บทที่ 432 หัววัวหน้าม้า
อย่างไรก็ตาม ยมทูตหัววัวหน้าม้าเองก็ได้รับคำสั่งมาจากราชายมบาลเมื่อตอนเช้าให้ทั้งสองตนคอยต้อนรับน้องฉิงเทียนที่กำลังจะผ่านประตูผีมา
การที่ทำให้ราชายมบาลต้องออกคำสั่งเช่นนี้มา และราชายมบาลยังเรียกเขาว่าน้องชายอีก ยมทูตหัววัวหน้าม้าจึงได้ไม่กล้าที่จะละเลยคำสั่งนี้ คนคนนี้เป็นถึงน้องชายของราชายมบาลที่เป็นผู้ที่ยิ่งใหญ่ในยมโลก ทั้งสองตนจึงได้มารออยู่ที่ประตูผีตั้งแต่เช้า ด้วยความกลัวไม่อยากที่จะโดนราชายมบาลต่อว่า
แต่ก็ได้ทำอะไรไม่ได้เพราะที่ประตูผีนั้นมีผีที่เข้าออกมากมายเกินไป ดังนั้นยมทูตหัววัวหน้าม้าจึงได้ยืนอยู่ที่ด้านบนของประตูเมืองแต่ก็ไม่พบฉิงเทียนเลย และคิดว่าเมื่อไรฉิงเทียนจะมาถึงหรือว่าจะคลาดกันไปแล้ว
แต่แล้วในเวลานี้ที่ด้านล่างก็ได้มีทหารหยินวิ่งแจ้นเข้ามารายงานว่า ยมทูตขาวดำได้พาฉิงเทียนเข้ามาแล้ว
ยมทูตหัววันหน้าม้าจึงได้รีบมาต้อนรับเขา แล้วก็ผงะเมื่อเห็นฉิงเทียนที่อยู่กับยมทูตขาวดำ ไม่ใช่ว่าเขาเป็นแค่คนธรรมดาหรอกเหรอ? ฉิงเทียนที่เป็นถึงน้องของราชายมบาลจะเป็นแค่มนุษย์ธรรมดาได้อย่างไร หรือว่ายมทูตขาวดำจะเข้าใจผิดหรือไม่ก็หลอกเขา
“ยมทูตขาวดำ พวกเจ้าสองคนกล้าหลอกข้ายมทูตหัววัวคนนี้อย่างนั้นเหรอ” ยมทูตหัววัวพูดอย่างเสียงดังจนมีควันสีขาวออกมาจากจมูกของเขา
“ข้าไม่กล้าหรอกครับท่านหัววัว พวกเราจะไปกล้าหลอกท่านได้ยังไงกันครับ” ยมทูตขาวดำได้ก้มหัวลงด้วยความกลัว
“ถ้าอย่างนั้นไม่ใช่ว่าท่านราชายมทูตให้พวกเจ้าสองคนไปรับท่านฉิงเทียนมาไม่ใช่เหรอ? แล้วทำไมพวกเขาถึงได้พามนุษย์โลกมา” ยมทูตหัววัวพูดต่อว่าพวกเขา
แล้วฉิงเทียนที่อยู่ใกล้ๆก็เริ่มรู้สึกตัวว่า น่าจะมีการเข้าใจผิดกันเกิดขึ้น ถ้าเขาไปรีบอธิบายพวกเขาอาจจะคิดว่าเขาเป็นตัวปลอมแน่ๆ
“ท่านหัววัวครับ คนนี้คือฉิงเทียนจริงๆครับ พวกเราได้ไปตามที่อยู่ที่ท่านราชายมบาลให้มา จะต้องไม่มีอะไรผิดพลาดแน่นอนครับ” ยมทูตขาวดำได้กล่าวยืนยันแล้วในขณะเดียวกันพวกเขาก็โล่งอก ที่แท้ท่านหัววัวโกรธเขาด้วยเรื่องนี้นี่เอง
“ผมคือฉิงเทียน ที่ถูกเชิญมาโดยท่านยมบาลเองครับ” ฉิงเทียนก็ได้เดินมาด้านหน้าแล้วมองไปที่ยมทูตหัววัวหน้าม้าที่อยู่ตรงหน้าเขาด้วยสีหน้านิ่งๆ
“เจ้าคือฉิงเทียนจริงๆรึ?” ยมทูตหัววัวมองไปที่ฉิงเทียนฉิงเทียนแล้วถามอย่างไม่แน่ใจ
ฉิงเทียนผงกหัวแล้วกล่าว “ใช่แล้วครับ หรือว่าจะให้ท่านราชายมบาลมาคุยกับพวกคุณเอง” ฉิงเทียนกล่าวแล้วหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาแล้วเตรียมที่จะติดต่อกับราชายมบาล
