อันหลินงุนงง ทำหน้าไม่อยากจะเชื่อ
“เสี่ยวหง เจ้ามานี่ ตบหน้าข้าด้วยพลังทั้งหมดที่มี!” เขาคิดว่าตัวเองยังไม่ได้สติแน่ๆ
เสี่ยวหงพุ่งเข้ามาตามคำขอ ใบไม้สีเขียวลอยผ่านอากาศมา ฟาดลงบนหน้าของอันหลิน
เพี๊ยะ!
อันหลินรับรู้ถึงพลังมหาศาลอันน่ากลัวที่ถาโถมเข้ามา ใบหน้าถูกตบไปฉาดใหญ่ ร่างกายกระเด็นออกไปราวกับเป็นขีปนาวุธ กระแทกกับผนังแล้วตกลงไปอีกห้องหนึ่ง…
“แค่กๆ ๆ… ให้ตายสิ เจ้าจะฆ่าข้าหรือ” อันหลินลูบใบหน้าที่บวมเป่ง พูดอย่างโกรธเคือง
“อา… นายท่านข้าขอโทษ เสี่ยวหงไม่รู้ว่าตัวเองจะมีแรงมากขนาดนี้” เสี่ยวหงวิ่งเข้ามาอย่างลนลาน
“ช่างเถอะ เจ้าเพิ่งทะลวงขั้น ยังควบคุมพลังไม่ได้ข้าเข้าใจ”
อันหลินถอนหายใจ โดนตบครั้งนี้เจ็บมากจริงๆ และพิสูจน์แล้วว่ามันไม่ใช่ความฝัน
จากนั้นเขาก็เงยหน้าขึ้น เห็นซุนเซิ่งเหลียนที่มีใบหน้าเย็นเยือก
นางสวมชุดนอนเกาะอก เนื้อหนังขาวดุจหิมะโผล่มากว่าครึ่งเข้าสู่ลานสายตา
ลางร้ายอย่างมหันต์ผุดขึ้นในใจเขา
เขาพูดอย่างร้อนรนว่า “เจ้าฟังข้านะ นี่เป็น…”
เพี๊ยะ!
เขายังพูดไม่ทันจบ แรงมหาศาลก็ถาโถมเข้ามา
ใบหน้าของเขาถูกตบอีกครั้ง ร่างกายกระเด็นไปยังอีกฟากของผนังดั่งลูกระเบิดแล้วตกลงพื้น…
“นายท่าน!” เสี่ยวหงวิ่งไปหาอันหลินอย่างทำอะไรไม่ถูก
อันหลินเวียนหัวตาลาย แก้มทั้งสองข้างบวมเป่ง
“เฮ้อ ข้าไปทำอะไรให้ใครไม่พอใจกันนะ…”
เขากุมหน้าแล้วลุกขึ้นอย่างไม่สบอารมณ์
จากนั้นเขาก็เห็นเซวียนหยวนเฉิงที่กำลังทำหน้าถมึงทึงอยู่
“สหายอันหลิน กลางวันแสกๆ เจ้าทำเรื่องเสียสติเช่นนี้ได้อย่างไร!”
เซวียนหยวนเฉิงมองเขาด้วยสีหน้าราวกับจะบ่งบอกว่าเห็นธาตุแท้ของเขาแล้ว พูดด้วยน้ำเสียงเย็นเยือก
ดวงตาของอันหลินแดงก่ำ “พี่เฉิง เข้าใจผิดแล้ว!”
อันหลินชักแม่น้ำทั้งห้ามาพูด จนอธิบายมูลเหตุของเรื่องให้เซวียนหยวนเฉิงและซุนเซิ่งเหลียนเข้าใจแจ่มแจ้งแล้วในที่สุด
แม้กับซุนเซิ่งเหลียน อธิบายไปจะไม่มีประโยชน์เลยก็ตาม
เพราะเห็นก็เห็นแล้ว นางไม่ตบอันหลินอีกสักทีนับว่าเป็นพระคุณแล้ว
หลังจัดการอุบัติเหตุเหล่านี้เสร็จแล้ว อันหลินก็กลับมาที่ห้องอีกครั้ง
เขาใช้กระแสจิตมองจุดตันเถียนอีกครั้งอย่างไม่ยอมแพ้ พบว่าเม็ดกลมๆ เม็ดนั้นยังคงลอยอยู่ที่เดิม ส่องแสงสว่างไสวอยู่อย่างนั้น
เขาปล่อยวิชาเปลวอัคคี ระหว่างที่พลังปราณหลั่งไหล ได้รับการขัดเกลาและเพิ่มระดับจากเม็ดกลมนั่นแล้ว เปลวไฟกลางฝ่ามือร้อนระอุและบริสุทธิ์ยิ่งกว่าเดิม
อันหลินมองเปลวไฟในมืออย่างเงียบงัน
คุณสมบัติของเม็ดกลมเม็ดนี้คล้ายคลึงกับรากปราณ
มิหนำซ้ำเมื่อปล่อยพลังเซียน เม็ดกลมจะหมุนอย่างรวดเร็ว พร้อมกับปล่อยลำแสงเจิดจ้า
เมื่อเชื่อมโยงลักษณะพิเศษทั้งหลายเข้าด้วยกันแล้ว เขาสามารถวินิจฉัยเบื้องต้นได้ว่า มันคือขุมพลังสัตว์…
ให้ตายเถอะ!
ทำไมคนอื่นมีรากปราณ แต่ของเขาเป็นขุมพลังสัตว์ล่ะ
นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันแน่!
อันหลินรู้สึกปวดใจขึ้นมาทันที ราวกับชีวิตสูญเสียความหมายไปแล้ว
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงไปหาสวีเสี่ยวหลาน
อันหลิน “เสี่ยวหลาน เจ้าว่าหากมนุษย์มีขุมพลังสัตว์ มันจะเป็นอย่างไร”
สวีเสี่ยวหลานพูดอย่างไม่เข้าใจว่า “นั่นก็หมายความว่าเขาเป็นสัตว์น่ะสิ”
จากนั้นนางก็เห็นอันหลินน้ำตาคลอ
เซียนกระบี่หลิงเซียวระเบิดเสียงหัวเราะ “ทำไมอันหลินถึงได้ถามคำถามที่พิลึกเช่นนี้ หรือจะมีใครประหลาดถึงขั้นมีขุมพลังสัตว์จริงๆ”
คิ้วของอันหลินกระตุก อาจารย์ ตัวประหลาดที่ท่านว่าก็คือข้านี่แหละ!
“อืม…ที่จริงก็แค่นึกได้กะทันหัน ลองถามดูเฉยๆ”
“อาจารย์คิดดูสิ สัตว์ภูตมีขุมพลังสัตว์ มารมีขุมพลังมาร…ท่านว่าจะมีขุมพลังสัตว์ก่อตัวในร่างมนุษย์ภายใต้สถานการณ์ที่เกิดข้อผิดพลาดไหม”
อันหลินสะกดกลั้นความเศร้า แสร้งทำเป็นถามด้วยท่าทางสงสัย
ใครจะคิดว่าเซียนกระบี่หลิงเซียวจะตบบ่าอันหลินอย่างเคร่งขรึม พูดอย่างจริงจังว่า “เป็นหนุ่มอย่าคิดเรื่องเหลวไหลไร้สาระ! ข้าอยู่มานานขนาดนี้ ยังไม่เคยได้ยินว่านักพรตคนใดมีขุมพลังสัตว์เลย หากว่ามีนักพรตเช่นนี้อยู่จริง เช่นนั้นคงจะถูกสรวงสวรรค์จับไปหั่นเป็นชิ้นทำการทดลองไปแล้ว ถึงตอนนั้นข้าค่อยเรียกเจ้าไปเปิดหูเปิดตาแล้วกัน”
เมื่อเห็นอากัปกิริยาเอาใจใส่ของเซียนกระบี่หลิงเซียว อันหลินก็แทบจะร้องไห้อยู่รอมร่อแล้ว
เปิดหูเปิดตากับผีอะไร อันหลินรู้สึกว่าตัวเองกำลังจะเป็นบ้าแล้ว!
เขาบอกลาอาจารย์ที่ปรึกษา เดินทอดน่องอยู่ในลานบ้าน
คำพูดของแต่ละคนวนเวียนอยู่ในใจเขา ทำให้เขาติดอยู่ในภวังค์ของความสิ้นหวัง
เขาเดินมาหยุดอยู่ข้างบ่อบัว จ้องมองเงาอันงดงามของตนที่สะท้อนอยู่ในน้ำ
หรือธาตุแท้ของเราจะเป็นสัตว์เดรัจฉานจริงๆ
หรือว่า…เราจะกลายเป็นลิงแล้ว
เราคงไม่ได้บำเพ็ญเซียนปลอมหรอกใช่ไหม
อันหลินที่ได้รับการกระทบกระเทือนยิ่งคิดก็ยิ่งเศร้าใจ
น้ำตาไหลริน
เปาะแปะๆ…
ผิวน้ำเกิดริ้วคลื่นเป็นระลอกๆ…
……………………..
Related

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ระบบหรรษา กับข้าผู้บำเพ็ญเซียนปลอม