เฉียนซื่อพาเฉินหู่และเฉินชิงมายืนดูซูเสี่ยวลู่ด้วย
ซูเสี่ยวลู่ยิ้มพลางกล่าวว่า
"อาจารย์กุยโหยวจะทดสอบฝีมือข้า วันนี้จึงออกมาเดินเล่นสักรอบ"
กุยโหยวสีหน้าราบเรียบ เพียงพยักหน้ารับ
เฉินหู่และเฉียนซื่อหัวเราะพร้อมกล่าวว่า
"เช่นนั้นเจ้าก็รีบไปเถอะ"
พวกเขาเองก็ต้องไปทำงานแล้ว
ซูเสี่ยวลู่พยักหน้ารับ ก่อนออกเดินทางไปพร้อมกับกุยโหยว
เมื่อออกห่างจากถนน กุยโหยวก็เหยียบปลายเท้าพุ่งทะยานลอยตัวขึ้นสู่ฟ้าไปก่อน
ซูเสี่ยวลู่เลยรีบเร่งลมปราณพยายามตามติดไป
วิชาตัวเบาใช้กำลังภายในในการขับเคลื่อน
การเดินทางตลอดเส้นทางจนถึงเมืองหยางเจี่ยว ทำเอาซูเสี่ยวลู่เหนื่อยจนเหงื่อท่วมกาย
ว่าก็ว่า วิชาตัวเบาก็มิใช่เรื่องเบาสบายดั่งชื่อ
เมื่อเข้าสู่ตัวเมือง ซูเสี่ยวลู่จึงเอ่ยกับกุยโยวว่า
"อาจารย์กุยโยว พวกเรารอสักครู่ก่อนเถิด เวลานี้ผักดองเปรี้ยวและผักดองเค็มยังขายไม่หมด พวกนางน่าจะยังคงยุ่งอยู่"
"อืม"
กุยโยวพยักหน้า ซูเสี่ยวหลิงและเฉินต้านิวช่วยกันขายผักเสมอ พวกนางไม่เคยอู้งานหรือละเลยหน้าที่เลย
เมื่อความร่วมมือกับโรงเตี้ยมเริ่มพัฒนาอย่างลึกซึ้งขึ้น ทุกวันทั้งสองครอบครัวก็จะขายเพียงวันละหนึ่งร้อยชั่ง และโดยปกติแล้วพอถึงเวลาประมาณยามอู่สี่เค่อของก็จะขายหมด
หลังจากขายหมดแล้ว ทั้งสองคนก็ค่อย ๆ เก็บข้าวของ หากซูเสี่ยวหลิงและเฉินต้านิวต้องการที่จะไปพบใคร ก็มักจะใช้เวลานี้โดยอ้างว่าจะไปซื้อของบางอย่างเพื่อเป็นข้ออ้างแล้วออกไป
ณ เวลานี้ ซูเสี่ยวหลิงและเฉินต้านิวยังคงยุ่งอยู่กับการช่วยขายของ
แล้วก็เป็นไปตามคาด เมื่อถึงเวลาประมาณยามอู่สี่เค่อทั้งสองคนก็ออกจากร้านพร้อมกัน
ซูเสี่ยวลู่และกุยโหยวคอยติดตามอยู่ห่าง ๆ
ซูเสี่ยวหลิงและเฉินต้านิวเดินมาถึงร้านบะหมี่แห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากสำนักบัณฑิต พอเลือกที่นั่งได้แล้วก็เรียกพนักงานในร้านมา พลางฝากให้เขาไปตามใครบางคนมาพร้อมย้ำว่าเรื่องนี้ต้องเก็บเป็นความลับ จากนั้นก็ยื่นเงินหนึ่งร้อยอีแปะให้เป็นค่าปิดปาก
พนักงานรับเงินไปก็ยิ้มกว้าง และรีบตอบรับอย่างรวดเร็ว
ซูเสี่ยวลู่และกุยโหยวนั่งอยู่ที่ชั้นสองของโรงน้ำชาซึ่งตั้งอยู่ตรงข้ามกับร้านบะหมี่ พวกเขามองดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในร้านบะหมี่ผ่านหน้าต่างอย่างเงียบ ๆ
เฉินต้านิวนั่งกระสับกระส่ายราวกับมีหนามทิ่มแทง พลางเอ่ยถามซูเสี่ยวหลิงด้วยน้ำเสียงกังวลว่า
"พี่เสี่ยวหลิง พี่ว่าเขาจะดูออกหรือไม่? ถ้าเขารู้เข้าจะทำยังไงดีล่ะ?”
