เเละเมื่อเห็นฉากตรงหน้า อย่าว่าเเต่ผู้ติดตามทั้งแปดของไท่เทียนเลย แม้เเต่อั้นหมิงเยว่เองก็ตะลึงเช่นกัน
“นี่พวกนายทั้งแปดคนน่ะ เข้าไปทีละละคน”
เย่เหยียนพูดเสียงเรียบ
“เย่เหยียน นี่นายคิดว่าจะเอาเปรียบพวกเราทั้งเเปดคนได้ง่ายๆอย่างนั้นเหรอ?”
ยอดฝีมือทั้งเเปดชักดาบเเล้วก้าวไปข้างหน้าพร้อมกับคำรามเสียงต่ำด้วยน้ำเสียงที่เย็นชา
“ไม่ใช่ ฉันเเค่รู้สึกว่าพลังของพวกนายนั้นเเข็งเเกร่งกว่าพวกเขา ถ้าหากว่าเข้าไปก็สามารถถ่วงเวลาพวกตัวหมากได้มากกว่า!”
เย่เหยียนพูดด้วยสีหน้าที่บอกว่าสิ่งที่เขาพูดนั้นคือความจริง “ตัวหมากเหล่านี้ไม่ควรให้ฟื้นขึ้นมาอีก ควรที่จะกำจัดนั่นก็เเสดงว่าตัวหมากจะลดลงไปอีกตัวหนึ่ง ถ้าหากว่าพวกนายสามารถเข้าไปข้างในเพื่อที่จะกำจัดตัวหมากพวกนี้ได้ และมันจะง่ายต่อการลงมือครั้งต่อไปมาก เพราะฉะนั้นเเล้วฉันเองก็สามารถเก็บพลังของตัวเองได้เพื่อรอรับมือในส่วนที่เหลืออยู่! ”
หลังจากที่ทั้งแปดคนได้ฟังดังนั้นดวงตาก็เปล่งประกาย
ใช่เเล้ว ถ้าหากว่าเย่เหยียนสามารถที่จะเคลียร์กระดานมากรุกเกมนี้ได้ แบบนี้พวกเขาก็ไม่ได้รับความท้าทายด้วยตัวเอง เข้าไปถึงชั้นที่สี่งั้นเหรอ?
นี่ถือว่าเป็นผลดีกับทุกคน
และเเน่นอน เย่เหยียนจะไม่บังคับพวกเขาเข้าไปโดยไม่ยินยอม!
“เย่เหยียน แผนการของคุณนี่ดีจริงๆ แต่เเค่ไม่เคยคิดมาก่อนว่าพวกเราทั้งแปดคนจะลงมือจัดการคุณ แล้วเเบบนี้มันจะทำให้คุณเกิดความไม่สบายใจหรือเปล่าล่ะ?”
หัวหน้าของยอดฝีมือพูดด้วยย้ำเสียงที่เย็นชา
ในฐานะผู้ติดตามของเทพเจ้าเเห่งสงคราม พวกเขานั้นมีศักดิ์ศรีพอแล้วจะสามารถให้เย่เหยียนมาควบคุมหรือจัดเเจงได้อย่างนั้นเหรอ?
“จากพลังของพวกนายทั้งแปดคน พวกนายจะสามารถทำลายตัวหมากทั้งกระดานได้ ยกเว้นรูปปั้นจักรพรรดิ์! ”
เย่เหยียนพูดอย่างใจเย็น “ฉันอยากให้พวกนายเข้าไป และนี่ไม่ได้เป็นความคิดเห็นสวนตัวของฉันคนเดียว เเต่ทุกคนที่อยู่ที่นี่ก็คิดแบบนั้นเช่นกันที่อยากจะให้พวกนายทั้งเเปดคนเข้าไป ถูกไหม? ”
หลังสิ้นคำพูดนั้นทั้งแปดคนถึงกับหายใจถี่ขึ้นเเละเริ่มมีอาการสั่นเทา เพราะตอนนี้สายตาของทุกคนต่างจ้องมองมาที่พวกเขาทั้งเเปดคน
เเละอย่างที่คิดเอาไว้ ทุกคนทุกสายตารวมถึงผู้นำของแต่ละเผ่านั้นก็จ้องมองมายังยอดฝีมือทั้งแปดคนด้วยสายตาที่กดดัน
“ท่านหลางหยา ท่านเป็นคนที่ได้รับการฝึกฝนจากท่านเทพยุทธ์ไท่เทียน และเป็นผู้ที่ได้รับจากท่านเพทพยุทธ์โดยตรง ฉันคิดว่าคุณน่าจะจัดการกับรูปปั้นเเละเครื่องจักรเล็กๆพวกนี้ได้อย่างไม่คณามือเลย เพราะงั้นเชิญคุณเข้าไปด้านในเถอะ!”
