เข้าสู่ระบบผ่าน

ร้านค้าจากแดนสวรรค์ (仙界淘宝) ข้ามได้รีรันเฉยๆของเก่าหาย นิยาย บท 423

บทที่ 423 กระบี่ม่วง

“ฮ่าๆ น้องหยิง ไม่นึกเลยว่าจะได้พบเจ้าที่นี่! ได้ของวิเศษเยอะไหม?” โช่วเหนียนเดินมาหาฉิงเทียนและถามเขาด้วยรอยยิ้ม

คนอื่นๆต่างก็คอยเงี่ยหูฟัง อย่างไรเสียฉิงเทียนก็เป็นถึงผู้ชนะเลิศในงานประลองครั้งนี้ ทุกคนจึงต่างก็อยากรู้ว่าเขาได้ของวิเศษมาเยอะแค่ไหน?”

“ไม่เยอะเท่าไร” ฉิงเทียนตอบด้วยหน้านิ่งๆหลังจากที่เรียกสายฟ้าอัคคีออกมา แล้วก็รีบเปลี่ยนเรื่องทันที “แต่มังกรม่วงตัวนี้น่าจะมีค่าสูงยิ่งกว่าของวิเศษอันไหนๆที่พวกเราได้มาแน่ๆ”

จริงๆแล้วฉิงเทียนกับฉิงหยูนั้นได้ของวิเศษมากมายมาจากในสุสานกระบี่แล้ว แต่ด้วยเหตุหนึ่งคือพวกเขามาถึงที่นี่ก่อนคนอื่นๆ และอีกเหตุหนึ่งเป็นเพราะมีช่องโหว่ในเกมนี้อย่างเพ่าฝูอยู่ ทำให้เขาได้ของวิเศษมามากมายขณะที่เดินทางมาถึงที่นี่ ในขณะที่คนอื่นๆต้องอาศัยดวงระหว่างทาง ดังนั้นพวกเขาจึงน่าจะได้ของวิเศษมาเยอะที่สุด

“ฮื่อฮ่า~~~”

ในขณะที่ของวิเศษต่างๆถูกชักเตรียมออกมา หมอกขาวก็ได้จางหายไปจนหมด แล้วลำแสงก็ได้สอดส่องไปทั่วแล้วทั่วทั้งห้องนั้นก็เกิดการสั่นไหว

“ครืน~~~” แล้วมังกรม่วงตัวนั้นก็ได้อ้าปากออกมา ด้วยแรงดูดที่มหาศาล สิ่งของต่างๆในห้องนั้นได้ถูกดูดเข้าไปในปากของมังกรม่วง

แล้วในตอนนั้นเองมังกรม่วงก็ได้ส่องแสงสีม่วงออกมา และรู้สึกได้ถึงไอร้อนแผ่ออกมา

อุณหภูมิในห้องนั้นก็ได้ร้อนขึ้นสูงอย่างมาก ถ้าเกิดมีฝนตกขึ้นมาตอนนี้ น้ำคงได้ระเหยกลายเป็นไอในทันที! ตอนนี้อากาศภายในห้องเหมือนจะได้กลิ่นเนื้อไหม้แล้ว โชคยังดีที่ผู้บำเพ็ญเพียรที่ระดับต่ำที่สุดในเวลานี้ก็เทียบได้กับระดับเฟิงเฉินแล้ว สามารถที่จะต้านทานความร้อนสูงได้อย่างง่ายดาย ตราบเท่าที่พวกเขายังมีพลังวิญญาณเหลือเฟือ

“นั่นมัน….” แต่ละคนต่างก็ใจเต้นรัว แล้วจ้องมองจากไกลๆ โดยเฉพาะเหล่าศิษย์สำนักซูซานต่างก็รู้สึกตื่นเต้นมากในเวลานี้ และกระบี่เขียวในมือของหยูชูซินนั้นจู่ๆก็ส่องแสงขึ้นมา ถ้าหยูชูซินไม่ควบคุมกระบี่เขียวเอาไว้ กระบี่เขียวคงบินไปหามังกรม่วงเป็นแน่แท้

“ฮ่าๆ ในที่สุดก็หาเจอจนได้!” หลังจากนั้นผู้บำเพ็ญเพียรอ้วนก็หัวเราะ และมองไปรอบๆด้วยสายตาที่ระแวดระวังแล้วพูดขู่ “นี่คือสมบัติของสำนักซูซานเรา ไม่ว่าใครก็ห้ามเอาไป”

