ดินแดนที่ขาวโพลนไปด้วยหิมะ อากาศที่หนาวเหน็บดุจคมมีดเฉือนใบหน้าของอันหลินไม่หยุด
ดินแดนผืนนี้มีแสงเบาบาง พระอาทิตย์โผล่พ้นเส้นขอบฟ้า กลับถูกพยับเมฆหนาเตอะหลายชั้นบดบัง
สำนักวิหคชาดตามล่าเพลิงศักดิ์สิทธิ์ หลายสิบคนที่ทลายแนวป้องกันมาเยือนดินแดนที่เต็มไปด้วยหิมะ กลับไม่พบวี่แววของสาวหิมะ
“พวกนางต้องมีวิชาพรางลมปราณเป็นแน่ มิเช่นนั้นไม่มีทางที่ข้าจะไม่พบร่องรอยของพวกนาง” หนวดเคราผู้อาวุโสจูโบกสะพัดดุจเปลวไฟ เอ่ยเสียงทุ้ม
“ผู้อาวุโสเฉินหลิง ฝากเจ้าด้วย” ผู้อาวุโสจี้พูดพลางมองผู้อาวุโสที่ผมขาวโพลน
ผู้อาวุโสที่แก่ชราคนนั้นพยักหน้าแล้วก้าวออกจากกลุ่มคน
เขายืนตรงกลางของฝูงชน มือกำกระจกบานหนึ่งไว้แน่น
“กระจกฟ้าดิน ดาวดาราไล่ล่า!”
เฉินหลิงเอ่ยนิ่งๆ จู่ๆ กระจกก็ส่องแสงโชติช่วง จากนั้นภาพท้องฟ้าดาราเดียรดาษอันมืดมิดก็ปรากฏตรงหน้าทุกคน
ในภาพท้องฟ้าดาราเดียรดาษมีแสงดาวสองร้อยกว่าจุดกำลังเคลื่อนย้าย ในนั้นมีดวงดาวหกดวงที่พร่างพรายดุจดวงตะวัน เคลื่อนย้ายไปยังทิศทางที่แตกต่างกัน ดวงดาวเจิดจ้าหกสิบกว่าดวงแยกเป็นยี่สิบกลุ่มก็กำลังเคลื่อนหน้าเช่นกัน ดวงดาวที่หม่นหมองอย่างยิ่งหนึ่งร้อยกว่าดวงแยกกันเคลื่อนย้ายอย่างรวดเร็วสี่สิบกลุ่ม
ดวงดาวหกดวงน่าจะเป็นสัญลักษณ์แทนเจ้าแห่งวังศักดิ์สิทธิ์ทั้งหก ดวงดาวเจิดจ้าหกสิบกว่าดวงแทนสาวหิมะระดับแปลงจิตหกสิบกว่าชีวิต ดวงดาวหม่นหมองหนึ่งร้อยกว่าดวงก็คือสาวหิมะระดับหล่อเลี้ยงวิญญาณ
“ผู้หญิงพวกนี้เจ้าเล่ห์จริงๆ ด้วย แยกย้ายกันเหาะไปยังเมืองศักดิ์สิทธิ์กันคนละทิศทาง! พวกนางน่าจะคาดเดาได้ว่าเราสามารถตามหาร่องรอยของพวกนางผ่านวิชาอาคมได้ จึงตั้งใจแยกกันเคลื่อนไหว ทำให้พวกเราไม่รู้ว่าจานรวมอัคคีอยู่บนเส้นทางใดกันแน่” ผู้อาวุโสจูโมโหจนหนวดเคราะโบกสะบัด
