ด้านในหุบเขา ละอองแสงหลั่งไหล ประกอบกันเป็นภาพมายา เกิดเป็นค่ายกลที่ทั้งมหึมาทั้งลี้ลับ
ค่ายกลหมุนวน ประกายแสงสีเหลืองหลายสายพุ่งออกมาจากแท่นบูชาตรงกลาง จากนั้นก็ส่องฟ้าดินที่อยู่รอบๆ
เจิ้งหมิงมองภาพนี้ ก่อนจะแค่นเสียงคำหนึ่ง “เป็นค่ายกลบูชาฟ้าจริงๆ…”
เยี่ยซินที่อยู่บนเรือเดิมทีเตรียมจะพูดช่วยคังผิง เวลานี้กลับสับสนเล็กน้อย “เมื่อครู่ไม่ใช่ค่ายกลเช่นนี้”
เฉินจื้อเหลียงแค่นเสียง “มีศิษย์พี่เจิ้งจับตาดูอยู่ การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เกิดขึ้นผ่านความามารถของศิษย์พี่เจิ้ง ปลอมแปลงไม่ได้”
ในหุบเขาเปลี่ยนเป็นเงียบสงัด บรรยากาศแปลกประหลาดยิ่ง
พวกคังผิงซึ่งอยู่ในหุบเขาพากันมองเรือยักษ์ที่ลอยอยู่กลางท้องฟ้าพร้อมกัน
แสงอัสดงรอบๆ เรือนภาร่อนวายุที่อยู่ข้างบนโชติช่วงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ลำแสงไหลเวียน พร้อมลงมือหรือถอยหนีตลอดเวลา
คังผิงสีหน้ายังคงไร้อารมณ์ แต่ว่าสายตาเคร่งขรึมอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
คังฮูหยินใบหน้าเคร่งเครียด ยังคงระมัดระวังตัว แต่ความสุขุมก่อนหน้านี้หายไปแล้ว
ความเหี้ยมเกรียมบนแก้มอันเหลืองตอบของฉีเหว่ยเข้มข้นขึ้น สองมือเคลื่อนไหวโดยสัญชาตญาณ เหมือนคิดจะควักอะไรออกมา
เขาเป็นปรมาจารย์ค่ายกล มีของวิเศษติดตัวมากมาย สามารถใช้วางค่ายกลที่แข็งแกร่งได้ตลอดเวลา
คังจิ่นหยวนสีหน้าดุร้ายกว่าเดิม กัดฟันกรอด ร่างแข็งเกร็ง เกือบจะลงมือแล้ว
คังเม่าเซิงที่อยู่ข้างเขาเหมือนกับคังผิง ยังรักษาความเยือกเย็นเอาไว้ได้ แต่ก็เคร่งขรึมถึงขีดสุดเช่นกัน เคร่งขรึมกว่าตอนที่เผชิญกับค่ายกลอัคคีสวรรค์อัสนีวิบัติที่เกาะเฉวียนหลิงเสียอีก
ชั่วขณะนั้น อากาศบริเวณรอบๆ เหมือนกับแข็งตัวขึ้น
ไป๋จื่อคังที่อยู่บนเรือนภาร่อนวายุไม่ได้กล่าววาจา
ครั้งนี้หากเกิดความผิดปกติเล็กน้อย เรื่องนี้ไม่อาจจัดการในครั้งเดียวได้อีกแล้ว
ไป๋จื่อหมิงมองเยี่ยนจ้าวเกอ จากนั้นก็มองเจิ้งหมิงที่เป็นผู้บังคับเรือนภาร่อนวายุ ‘เปิดโปงอีกฝ่ายต่อหน้า เป็นการหักหน้ากันเกินไป เช่นนี้อีกฝ่ายจะอับอายกลายเป็นโทสะ ลงมือฆ่าปิดปากหรือไม่?’