กลุ่มคนของสำนักซูซานก็ได้พากันล้อมมังกรม่วงเอาไว้ และกันคนอื่นๆไม่ให้เข้าใกล้

“มังกรสีม่วงกับกระบี่สีเขียวอย่างนั้นเหรอ?” หลินเยว่จ้องไปที่มังกรแล้วพูดขึ้นมาอย่างตกใจ

“กระบี่เซียน!” โช่วเหนียนกับเหลียนเจวี่ยในเวลานี้ก็รู้สึกอึดอัดแล้วพวกเขาก็แสดงสีหน้าไม่ดีออกมา

ถ้านี่เป็นกระบี่ม่วงจริง ไม่เพียงแต่จะเป็นกระบี่เซียน แต่ความแข็งแกร่งของสำนักซูซานก็จะเพิ่มขึ้นอย่างมากด้วย และจะส่งผลให้สำนักของพวกเขาถูกกดดันอย่างหนักเช่นกัน

นอกจากหลินเยว่แล้ว ศิษย์สำนักอื่นๆต่างก็มองหน้ากันเองพร้อมกัน แล้วเขาต่างก็เข้าใจความคิดของอีกฝ่ายได้ในทันที: ไม่ว่าอย่างไรก็จะปล่อยให้พวกเขาเอาไปไม่ได้เด็ดขาด

“กระบี่สีม่วงมันจะแข็งแกร่งเกินไปแล้ว” สีหน้าของเซวียนหยวนหูเปลี่ยนไป หลังจากที่มองไปที่เจียนอ้าวกับคนอื่นที่อยู่ใกล้ๆแล้ว เขาก็รู้ว่าแต่ละคนต่างก็พยายามกันอย่างเต็มที่แล้ว

มีของระดับเซียนอยู่เพียงชิ้นเดียวในโลกผู้บำเพ็ญเพียร และของชิ้นนั้นก็อยู่กับสำนักคุนหลุน นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมสำนักคุนหลุนถึงได้เป็นผู้นำของเหล่า 6 สำนักใหญ่เสมอมา

และมังกรตัวนี้ก็เรียกได้ว่าเป็นสมบัติที่ล้ำค่าที่สุดในสุสานกระบี่แห่งนี้ ถ้ามีใครได้มันไปอิทธิพลของสำนักซูซานก็จะทะยานขึ้นฟา บางทีอาจจะทะยานขึ้นไปยังโลกเซียนเลยก็ได้

“พี่ครับ พวกเราควรจะไปแย่งชิงไหมครับ?” ฉิงหยูถามขึ้นมา

ฉิงเทียนกล่าว “น้องอยากจะได้อาวุธเซียนอย่างนั้นเหรอ? เราค่อยชิงมาจากคนอื่นทีหลังก็ได้”

แล้วดวงตาของฉิงหยูก็ส่องแสงออกมา ในขณะที่ทุกคนกำลังง่วนอยู่กับมังกรม่วงที่อยู่ตรงหน้าพวกเขา ไม่มีใครที่จะมาสนใจคนอื่น

ฟิ้ว

แขนของเขาทะยานขึ้นฟ้า แล้วฝ่ามือของเขาก็ได้ยื่นเข้าไปที่ด้านข้างของมังกรม่วง วิชาแขนทองคำด้วยฝ่ามือที่มีขนาดใหญ่ของเขาก็ได้แทงเข้าไปที่มังกรม่วง

“เปรี๊ยะๆๆๆ” แขนทองคำของผู้บำเพ็ญเพียรอ้วนนั้นเป็นวิชาบำเพ็ญเพียรร่างกาย ถึงแม้ว่ามันจะไม่น่ากลัวเหมือนกับวิชาบำเพ็ญเพียรร่างกายของโช่วเหนียน แต่ก็เป็นวิชาอันดับต้นๆเช่นกัน ทั่วทั้งแขนนั้นจะเปรียบได้กับอาวุธวิเศษเลยทีเดียว แต่ทว่าในชั่วขณะที่แขนทองคำของเขายืดออกไปนั้น ก็ได้กลายเป็นเขม่าสีดำทันที!