ยมทูตหัววัวหน้าม้าก็ได้มองไปที่เขาแล้วกล่าวพร้อมกับยิ้ม “ที่แท้ท่านก็คือท่านฉิงเทียนนี่เอง เมื่อสักครู่พวกข้าสงสัยท่านฉิงมากไปหน่อย พวกข้าได้จัดเตรียมงานเลี้ยงต้อนรับท่านเอาไว้แล้ว”
“นี่ พวกท่านชื่ออะไรกัน แล้วก็ไม่ต้องเรียกผมว่าท่านฉิงหรอกครับ เรียกผมว่าน้องฉิงดีกว่า”
“ได้สิ เป็นกันเองดี ข้าชื่อหัววัว ข้าชอบคนเป็นกันเองเช่นท่านนะ พวกเราไปหาอะไรทานกันดีกว่า” แล้วยมทูตหัววัวหน้าม้าก็ได้พาฉิงเทียนไปยังตำหนัก อย่าว่าแต่ที่ตำหนักยมโลกแห่งนี้จะเนืองแน่นไปด้วยวิญญาณเลย อาหารที่นี่ก็ธรรมดาๆ รสชาติไม่ได้ดีอะไรมากมายนัก
ซึ่งยมทูตหัววัวหน้าม้าที่อยู่ใกล้ๆเขาก็ได้คอยแนะนำอาหารต่างๆที่ทำขึ้นมาโดยโรงเตี๊ยมที่ดีที่สุดในเมืองประตูผีนี้ ซึ่งมีผีมากมายที่นี่ที่ไม่ได้ทาน ซึ่งฉิงเทียนพอได้ยินก็รู้สึก นึกดูถูกในใจ ดูเหมือนว่าคนที่นี่คงจะไม่ได้ทานอาหารดีๆกันจริงๆสินะ เมื่อคิดเช่นนั้นแล้วเขาก็คิดว่าถ้าเขาเปิดร้านอาหารที่นี่แล้วให้เขาได้ลองลิ้มรสดูว่าอาหารอร่อยที่แท้จริงเป็นอย่างไรก็ไม่เลว
หลังจากที่อิ่มหนำสำราญจากการกินดื่มแล้วฉิงเทียนก็ได้นั่งเฉยๆ
แล้วมองไปที่ทั้งสองคนนั้นที่ยังไม่พาเขาไปหาท่านราชายมบาล ฉิงเทียนจึงได้ถามออกไป “พี่วัวพี่ม้าครับ เมื่อไรพวกเราถึงจะไปพบท่านราชายมบาลกันเหรอครับ?”
“ฮ่าๆ…..” ปีศาจหัววัวหน้าม้าก็พากันหัวเราะขึ้นมาเมื่อเขาได้ยินที่ฉิงเทียนถาม หลังจากที่ผ่านไปพักใหญ่ยมทูตหน้าม้าก็ได้หยุดหัวเราะแล้วกล่าว “น้องฉิง ถึงเจ้าจะมาถึงที่ยมโลกหลังจากผ่านประตูผีมาแล้วก็ตาม แต่สถานที่ที่ท่านราชายมบาลอยู่นั้นยังอยู่ห่างออกไปไกลมาก แล้วตอนนี้ก็ค่ำแล้วพวกข้าจะพาเจ้าไปส่งในวันพรุ่งนี้”
“อ้อ เป็นอย่างนี้นี่เอง” ฉิงเทียนผงกหัวและมองไปที่ท้องฟ้าในยมโลก แล้วเขาก็พบว่ามีพระจันทร์และดวงอาทิตย์อยู่บนท้องฟ้าพร้อมกัน แต่แสงจากดวงจันทร์นั้นสว่างไสวกว่าของดวงอาทิตย์ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจมากที่พระจันทร์กับท้องฟ้าปรากฏอยู่ในท้องฟ้าพร้อมกัน ซึ่งเหตุการณ์ที่ประหลาดมากซึ่งและไม่มีทางที่จะได้พบเห็นในโลกมนุษย์
แต่ทว่า เมื่อเห็นว่าหัววัวหน้าม้าเองก็ทำท่าเหมือนจะพักผ่อนแล้ว ฉิงเทียนก็รู้สึกประหลาดใจแล้วถามกลับไป “แม้แต่พวกท่านก็นอนด้วยเหรอครับ
“นี่น้องฉิงเจ้าคงไม่รู้ ที่ยมโลกนั้นน่าเบื่อมาก พวกเราสองคนพี่น้องถ้าไม่หลับแล้วก็ไม่รู้จะทำอะไรฆ่าเวลาแล้ว แล้วแถมตอนนี้ที่ยมโลกนั้นได้รู้มาว่าที่โลกมนุษย์นั้นมีเวลาทำงานด้วย จึงได้กำหนดให้ทำงานแค่ 8 ชั่วโมงต่อวันเพื่อลดเวลางานลง ทำให้พวกเราเบื่อมากขึ้นไปอีก” หัววัวกล่าวอย่างช่วยไม่ได้
แม่เจ้าโว้ยทำงาน 8 ชั่วโมงต่อวัน ฉิงเทียนอดไม่ได้ที่จะตกใจ พอเขาได้ยินว่าที่ยมโลกนั้นได้ทำการเลียนแบบโลกมนุษย์ แต่ในเมื่อเป็นแบบนี้เหล่าภูตผีเหล่านี้ก็คงจะเบื่อกันน่าดู เพราะพวกเขามีเวลามากมายเหลือเฟือไม่เหมือนกับโลกราตรีบนโลกมนุษย์
อย่างการร้องเพลง, เล่นไพ่, ไปเที่ยวผับ และเล่นเกม
“พวกคุณเบื่อไหม? ผมมีวิธีแก้เบื่ออยู่นะ ซึ่งเหมาะแก่การฆ่าเวลาอย่างยิ่ง” ฉิงเทียนยักคิ้วขึ้นมา และนึกถึงของบางอย่างที่เหมาะแก่การฆ่าเวลา และอุปกรณ์ก็ไม่ยุ่งยากด้วย
“เอาสิ แต่ข้าไม่รู้หรอกนะว่าน้องฉิงมีความคิดอะไรดีๆอย่างนั้นเหรอ?” ยมทูตหัววัวถามอย่างสงสัย ภูตผีอย่างพวกเขานั้นมีเวลาว่างมากอยู่แล้ว แล้วยิ่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงอย่างยมทูตหัววัวหน้าม้าแล้วยิ่งน่าเบื่อมากขึ้นไปอีก ซึ่งวันๆหนึ่งพวกเขาไม่ค่อยมีอะไรทำนอกจากการเซ็นเอกสารและการเข้าประชุม พวกเขาจึงรู้สึกยินดีที่ได้ยินที่ฉิงเทียนบอกว่ามีอะไรฆ่าเวลา
“แต่ทว่าผมต้องการคนสี่คนในการเล่นเจ้าสิ่งนี้น่ะ” ฉิงเทียนยิ้มอย่างมีเลศนัยแล้วหยิบเอาชุดเล่นไพ่นกกระจอกออกมา
ไพ่นกกระจอกนั้นคือแก่นแท้ของวัฒนธรรมจีน มีผู้คน 900-1,000ล้านคนเล่นเจ้าสิ่งนี้ และมี 100 ล้านคนที่มีคนเฝ้าดูพวกเขาเล่น ถึงแม้ว่าอาจจะฟังดูกล่าวเกินจริงไป แต่ก็แสดงให้เห็นว่าไพ่นกกระจอกนั้นเป็นของยอดฮิตในจีนมาก แม้แต่ต่างประเทศ ก็ยังมีการแข่งขันเล่นไพ่นกกระจอก
ส่วนเหตุผลที่ว่าทำไมฉิงเทียนถึงได้เลือกเอาไพ่นกกระจอกออกมานั้น เพราะฉิงเทียนต้องการที่จะสานสัมพันธ์อันดีกับหัววัวหน้าม้า ในอนาคตฉิงเทียนอาจจะขยายธุรกิจของเขามายังในยมโลก และบุคคลสำคัญอย่างแม่ทัพหัววัวหน้าม้านั้น เขาก็ควรที่จะสานสัมพันธ์อันดีเอาไว้
“มันชนะแบบนี้ก็ได้ด้วยเหรอ?” หน้าม้ารู้สึกตื่นเต้นขึ้นมา
“ดูน่าสนุกดีแฮะ” แล้วยมทูตหัววัวหน้าม้าก็ได้มีความเหมือนกันขึ้นมาพร้อมกัน น้องฉิงนี่ไม่เลวเลยจริงๆ ที่สามารถคิดกฎการเล่นเช่นนี้ได้ด้วย
แล้วยมทูตหัววัวหน้าม้าก็ได้คิดที่อยากจะเล่นขึ้นมา แต่เมื่อมองไปที่ฉิงเทียนแล้วก็พบว่าพวกเขามีกันแค่สามคนเท่านั้น ยังขาดไปอีกคนหนึ่งจึงได้รีบเรียกทหารหยินคนหนึ่งให้มาหา แล้วทั้งสี่คนก็ได้เริ่มเคลียร์โต๊ะเพื่อมาเริ่มนั่งเล่นกัน
ฉิงเทียนนั้นคิดที่จะเล่นกับพวกเขาเพื่อที่จะสานสัมพันธ์อันลึกซึ้งกัน ซึ่งไม่มีอะไรที่สานสัมพันธ์อันลึกซึ้งได้ดีไปกว่าการโดดเรียนด้วยกันและการไปตีกะหรี่ด้วยกัน แต่ในเวลานี้เขาคงไม่ได้โดดเรียนด้วยกัน และแถวนี้ก็ไม่น่าจะมีซ่องด้วย แต่การพนันกับการเที่ยวซ่องนั้นเป็นสิ่งที่ตัดกันไม่ขาดอยู่แล้ว และเขาเองก็สามารถสานสัมพันธ์ได้บนโต๊ะพนันนี่แหละ!