เฉินหลิงไม่พูดอะไร ยันต์ดาราทั้งหกลอยไปหาผู้อาวุโสหวนสู่ความว่างเปล่าหกคน
ผู้อาวุโสในที่นี้ เมื่อรวมเฉินหลิงแล้ว ก็มีระดับหวนสู่ความว่างเปล่าเพียงเจ็ดคน
“ฝากพวกเจ้าด้วย แม้จะต้องพลีชีพ ก็ต้องนำเพลิงศักดิ์สิทธิ์กลับมาให้ได้” เฉินหลิงคำนับเล็กน้อย
ผู้อาวุโสทั้งหกไม่พูดไม่จา เพียงแค่พยักหน้า แต่สีหน้ากลับฉายความเด็ดเดี่ยว
พวกเขากำยันต์ดารา แหวกประตูมิติ เริ่มตามล่าเป้าหมายบนยันต์ดารา
จากนั้นยันต์ดารายี่สิบแผ่นก็ลอยไปหาผู้อาวุโสกับลูกศิษย์คนสำคัญ
สวีเสี่ยวหลานก็ได้รับยันต์ดาราเช่นกัน ด้านบนมีชื่อของสวีเสี่ยวหลานกับอันหลิน
เห็นได้ชัดเจนยิ่งนักว่าอันหลินกับสวีเสี่ยวหลานจำต้องเคลื่อนไหวพร้อมกัน
อันหลินมองดวงดาวบนยันต์ดาราแวบหนึ่ง มีดวงดาวเจิดจ้าหกดวง บ่งบอกว่าอีกฝ่ายมีระดับแปลงจิตหกคนกำลังเคลื่อนไหว ต้องขอบคุณที่เฉินหลิงเชื่อใจเขากับสวีเสี่ยวหลานเช่นนี้
ครั้งนี้สมาชิกทุกคนต่างก็ได้รับภารกิจ
“ขอร้องทุกท่าน หากว่าเป้าหมายเข้าเมืองศักดิ์สิทธิ์แล้ว พวกเราจำต้องล้มเลิกภารกิจ เพราะเจ้าแห่งวังศักดิ์สิทธิ์ยี่สิบคนพำนักอยู่ในเมืองศักดิ์สิทธิ์ แม้พวกนางจะออกมาไม่ได้ แต่เมื่ออยู่ในเมืองศักดิ์สิทธิ์ ทุกคนจะมีพลังสะเทือนฟ้าดิน หลังจากนี้ กลุ่มทั้งสี่สิบกลุ่มก็ให้เป็นหน้าที่ข้าแล้วกัน” เฉินหลิงเอ่ยเสียงเบา
หลังจากนั้นร่างกายของเขาก็ระเบิดแสงดาวมากเหลือคณานับ แสงดาวเหล่านี้ล้วนก่อตัวเป็นรูปร่างของเฉินหลิง มีทั้งสิ้นสี่สิบกว่าร่าง!
อันหลินเพิ่งเคยเห็นคาถาแยกร่างที่ล้นหลามปานนี้ครั้งแรก จึงอดเบิกตากว้างไม่ได้
แต่ทว่าสิ่งที่ทำให้เขาตะลึงยิ่งกว่าคือ มันเป็นเฉินหลิงสี่สิบร่างที่มีพลังปราณที่แข็งแกร่งอย่างยิ่ง แหวกมิติแล้วมุ่งหน้าไปตามล่า!