“อะไรกัน?” ผู้บำเพ็ญเพียรอ้วนถึงกับหน้าถอดสีทันทีและตะโกนออกมา เขาจึงรีบชักแขนกลับมาทันทีและมองดูมือของตัวเองที่ไหม้เกรียม “แขนทองคำของข้าก็ไม่อาจทนความร้อนนี่ได้งั้นเหรอ? ข้าไม่เชื่อหรอก”

เขากัดฟันแน่น

“ลองใหม่!” ผู้บำเพ็ญเพียรอ้วนก็ได้ท่องคาถาทันที แล้วโลหะสีเงินเทาที่มาจากไหนก็ไม่รู้ก็ได้ปรากฏขึ้นมาที่พื้นผิวที่แขนเขา แล้วหลังจากนั้นสักพักแขนของเขาก็ได้ถูกห่อหุ้มด้วยชั้นโลหะสีเงิน

“ลุยล่ะนะ”

ทันใดนั้นแขนของผู้บำเพ็ญเพียรอ้วนก็ได้ทะยานขึ้นไปอีกครั้ง ทั้งแขนของเขาถูกห่อหุ้มด้วยชั้นโลหะสีเงิน แล้วพุ่งเข้าไปหามังกรม่วง แต่ในขณะที่แขนของเขาอยู่ห่างจากมังกรม่วง 2 เมตร มังกรม่วงก็ได้โผล่มาตรงหน้าเขาทันที

มีแสงส่องสว่างวาบขึ้นมา และตาสีฟ้าของมันก็ได้จับจ้องมาที่แขนของเขา ก่อนจะพ่นไฟสีม่วงออกมาคลอกทั้งแขนของผู้บำเพ็ญเพียรอ้วน

“อ๊าก” ผู้บำเพ็ญเพียรอ้วนสะบัดแขนใหญ่ๆของเขาแล้วถอยออกมาทันที อุณหภูมิของไฟนี้สูงมาก และมีกลิ่นของเนื้อย่างโชยออกมา

“ถ้าข้าฝึกวิชาแขนทองคำมามากกว่านี้ ข้าก็คงจะไม่ต้องกลัวไฟจากกระบี่สีม่วงนี้” ผู้บำเพ็ญเพียรอ้วนพูดอย่างกระวนกระวาย เขานั้นมาที่สุสานกระบี่ก็เพื่อที่จะมาเอากระบี่ม่วง แต่ในเวลานี้ดูเหมือนเขาจะทำอะไรไม่ได้แล้ว

ทางด้านของโช่วเหนียน และเหลียนเจี่ยกับคนอื่นๆต่างก็ยืนมองอยู่ห่างๆอย่างกระวนกระวาย พวกเขาต้องการที่จะขัดขวาง แต่พวกเขาก็รู้ว่าพลังของพวกเขานั้นไม่เพียงพออย่างแน่นอน เดิมทีพอเขาได้เห็นแขนทองคำของผู้บำเพ็ญเพียรอ้วนที่พุ่งทะยานคว้ามังกร ซึ่งถ้าเขาจับได้เขาก็คงจะกำจัดมันได้ แต่เมื่อเห็นว่าผู้บำเพ็ญเพียรอ้วนทำไม่สำเร็จ พวกเขาก็ได้รู้สึกโล่งอกขึ้นมา

“ท่านอาจารย์อาให้ผมช่วย” แล้วกระบี่บินก็ได้ถูกปล่อยออกมาจากตัวของเซวียนหยวนหู กระบี่บินระดับวิญญาณสองเล่มได้พุ่งเข้าไปหามังกรม่วงอย่างรวดเร็ว

“ฟิ้ว ฟิ้ว ฟิ้ว”

“ตำนานกระบี่ม่วงเขียวนั้นเป็นของผู้ก่อตั้งสำนักซูซาน ผู้ก่อตั้งสำนักซูซานนักพรตคิ้วยาว ได้รวบรวมเอาพลังของพระอาทิตย์และดวงจันทร์ และพลังของฟ้าดินมา กระบี่ม่วงนั้นได้ดูดซับพลังของพระอาทิตย์เอาไว้ ในขณะที่กระบี่เขียวดูดซับพลังของดวงจันทร์ ตำนานบอกไว้ว่ากระบี่ทั้งสองเล่มนี้ได้ถูกสร้างขึ้นมาให้เป็นอาวุธเซียน และเมื่อกระบี่ม่วงเขียวรวมกันด้วยกันแล้วก็จะทรงพลังยิ่งกว่าอาวุธเซียนทั่วๆไปเสียอีก” โช่วเหนียนถอนหายใจ “สำนักซูซานได้ไปล่ะก็ ข้าคงจะต้องรอให้อีก 5 สำนักใหญ่มาช่วยชีวิตข้าแล้วล่ะ”

