หลินจวิ้นจวิ้นร้องไห้ นางคิดว่าอันหลินต้องถูกเบื้องบนส่งมาทดสอบจิตใจของนางแน่นอน
แม้ว่า…นี่เป็นครั้งที่สองที่นางรู้สึกเช่นนี้
นางทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลของโบราณสถานแห่งนี้ วัตถุล้ำค่าที่จ่ายไปสามารถแจ้งเบิกที่หอสมบัติของสรวงสวรรค์ได้
ด้วยเหตุนี้การจ่ายด้วยวัตถุล้ำค่า ไม่สร้างความเสียหายแก่นางกับเจียงอันหลาน
ทว่า…เรื่องพวกนี้ไม่ใช่ประเด็นสำคัญเลย
สิ่งสำคัญคือนางอึดอัดใจเหลือเกิน อึดอัดจนไม่มีที่ให้ระบาย
ทั้งๆ ที่ที่นี่เป็นถิ่นของนาง นางควรจะประทานรางวัลแก่ทุกคนอย่างเย่อหยิ่งแท้ๆ
ทว่าตอนนี้…นางกลับกลายเป็นคนยากไร้ที่ไม่มีแม้แต่ปัญญาจ่ายเงิน!
นางยังจะมีหน้าเขียนเช็ค แลกกับข้อมูลอีกหรือ
คงถูกอันหลินเหยียดหยามกระมัง…
ไม่ ถูกเหยียดหยามไปแล้วแน่ๆ!
ต่อหน้าชายคนที่เคยหัวเราะเยาะนาง นางแพ้พ่ายอีกแล้ว แพ้อย่างไม่มีชิ้นดี…
บอกตามตรง เจียงอันหลานและพวกอันหลินถูกหลินจวิ้นจวิ้นที่จู่ๆ ก็ปล่อยโฮออกมา ทำเอาตกใจจนทำอะไรไม่ถูก
หลินจวิ้นจวิ้นเช็ดน้ำตาตรงหางตา โยนบัตรสีขาวใบหนึ่งให้อันหลินแล้วพูดว่า “เจ้าเก็บนี่ไว้ ต่อไปข้าค่อยมาขอข้อมูลกับเจ้าภายหลัง”
“เจียงอันหลาน เจ้าพาพวกเขาไปเอาวัตถุล้ำค่าในคลังสมบัติก่อน”
พูดจบ นางก็เดินกลับกระท่อมเล็กๆ ของตนอย่างหมดอาลัยตายอยาก ไม่มีแม้แต่กะจิตกะใจจะส่งแขกแล้ว
เจียงอันหลานได้ยินก็พยักหน้าจริงจัง
อันที่จริง เขาเพียงแค่พาพวกเขามาถึงหน้าประตูคลังสมบัติ จากนั้นยื่นกุญแจให้พวกเขาก็พอ
อย่างไรเสีย ของในคลังสมบัติก็เป็นของพวกเขาทั้งหมด…
ด้วยเหตุนี้ พวกอันหลินต่างก็ออกจากยอดเขาเมฆาด้วยอารมณ์ที่ดีมากทีเดียว
พวกเขานั่งอยู่บนหลังมังกรตัวเขื่องยาวสิบจั้ง พุ่งทะยานลงจากท้องฟ้า จากนั้นก็ทะลุผืนทะเลสาบ เข้าสู่ถ้ำแห่งหนึ่ง
ภายในถ้ำมีแสงไฟสีขาวนวล และมีกุ้งยักษ์ถือหอกสองมือยืนเฝ้าอยู่รอบทิศ
อันหลินมองอย่างประหลาดใจ เขาเพิ่งเคยเห็นกุ้งยักษ์แบบนี้เป็นครั้งแรก ภายใต้เปลือกแข็ง มีเนื้อสีขาวสลับสีแดง แลดูน่ากินมากทีเดียว
กุ้งยักษ์ถูกสายตาแฝงเจตนาไม่ดีจ้องมองจนรู้สึกอึดอัด เผลอยกฝีเท้าถอยห่างจากเจ้าตะกละคนนั้นอย่างไม่รู้ตัว
เจียงอันหลานหยุดตรงหน้าประตูทองแดงบานหนึ่งแล้วเปิดมัน
สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือหินวิญญาณกองเป็นภูเขา ยาวิเศษที่ส่องแสงระยิบระยับ วัตถุล้ำค่านานาชนิด วัสดุหลอมศาสตรา รวมถึงอาวุธวิญญาณที่กระจายพลังอันยิ่งใหญ่
เจียงอันหลานมองสมบัติเหล่านี้อย่างเหม่อลอย นานกว่าจะตื่นจากภวังค์