เขาอดไว้อาลัยให้กับสาวหิมะสี่สิบกลุ่มนั้นไม่ได้ เผชิญกับการไล่ล่าของเฉินหลิง พวกนางเรียกได้ว่าตายอย่างไร้ข้อกังขา
เมื่อหยางหยวนเห็นภาพนี้ ในดวงตากลับทอความเศร้าโศก แต่ไม่นานความรู้สึกนั่นก็จางหายไป ขี่กระบี่ลอยขึ้น เริ่มออกตามล่าเป้าหมายบนยันต์ดารา
อันหลินกับสวีเสี่ยวหลานก็เริ่มเคลื่อนไหว เหาะไปหาสาวหิมะหกคนที่ยันต์ดาราชี้เป้า
อันหลินเพิ่งเคยมาแดนศักดิ์สิทธิ์หิมะเป็นครั้งแรก ทุกหนแห่งที่สายตามองเห็น แผ่นดินของแดนศักดิ์สิทธิ์เหมันต์ขาวโพลน ประหนึ่งเป็นแดนสุขาวดีที่อยู่เหนือโลกีย์
มีภูเขาน้ำแข็งสีขาวทั้งหลายตั้งตระหง่าน ภูเขาหิมะทุกลูกล้วนสูงพันจั้ง โอฬารยิ่งแล้ว
เมื่ออันหลินเห็นเงื่อนไขของวิชานี้แล้ว สีหน้าก็ชะงักไป จากนั้นก็ไม่มองอีกเลย
เรื่องอย่างเอาชนะศัตรูข้ามขั้นเมื่อก่อนเขาทำไปไม่น้อย ศึกที่เขาอยู่ในระดับหล่อเลี้ยงวิญญาณแต่เอาชนะศัตรูแปลงจิตมีนับไม่ถ้วน แต่ระดับหวนสู่ความว่างเปล่ากับระดับแปลงจิตกลับไม่เหมือนกัน ความแตกต่างระหว่างทั้งสองระดับห่างไกลจนน่ากลัว แค่พลังมิติเพียงอย่างเดียวก็ทำให้อันหลินงงเป็นไก่ตาแตกแล้ว หากจะบอกว่าเป็นร่องน้ำที่ไม่มีวันข้ามได้ก็ไม่เกินไป
ต่อให้เขาอยู่ในระดับแปลงจิตขั้นปลาย ก็ไม่กล้าพูดว่าต่อสู้กับศัตรูหวนสู่ความว่างเปล่าซึ่งหน้าได้
ฉะนั้นวิชาจิตอนุมานนี้ รอให้เขาบรรลุระดับหวนสู่ความว่างเปล่าแล้วค่อยว่ากัน
เขาส่ายหน้าด้วยความเสียดาย ภารกิจทั้งสองที่ระบบอัปเดตใหม่ ดูแล้วเขาไม่สามารถทำได้ในระยะเวลาอันสั้น จำต้องสลัดทิ้งไปก่อนชั่วคราว
แสงที่ยันต์ดาราบ่งชี้ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ไม่นานทั้งสองก็ห่างจากสาวหิมะไม่ถึงสิบลี้
“ต่อไปเราต้องอำพรางพลังปราณของตัวเอง มิเช่นนั้นหากพวกนางทั้งหกพบพวกเรา เกิดชิงแยกย้ายกันไปก่อน พวกเราจะจัดการได้ยาก” สวีเสี่ยวหลานโพล่งขึ้นมา
พออันหลินได้ยินดังนั้น ก็เริ่มเก็บงำพลังปราณของตัวเอง
ขณะเดียวกัน เขาก็ใช้หมอกบางปกคลุมตัวเองกับสวีเสี่ยวหลานด้วย สามารถอำพรางการตรวจสอบของวิชาอาคมและพลังจิต
มันเป็นวิธีใช้อีกหนึ่งประการของเหินแปลงหมอก แต่ค่อนข้างผลาญพลังปราณ
ระยะทางใกล้เข้าไปทุกที บัดนี้อันหลินชักกระบี่พิชิตมารออกมาแล้ว นัยน์ตาฉาบประกายเย็นเยือก
ระยะห่างของพวกเขากับสาวหิมะทั้งหกไม่ถึงพันเมตรแล้ว รูม่านตาของสวีเสี่ยวหลานหดตัว ทึ้งชายเสื้อของอันหลินแล้วชี้ไปที่สาวหิมะคนหนึ่งในนั้น
เมื่ออันหลินมองไปที่สาวหิมะคนนั้น หัวใจก็พลันสะดุ้ง
มือของสาวหิมะคนนั้นกำลังถือจานกลมสีทองแดง มันเป็นจานรวมอัคคีที่จองจำเพลิงวิหคชาด!
ในขณะเดียวกัน สาวหิมะที่ถือจานรวมอัคคีก็คล้ายว่าจะสัมผัสได้ จู่ๆ ก็เหลียวหลังมองบริเวณที่อันหลินอยู่ ตรงนั้นมีเมฆหมอกบางๆ

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ระบบหรรษา กับข้าผู้บำเพ็ญเซียนปลอม