ในขณะที่เจี้ยนอ้าวกำลังมองคู่ต่อสู้อย่างตั้งใจอยู่นั้น เขาก็ได้ก้าวเดินออกมา

เขาจะลองดูอีกรอบ เพื่อลองดูว่าเขาจะหาทางป้องกันลูกไฟนั้นได้หรือไม่

“หืม?” ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจนักที่เห็นเจี้ยนอ้าวจะกลับมาลองอีกครั้ง แต่ทว่าพวกเขาเห็นว่าเจี้ยนอ้าวนั้นเข้าใกล้มากขึ้นเรื่อย และในที่สุดเขาก็ได้เดินเข้าไปหามังกรม่วง

ผู้บำเพ็ญเพียรอ้วนรู้สึกตกใจและรีบโบกไม้โบกมือเพื่อห้ามเจี้ยนอ้าว เขาพูดอย่างโกรธ “เจ้าคิดจะทำอะไรน่ะ หลานศิษย์เจี้ยน?”

“ผมจะลองเข้าไปดูน่ะ!” เจี้ยนอ้าวตอบอย่างไม่ใส่ใจ

“เจ้ารู้ไหมว่ามันอันตรายแค่ไหนน่ะ? เจ้าคือคนที่จะเป็นเจ้าสำนักซูซานในอนาคตเลยนะ ข้าไม่อนุญาตให้เจ้าเข้าไปเด็ดขาด” ผู้บำเพ็ญเพียรอ้วนพูดด้วยสีหน้าจริงจังมาก เขานั้นไม่อาจปล่อยให้เจี้ยนอ้าวเข้าไปใกล้ๆแบบนั้นได้ เขานั้นไม่มั่นใจว่าเจี้ยนอ้าวนั้นจะสามารถทนต่อไฟที่พ่นออกมาจากมังกรม่วงได้

“ผมจะเข้าไป!”

“เจ้ามั่นใจแล้วเหรอ?”

“ท่านไม่จำเป็นต้องรู้ และท่านก็ห้ามผมไม่ได้”

เจี้ยนอ้าวพูดจบแล้วเหลือทิ้งไว้แต่ภาพติดตา เขาเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วมากแม้แต่ผู้บำเพ็ญเพียรอ้วนก็ไม่อาจห้ามได้ทัน

“หึหึ เจี้ยนอ้าวนี่ช่างกล้าจริงๆ! ที่อาจหาญเดินเข้าไปแบบนั้น จะไปรนหาที่ตายรึยังไง?” เหลียนเจวี่ยพูดพึมพำอย่างดูถูก และหวังให้ไฟที่พ่นออกมาจากมังกรม่วงนั้นเผาเจี้ยนอ้าวจนตาย ก็จะเท่ากับฆ่านกสองตัวด้วยก้อนหินเพียงก้อนเดียว

ในขณะที่ทุกคนกำลังมองไปที่เจี้ยนอ้าวอยู่นั้น ฉิงเทียนที่อยู่อีกด้านหนึ่งก็ได้พูดขึ้นมา “ลงมือ!”

ฉิงเทียนตะโกน “เปิดออก!” แล้วโลกใบเล็กก็ได้เปิดออกและมีแรงดึงดูดมหาศาลขึ้นมาและดูดหยูชูซินเอาไว้

ทันทีที่หยูชูซินรู้สึกได้ถึงแรงดึงดูดมหาศาล โดยไม่ทันที่เธอจะได้พูดอะไรออกไป เธอก็รู้สึกได้ว่าภาพรอบๆตัวเธอเปลี่ยนไป!

“ที่นี่ที่ไหน? แล้วฝีมือใครกัน?” หยูชูซินยกกระบี่เขียวขึ้นมาในมือของเธอแล้วมองดูรอบๆอย่างระแวดระวัง

“เสี่ยวซิน นี่ผมเองฉิงหยูไง” แล้วฉิงหยูก็ปรากฏตัวตรงหน้าหยูชูซิน

“เจ้า หยิงหยู เจ้ากล้าลักพาตัวข้าเรอะ รีบปล่อยข้าออกไปเดี๋ยวนี้ ไม่อย่างนั้นกระบี่ในมือข้าจะไม่ปรานีเจ้า” หยูชูซินตกใจ ว่าเขาพาเธอมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไรโดยที่เธอไม่รู้ตัว

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ร้านค้าจากแดนสวรรค์ (仙界淘宝) ข้ามได้รีรันเฉยๆของเก่าหาย