ซูเสี่ยวหลิงยิ้มน้อย ๆ พร้อมกล่าวว่า
"ต้านิวหากเจ้านั่งนิ่งๆ ไม่ขยับไปมา ข้ารับรองว่าเขาไม่มีทางดูออก เราก็แค่คนธรรมดาที่มานั่งกินบะหมี่กัน เจ้ากลับแสดงท่าทางกระวนกระวายเช่นนี้มิเท่ากับบอกใบ้ให้เขารู้หรือ? แม้ว่าเขาจะไม่ตั้งใจจับผิดแต่เห็นเจ้านั่งร้อนรนขนาดนี้อย่างไรก็ต้องสังเกตเห็นแน่"
สตรีที่นั่งกระสับกระส่าย ใบหน้าแดงจัดเช่นนี้ ดูยังไงก็ผิดปกติ
ซูเสี่ยวหลิงยิ้มบาง ๆ ก่อนเอ่ยปลอบใจเฉินต้านิวว่า "อย่ากังวลไปเลย เจ้าน่ารักขนาดนี้ เจ้าก็เป็นคนที่ดีที่สุดอยู่แล้ว"
เฉินต้านิวได้ยินเช่นนั้นก็ยิ่งรู้สึกกระวนกระวายเข้าไปใหญ่
นางมองไปที่ประตู ก่อนจะหันไปบอกซูเสี่ยวหลิงว่า "เสี่ยวหลิง เราเปลี่ยนที่นั่งกันเถอะ ตรงนี้มันตรงกับประตูเกินไป ข้า...ข้า...”
ใบหน้าของนางแดงก่ำยิ่งกว่ากุ้งสุก หากอีกฝ่ายเข้ามาเห็นนางในสภาพนี้จะไม่รู้ได้อย่างไรว่านางมีพิรุธ
ซูเสี่ยวหลิงยิ้มพลางส่ายหน้า "ข้าคิดว่าที่นั่งเจ้าดีแล้ว ไม่ต้องเปลี่ยนหรอก"
ซูเสี่ยวหลิงไม่ยอมเปลี่ยนที่นั่ง เฉินต้านิวพยายามอ้อนวอนเท่าไรก็ไม่เป็นผล
เฉินต้านิวได้แต่ละทิ้งความคิดนั้นไป นั่งรอด้วยความประหม่าและคาดหวังต่อไป และแอบชำเลืองมองไปที่ประตูเป็นครั้งคราว
ไม่นานนักพนักงานร้านบะหมี่ก็พาผู้หนึ่งเข้ามา
คนที่มาเป็นชายหนุ่มอายุราวสิบแปดสิบเก้าปี
สวี่ปั๋วเหวินเดินเข้ามาอย่างเร่งรีบ ทันทีที่เงยหน้าขึ้นก็สบตากับเฉินต้านิวที่ใบหน้าแดงก่ำ
ทั้งสองสบตากันราวกับเวลาหยุดนิ่ง ต่างฝ่ายต่างชะงักไปชั่วขณะ
จากนั้นเฉินต้านิวก็รีบก้มหน้าลงด้วยความเขินอาย
สวี่ปั๋วเหวินเองก็เบือนสายตาหนีไปทางอื่น
พนักงานนำเขาไปยังโต๊ะว่างอีกฝั่ง ก่อนจะหันกลับไปทำงานของตนเองต่อ
ไม่นานบะหมี่ร้อนๆ ก็ถูกยกมาเสิร์ฟ

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยนำโชคของครอบครัวชาวนา