก”
เดิมทีคนจากสำนักดาบสวรรค์นั้นต่างก็เชื่อว่าเตาไป่นั้นจะสามารถเข้ารอบ 10 คนสุดท้ายได้ เพราะเตาไป่นั้นบอกว่าตัวเขาเองนั้นแข็งแกร่งพอที่จะติดอันดับ 1 ใน 10 และความแข็งแกร่งของเตาไป่เองก็ไม่ธรรมดาเสียด้วย แต่เมื่อเผชิญหน้ากับฉิงเทียนแล้ว พวกเขากลับพบว่าไม่อาจสู้กับฉิงเทียนได้เลย ไม่แม้แต่จะได้เห็นความสามารถในการต่อสู้ที่แท้จริงของฉิงเทียนด้วยซ้ำ
ในการต่อสู้ครั้งนี้ สิ่งที่ทุกคนต่างก็เห็นคือความสามารถซ่อนเร้นของเขาในการต่อสู้ นั่นคือความสามารถในการคุมเชิงและมองหาโอกาสอย่างสมบูรณ์แบบ
ถึงแม้ว่าจะดูเหมือนกับว่าการต่อสู้ครั้งนี้จะดูธรรมดาๆ นั่นก็เพราะว่าฉิงเทียนนั้นใช้แค่ทักษะธรรมดา การต่อสู้ครั้งหน้าก็น่าจะตื่นเต้นมากกว่านี้แน่ บางทีอาจจะเป็นการดวลกันอย่างดุเดือดเลยก็ได้
ดูเหมือนว่ากรรมการในแต่ละเวทีเองต่างก็เฝ้ามองดูการต่อสู้อันแสนดุเดือดตั้งแต่ต้นจนจบ และมีผู้เข้าแข่งขันบางคนที่พบการต่อสู้ที่ยากลำบากสุดๆอยู่
อย่างไรก็ตามเหล่าศิษย์หัวกะทิอย่างเจี้ยนอ้าว, เซวียนหยวนหู, หลิงเยว่และคนอื่นๆ ต่างก็ใช้ความสามารถของพวกเขาเข้าถล่มคู่ต่อสู้เอาชนะอย่างท่วมท้นเพื่อเข้าไปยังรอบถัดไป
แต่สิ่งที่ทำให้ฉิงเทียนตกใจที่สุดคือหยูชูซินนั้นสามารถเอาชนะคนระดับเฟิงเฉินด้วยเช่นกัน
โดยเฉพาะกระบี่ในมือของเธอนั้นทรงพลังแบบสุดๆ ทำให้คนระดับเฟิงเฉินคนนั้นไม่อาจต่อต้านได้เลย
“กระบี่เล่มนั้นจะต้องเป็นอาวุธเซียนแน่ๆ ไม่นึกเลยว่าจะมีกระบี่เช่นนั้นอยู่ในโลกผู้บำเพ็ญเพียรได้ ดูเหมือนว่าหยูชูซินนั้นจะมีสถานะที่สูงมากในสำนักซูซานแน่ๆ” ไป๋กงหยางพูดอย่างตกใจ
“อะไรนะ กระบี่เซียน?” ฉิงหยูพูดอย่างตกใจ และมองไปที่หยูชูซินที่อยู่บนเวทีที่ถือกระบี่เซียนไว้ในมือ ฉิงหยูนั้นไม่รู้เลยว่าเธอนั้นกำลังคิดอะไรอยู่
“ไม่เป็นไร พวกเราจะต้องช่วยเธอและทำให้เธอฟื้นความทรงจำกลับมาได้แน่ๆ” ฉิงเทียนตบไหล่ของฉิงหยูและปลอบเขา
คู่ต่อสู้ของฉิงหยูเองก็อยู่ในระดับเฟิงเฉิน ซึ่งเขาได้ทำการเฝ้าดูการต่อสู้ของฉิงหยูด้วย เขาจึงรู้ว่าฉิงหยูนั้นรวดเร็วมากเขาจึงได้อาศัยการตั้งรับเป็นหลัก
แต่ทว่าเขานั้นประมาทฉิงหยูเกินไป สำหรับคนในระดับเฟิงเฉินอย่างเขาคิดว่าฉิงหยูจะต้องพ่ายแพ้ต่อพลังของเขาแน่ เขาจึงได้คิดที่จะตั้งรับเพื่อให้พลังของฉิงหยูหมดไปแล้วจึงสวนกลับไปด้วยพลังวิญญาณในระดับเฟิงเฉินของเขา แต่ทว่าวิชาของฉิงหยูนั้นเป็นวิชาของเซียน ท้ายที่สุดชายคนนั้นก็ได้พ่ายแพ้ให้กับฉิงหยู
หลังจากที่การต่อสู้จบลง ในเวลานี้ฉิงเทียนและฉิงหยูนั้นยังไม่ได้เจอกับอุปสรรคใหญ่ๆเลยและผ่านเข้ารอบมาได้อย่างง่ายดาย จนได้ผู้เข้าแข่งขัน 5 คนจากในทั้ง 5 เวทีของแต่ละรอบ และในท้ายที่สุดทั้ง 5 คนนั้นก็จะต้องสู้กันเพื่อให้เหลือแค่สองคนเพื่อเข้าไปยังรอบ 10 คนสุดท้ายของการประลองยุทธ์
แต่ทว่าการแข่งขันรอบถัดไปนั้นจะจัดขึ้นในวันพรุ่งนี้ ดังนั้นฉิงเทียนและพรรคพวกจึงได้กลับไปพักที่โรงแรมก่อน ซึ่งในระหว่างทางฉิงเทียนกับฉิงหยูได้รับการชื่นชมมาตลอดทาง อย่างไรเสียพวกเขานั้นก็เป็นม้ามืดของงานประลองในครั้งนี้

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ร้านค้าจากแดนสวรรค์ (仙界淘宝) ข้ามได้รีรันเฉยๆของเก่าหาย