ชายวัยประมาณสามสิบยืนขึ้นพูดด้วยเสียงราบเรียบ
ในบรรดาคนที่อยู่ตรงนี้คนๆนี้เป็นคนที่มีอายุมากที่สุดและมาจากตระกูลดาบโอสถ มีชื่อว่าเย่าเจี้ยนคุ่ยอิงมาจากชื่อของตระกูลเย่าเจี้ยน และมีความคล้ายคลึงกับตระกูลพิณเเละดาบ แต่จะต่างกันตรงที่ว่าตระกูลพิณเเละดาบนั้นใช้ดาบมาทำพิณ ส่วนตระกูลดาบโอสถจะถนัดใช้ดาบยาพิษ โดยจะชอบนำพิษที่ได้นั้นมาอาบลงไปที่ดาบ และยาพิษที่ใช้นั้นร้ายเเรงและน่ากลัว โดยปกติเเล้วนอกจากคนของตระกูลดาบโอสถ หรือเเม้กระทั่งคนของชีพจรมังกรใต้ดินก็ไม่สามารถที่จะถอนพิษนี้ได้
หลังจากสิ้นคำพูดของเย่าเจี้ยนคุ่ยเเล้ว คนอื่นๆก็พากันออกความคิดเห็นของตนบ้าง
“ท่านหลางหยา เชิญเข้าไปครับ”
“ด้วยพลังของท่านเเล้ว ท่านไม่สามารถที่จะทำลายกระดานหมากรุกเล็กๆนี้ได้”
“ท่านหลางหยา น้ำใจของท่านเย่เหยียนนั้นยากที่จะปฏิเสธนะ ทำไมต้องทำให้เรื่องมันวุ่นวายขนาดนี้ล่ะ? รีบลงมือเถอะ”
“ท่านหลางหยา?”
เสียงพูดของทุกคนโน้มน้าวกันอย่างไม่ขาด
เรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาของพวกเขา สำหรับพวกเขาเเล้วมันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร
อีกอย่าง ถ้าหากสิ่งที่เย่เหยียนพูดนั้นเป็นความจริง ผู้ติดตามของเทพยุทธ์ไท่เทียนทั้งเเปดสามารถกวาดล้างตัวหมากรุกบนกระดานได้ทั้งหมดและเหลือเพียงรูปปั้น งั้นพวกเขาก็กล้าที่จะเข้าไปต่อสู้ด้านในโดยที่ไม่ต้องถูกอำนาจใดๆมาคุกคามอีกต่อไป และเย่เหยียนจะลงมือด้วยตัวเองเมื่อถึงเวลานั้นอย่างเเน่นอน และนั่นเเสดงว่าพวกเขาก็จะไม่ได้ลงมือทำอะไรเลย
และเมื่อเผชิญกับสถาณการณ์ตรงหน้าก็เห็นได้ชัดว่าคนพวกนี้อยู่ข้างเย่เหยียน
คนของเทพยุทธ์ไท่เทียนรู้สึกโกรธมาก
เเค่คำพูดเพียงไม่กี่คำของเย่เหยียนทำให้พวกเขานั้นตกเป็นเป้าหมาย แถมยังถูกวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆนาๆ
หลางหยารอให้คนกลุ่มนี้จนมุม
หลินหยางเห็นสถาณการณ์ดังนั้นเเล้วก็เกิดมีเเผนการอยู่ในใจ จากนั้นจึงก้าวออกไปข้างหน้า
“เย่เหยียน นายนี่ยังชอบรังเเกคนที่อ่อนเเอกว่าเหมือนเดิมนะ! ถ้าหากว่าเทพยุทธ์ไท่เทียนอยู่ที่นี่ นายยังจะกล้าอวดดีใส่ท่านหลานหยาอยู่แบบนี้รึเปล่า? ตอนนี้เข่ามาในตำหนักมังกรเเล้ว คนข้างนอกไม่รู้ว่าเหตุการณ์ตรงนี้เป็นยังไง นายนี่มันยโสโอหังจริงๆ นายไม่กลัวท่านเทพยุทธ์ไท่เทียนจะตามคิดบันชีกับนายทีหลังเหรอ?”