ในเมื่อปิดบังไม่ได้ เช่นนั้นก็ปล้นกันอย่างเปิดเผย ฉีกหน้าและอาศัยวิธีการเหี้ยมโหดรับมือ
ไป๋จื่อหมิงย่อมต้องหวั่นวิตก พลังของคังผิงเมื่อครู่ปรากฏขึ้นเพียงแวบเดียว ก็ทำให้ทุกคนกริ่งเกรงแล้ว
เขาเองก็อยู่บนเรือนภาร่อนวายุ ครั้งนี้ดูเหมือนจะติดร่างแหไปด้วยเสียแล้ว
เยี่ยนจ้าวเกอสัมผัสได้ถึงสายตาของไป๋จื่อหมิง เขาหันไปมองอีกฝ่าย ก่อนจะยิ้มพลางพยักหน้า สีหน้าไร้ความหวาดกลัวและความกริ่งเกรงแม้แต่น้อย
คังผิงมีพลังแข็งแกร่งจริงๆ ใช้แค่ตามองก็ฆ่าจอมยุทธ์ที่อยู่ในระดับจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์ได้แล้ว
ถ้าไม่ใช่เพราะว่าเยี่ยนจ้าวเกอแตกต่างกับคนทั่วไป เมื่อครู่อาจจะติดอยู่ในกระแสเวลา ถูกคังผิงฆ่าอย่างไร้ร่องรอย
แต่ขอแค่ยอดฝีมือขั้นสะพานเซียนของราชวงศ์ต้าเสวียอ๋องคนอื่นไม่อยู่ ขณะเดียวกันในสถานการณ์ที่คังผิงไม่มีอาวุธศักดิ์สิทธิ์มากกว่าหนึ่งชิ้นในมือ เขาก็ไม่อาจรับประกันได้ว่าจะสามารถรั้งพวกเยี่ยนจ้าวเกอและเจิ้งหมิงไว้ได้
เมื่อมีเรือนภาร่อนวายุอยู่ด้วย ถึงจะไม่อาจบอกว่าสามารถเอาชนะคังผิงได้ แต่หากคิดหนีเต็มกำลัง ย่อมมีโอกาสมากมาย
ยิ่งไปกว่านั้น ก่อนที่จะมา พวกเจิ้งหมิงก็ได้วางแผนไว้แล้ว พวกตนไม่อาจถูกฆ่าโดยไร้คราวข่าวเด็ดขาด
เมื่อเกิดเรื่องขึ้น ประมุขอาคเนย์จะสืบเรื่องราวทันที
บางทีด้านหลังพวกคังผิงอาจจะมีเงาของบุคคลที่ยิ่งใหญ่คนอื่นอยู่ด้วย แต่ว่าถ้าลูกศิษย์ที่ถ่ายทอดวิชาให้ด้วยตัวเองตายอย่างไร้ร่องรอย ประมุขอาคเนย์ย่อมไม่มีวันเลิกรา
สามกษัตริย์ห้าจักรพรรดิ ประมุขทั้งสิบ ในฐานะผู้ปกครองของโลกซ้อนโลก ระหว่างกันมีความเกี่ยวข้องซับซ้อน ประมุขอาคเนย์ก็ไม่ใช่มีแค่ตัวคนเดียว
เจิ้งหมิงมองหุบเขา กล่าวอย่างเชื่องช้า “ขอถามท่านคัง นี่คือค่ายกลอะไร ค่ายกลต้นปฐพีกำเนิดหรือ?
“ตัวข้าไม่ได้เก่งกาจ แต่ดูเหมือนไม่ใช่ หากท่านคังยังยืนกรานปฏิเสธก็ไม่เป็นไร อีกไม่นานจะมีศิษย์ร่วมสำนักคนอื่นมาถึงที่นี่ พวกเรารออีกสักหน่อย ให้ศิษย์พี่ที่มีความสามารถด้านค่ายกลของข้ามาตรวจสอบ”
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ตำนานศิษย์พี่เจ้าปฐพี