เขามองอีกครั้งหนึ่งด้วยความอาลัย ราวกับรำลึกถึงเป็นครั้งสุดท้าย จากนั้นก็พูดว่า “ของข้างในนี้ เป็นของพวกเจ้าทั้งหมด”
พูดจบเขาก็ออกไปทันที เพราะมองคนอื่นหยิบฉวยเอาวัตถุล้ำค่าของเขาไปชิ้นแล้วชิ้นเล่าตาละห้อยไม่ได้ หัวใจของเขารับไม่ไหว
เหล่าสมาชิกมองสมบัติเต็มห้องด้วยใจที่หวั่นไหว
ในตอนนั้นเอง อันหลินกลับยิ้มน้อยๆ “พวกเจ้าเลือกก่อน เลือกเสร็จแล้วข้าค่อยหยิบ”
ทุกคนได้ฟังก็ตื่นเต้นขึ้นมาทันที เริ่มเลือกสรรภายในคลังสมบัติ
พวกเขาไม่ลืมว่าตัวเองควรหยิบวัตถุล้ำค่าขั้นไหนชิ้นไหน โดยปกติแล้วของเหล่านี้ล้วนมีป้ายกำกับ ช่วยให้พวกเขาแยกแยะได้
เจ้าอัปลักษณ์เกาหัว พูดด้วยความลังเลว่า “เช่นนั้นก็บำเพ็ญเพียรด้วยวิธีของสัตว์ภูตอย่างพวกข้าสิ แต่มนุษย์ที่มีขุมพลังสัตว์…คงจะไม่เรียกว่ามนุษย์หรอกกระมัง น่าจะเรียกว่าสัตว์ภูต!”
อันหลินได้ยินก็ปวดใจ สัตว์ภูตอันหลินงั้นเหรอ
เจ้าอัปลักษณ์พูดต่อว่า “วิธีการบำเพ็ญเพียรของสัตว์ภูตไม่เหมือนมนุษย์ การเพิ่มพลังยุทธ์จะอาศัยการสฤษฏ์ปราณ ฝึกกาย ฝึกจิต ทำได้สามวิธี”
“การสฤษฏ์ปราณก็คือ ซึมซับพลังปราณฟ้าดินทุกวัน ให้พลังปราณไหลเวียนในร่างกาย ชะล้างขุมพลังสัตว์ภายในจุดตันเถียนไม่หยุด”
“การฝึกกายก็คือ การฝึก การต่อสู้ในชีวิตประจำวัน หรือใช้แร่ธรรมชาติ ยาวิเศษทำให้ร่างกายแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง”
“การฝึกจิตก็คือ การสัมผัสธรรมชาติ จิตวิญญาณของทุกสรรพสิ่ง ขุดค้นจิตของตัวเอง ศึกษาเขตแดนของตัวเอง แต่โดยปกติแล้วเป็นสิ่งที่จะทำได้เมื่อเข้าสู่ระดับหล่อเลี้ยงวิญญาณขั้นปลาย”
อันหลินพยักหน้ารัวๆ ขณะที่ฟังเจ้าอัปลักษณ์พูด
ดูเหมือนว่าวิธีการบำเพ็ญเพียรของสัตว์ภูตจะง่ายกว่าของมนุษย์ไม่น้อยเลย
แต่นี่ก็เป็นเรื่องปกติ เพราะปกติแล้วสัตว์ภูตมักจะใช้ชีวิตอยู่ในป่าลึก ไม่มีวิธีการบำเพ็ญเพียรที่เป็นระบบเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จำต้องบำเพ็ญเพียรด้วยการหยั่งรู้ของตัวเอง ฉะนั้นวิธีการเพิ่มพลังยุทธ์ของพวกมันจึงแตกต่างกับมนุษย์เป็นอย่างมาก
ถ้าสฤษฏ์ปราณ อันหลินเริ่มทำได้ตั้งแต่ตอนนี้แล้ว
การฝึกกาย เศรษฐีอันต้องกลัวว่าจะไม่มีแร่ธรรมชาติด้วยเหรอ
ส่วนการฝึกจิต…ห่างไกลเกินไป ยังไม่คิดถึงมันดีกว่า!
เมื่อได้ฟังคำพูดของเจ้าอัปลักษณ์ อันหลินก็เข้าใจทิศทางการบำเพ็ญเพียรของตัวเองแล้ว ความงงงวยในใจลดน้อยลงไปบ้าง
สัตว์ภูตอันหลินแล้วอย่างไร ขอแค่ยอดเยี่ยมก็พอแล้ว!
……………….
Related

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ระบบหรรษา กับข้าผู้บำเพ็ญเซียนปลอม