หลังสิ้นคำพูดนั้น อั้นหมิงเย่เเละอีกหลายๆคนก็หันกลับมามองกันเป็นตาเดียว
“เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับนาย ไสหัวไปตรงโน้นไป อย่าคิดนะว่าฉันจะฆ่านายให้ตายไม่ได้!”
อั้นหมิงเยว่ก่นด่าเสียงต่ำ
“งั้นก็เชิญคุณหนูใหญ่ลองดู!”
ฉางหลานฟู้ก้าวออกไปด้านหน้าด้วยสีหน้าเเละเเววตานั้นเต็มไปด้วยความกระหายการต่อสู้
ถึงเเม้ว่าฉินเจี้ยนหนู่ไม่อยากยุยงอั้นหมิงเยว่เเละเย่เหยียน เเต่เวลานี้เธอเองก็ไม่ได้ถอยหนีแถมยังยืนถือดาบอยู่ข้างๆหลินหยางเสียด้วยซ้ำ
“หืม?”
เเละขณะนี้เอง เหมือนกับว่าเย่เหยียนจะสังเกตเห็นอะไรบางอย่าง สายตาของเขาเหลือบมองไปเห็นคราบเลือดที่อยู่บนดาบของฉินเจี้ยนหนู่เเละนั่นเผยให้เห็นถึงความแปลกใจ
เห็นท่าทางการเคลื่อนไหวของหลินหยางที่ก้าวออกมาด้านหน้า หลางหยาเเละคนอื่นๆต่างก็ไม่กล้าขยับเพราะคิดว่านั่นไม่ใช่ความจริง
ก่อนหน้าตอนที่อยู่ชั้นที่สอง ก็เป็นหลินหยางที่ยืนขึ้นเเล้วเดินออกมา
และตอนนี้ทั้งเเปดคนก็ตกเป็นเป้าหมายและถูกต่อว่าอย่างหนัก แต่ไม่ไมีใครคิดที่จะช่วยพวกเขาเลยสักคน เเต่มีเพียงหลินหยางเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ไม่เกรงกลัวพลังของเย่เหยียนและผู้นำคนอื่น อีกทั้งยังพร้อมที่จะสนับสนุนทุกคนอีกด้วย
“นี่สหาย คุณชื่อว่าอะไร?”
หลางหยามองหลินหยางพร้อมกับถามเสียงต่ำ
“ฉันแซ่หลิน”
“ขอบคุณสำหรับทักๆคำพูดที่คอยช่วยเหลือนะท่านหลิน เเต่ชีวิตนี้ฉันไม่กลัวตาย เเค่เย่เหยียนคนเดียวไม่ได้ทำให้พวกเรารุ็สึกกลัวหรอกนะ ขอให้อยู่ห่างๆเอาไว้ ตอนนี้ฉันทนรอไม่ไหวที่จะได้สู้กับเขาเเล้ว!”
หลางหยาพูดด้วยน้ำเสียงที่เเหบพร่า เเละสายตาของเขานั้นเต็มไปด้วยความดุดันชั่วร้าย
เย่เหยียนไม่ได้สนใจหลางหยาหรือคนอื่นแต่กลับจ้องมองไปที่เจี้ยนเฉินหนู่ แล้วเบนสายตามองไปที่หลินหยางและเกิดข้อสงสัยขึ้นในเเววตาคู่นั้น
“ฆ่า!”
ขณะนี้เอง หลางหยาตะโกนขึ้นแล้วพาพวกพ้องเข้าโจมตีไปที่เหย่เหยียนอีกครั้ง
VERIFYCAPTCHA_LABEL
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: สุดยอดลูกเขยของเทพธิดา
ทำไมขาดๆหายๆ...
อยากอ่านต่อครับ...
ลงวันละ10ตอนไม่ได้เหรคับ 5ตอนมันน้อยไป กว่าจะอ่านจบลืมหมดพอดี...
อ่านสนุกนางเอกค่อนข้างโง่ซื่อบื้อ...
อยากอ่านต่อ...
เขียนดีอ่านสนุกครับ...
D...
ทำไมบางตอนเนื้อหาหายไปหมดเหลืออยู่แค่ไม่ถึง6บรรทัดเลย...
หลินหยาง...ผมอยากบอกว่า คุณมันกระจอก 5555...
บทหาย...