ดังนั้นฉิงเทียนในฐานะผู้เชี่ยวชาญ ก็จะพามือใหม่ 3 คนมาเข้าสู่สังเวียนเลือดในครั้งนี้
เมื่อพวกเขาเริ่มเล่นกัน ทั้งสามคนนั้นต่างก็ยังไม่คุ้นเคยกับกฎของการเล่นไพ่นกกระจอกดี ฉิงเทียนจึงได้คิดที่จะอ่อยให้ก่อน แต่หลังจากที่ผ่านไปสักพักเมื่อเห็นว่าพวกเขาเริ่มเข้าใจกฎของการเล่นไพ่นกกระจอกดีแล้ว ฉิงเทียนก็จะได้เริ่มเอาจริงบ้าง แล้วทั้งสี่คนก็จะสู้กันอย่างเต็มที่
“ข้ามือขึ้นอีกแล้ว ฮ่าๆ คอมโบ 4 ทิศและสีเขียวล้วน ช่างเป็นหน้าไพ่ที่ใหญ่ดีจริงๆ เกมนี้ข้าชนะแน่นอน เจ้าหน้าม้าวันนี้เจ้าเสียหนักที่สุดแล้ว พรุ่งนี้เจ้าต้องออกไปลาดตระเวนเสียดีๆ” ยมทูตหัววัวหัวเราะเสียงดัง
“อย่าเพิ่งมารีบทำเป็นยินดีไปหน่อยเลย ยังเหลือจั่วอีกตั้งสองรอบ อย่าให้ข้าจับได้หน้าไพ่ดีๆนะ!” ยมทูตหน้าม้ามองดูไพ่ที่อยู่ในกองอย่างตื่นเต้น
“หึ เหลืออีกแค่ 2 รอบ เจ้าคิดว่าจะเอาชนะข้าได้งั้นเหรอ ไม่มีทางหรอก!” หัววัวกล่าวอย่างภูมิใจ
“ข้าจะเอาชนะเจ้าให้ได้” หน้าม้าจั่วไพ่ใบสุดท้ายของเขาอย่างกระวนกระวาย
“สึโมะ” ยมทูตหน้าม้าตะโกนอย่างตื่นเต้น “ฮ่าๆ บอกแล้วข้าไม่แพ้หรอก”
แล้วหัววัวก็มองอย่างตกใจแล้วกล่าว “ยังอุตส่าห์จบสึโมะได้อีกนะ”
แล้วเสียงของทั้งสี่คนที่กำลังเล่นไพ่นกกระจอกอยู่นั้นก็ได้ดึงดูดทหารหยินหลายคนให้เข้ามามุงดู หลังจากนั้นฉิงเทียนก็ได้สละที่นั่งแล้วให้ทหารหยินคนอื่นเข้ามาเล่นแทน
มองดูเหล่าทหารหยินที่มัวเมาในไพ่นกกระจอกแล้ว ฉิงเทียนก็คิดกับตัวเอง: อย่างที่เขาว่าเอาไว้มนต์เสน่ห์ของไพ่นกกระจอกแม้แต่ผีก็หยุดไม่ได้จริงๆ
แล้วถ้าเหล่าเซียนล่ะ แล้วฉิงเทียนก็พลันนึกขึ้นมาได้ว่าหรือว่าเขาจะเอาไพ่นกกระจอกไปเล่นบนสวรรค์ดีนะ ให้เหล่าเซียนได้รู้จักมนต์เสน่ห์ของไพ่นกกระจอกบ้าง

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ร้านค้าจากแดนสวรรค์ (仙界淘宝) ข้ามได้รีรันเฉยๆของเก่าหาย