ออกจากจวนเจ้าเมืองมาแล้ว จางเหมยเจินเหรินก็ถามว่า “ไอ้กระต่ายน้อย เรื่องประตูแดนวิญญาณ ทำไมไม่บอกพี่เขยคนที่สองของเจ้าไว้ล่ะ?”
เย่ชิวว่า “เรื่องนี้ยังไม่กระจ่าง พูดไปก็มีแต่จะเพิ่มภาระให้เขาเปล่า ๆ”
“เหล่าโต้วซี เรารีบหน่อย กวาดค้นเมืองหลิงหยุนให้ทั่ว ดูสิว่าจะเจอเบาะแสอะไรบ้างไหม?”
จางเหมยเจินเหรินว่า “ไอ้กระต่ายน้อย เพื่อประหยัดเวลา ข้าเสนอให้แยกกันเดินทาง สุดท้ายค่อยกลับไปนัดเจอกันที่จวนเจ้าเมือง”
“ได้” ว่าแล้วทั้งสองก็แยกย้ายกันออกไปหาเบาะแส
ครึ่งชั่วยามให้หลัง
เย่ชิวกลับมาถึงจวนเจ้าเมือง
เขารออยู่อีกหนึ่งก้านธูป จางเหมยเจินเหรินถึงค่อยกลับมา พอเห็นอีกฝ่ายทำหน้าตาตื่นเต้น เย่ชิวก็ถามว่า “เจอเบาะแสแล้วเหรอ?”
จางเหมยเจินเหรินส่ายหน้า “ไม่เจอ”
“แล้วดีใจอะไรนัก?” เย่ชิวถาม
จางเหมยเจินเหรินหัวเราะ “เมืองหลิงหยุนนี่ช่างร่ำรวยจริง ๆ พวกขุนนางผู้ดีมีศิลาวิญญาณกองเต็มบ้าน เดาดูสิว่าข้ากวาดมาได้เท่าไหร่? สองร้อยล้าน!”
ทันใดนั้นสีหน้าเย่ชิวก็มืดลง ถามว่า “เพราะงี้สินะ ถึงกลับมาช้าขนาดนี้?”
“คนเขาหายไปทั้งเมือง ไม่หยิบฟรีก็เสียดายของ...” จางเหมยเจินเหรินยังพูดไม่ทันจบ เห็นเย่ชิวคว้าแส้ปราบเทพออกมา สีหน้าก็เปลี่ยนทันที รีบเอ่ยว่า “ถึงข้าจะเสียเวลาเก็บศิลาวิญญาณไปบ้าง แต่เรื่องที่ต้องตรวจสอบข้าก็ตรวจหมดแล้ว จริง ๆ ไม่เจอเบาะแสสักอย่าง”
“ฮึ ถ้ายังกล้าถ่วงเวลาอีก ระวังข้าฟาดเจ้าแน่” เย่ชิวเก็บแส้ปราบเทพกลับ
จางเหมยเจินเหรินถึงได้ค่อยโล่งอก ถามว่า “ไอ้กระต่ายน้อย เจ้าเจอเบาะแสไหม?”
“ไม่เจอ” เย่ชิวว่า “ไปเมืองต่อไปกัน”
อู่เชียนฟานว่า “ผมไปกับพวกคุณด้วยดีกว่า!”
ในเมื่อเย่ชิวกับจางเหมยเจินเหรินยังหาอะไรไม่เจอ เขาอยู่ที่นี่ก็คงไม่เกิดประโยชน์อยู่ดี
“ไปกัน!” เย่ชิวเรียกดาบขี่สายลมออกมา พาจางเหมยเจินเหรินกับอู่เชียนฟานเหยียบดาบบินตรงสู่เมืองหลิงอิน
เมืองหลิงอินเป็นเมืองเล็ก แถมยากจน ทั้งสามใช้เวลาแค่หนึ่งก้านธูปก็ตรวจตราทั่วทั้งเมืองเสร็จ
แต่ก็ยังไม่พบอะไรเลย
จากนั้นพวกเขาไม่เสียเวลาแวะพัก มุ่งหน้าไปยังเมืองถัดไปทันที
เมืองชุ่ยเวย!
สถานการณ์ก็เหมือนเดิม ไม่ได้อะไรติดมือมาแม้แต่น้อย
“โธ่โว้ย เผ่ามิ่งนี่มันมือสะอาดจริง ๆ กล้ากวาดหมดจนไม่เหลือเบาะแสสักเส้นผม” จางเหมยเจินเหรินสบถลั่น
อู่เชียนฟานเอ่ยอย่างเป็นกังวลว่า “สามนครแล้วเรายังหาเบาะแสอะไรไม่ได้เลย เกรงว่าไปเมืองหมิงจูก็คงสืบอะไรไม่ออก การจะหาตัวผู้สูญหายคงยากแล้ว”
เย่ชิวพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉยว่า “หาตัวผู้สูญหายไม่เจอ ก็ไปหาต้นตอก็แล้วกัน”
“ต้นตอ?” อู่เชียนฟานชะงักไป ก่อนอุทาน “หัวหน้า คุณหมายถึง...ตามหายมโลกน่ะเหรอ?”
“ใช่” เย่ชิวว่า “ในเมื่อเรื่องนี้เป็นฝีมือคนของเผ่ามิ่ง ถ้าตามหาผู้สูญหายไม่เจอ ก็เหลือแต่ไปรังใหญ่ของเผ่ามิ่งเท่านั้น”
“ข้าว่าสองคนนี้นี่นะ จะมองโลกในแง่ดีหน่อยได้ไหม?” จางเหมยเจินเหรินว่า “มีข้าอยู่ทั้งคน จะไปหาตัวพวกผู้สูญหายไม่เจอได้ยังไงกัน”
อู่เชียนฟานถาม “ท่านนักพรต หรือว่าท่านมีวิธี?”
จางเหมยเจินเหรินหัวเราะหึ ๆ “ข้าเชี่ยวชาญเรื่องอะไร ยังจำได้ไหมล่ะ?”
“จำได้” อู่เชียนฟานพยักหน้า “โลภเงิน แล้วก็ไม่รู้จักอาย”
จางเหมยเจินเหรินร้องลั่น “โถ ไอ้หมอนี่ รู้ข้อดีของข้าละเอียดยิ่งกว่าใครอีกนะ!”
อู่เชียนฟานถึงกับจนคำจะพูด
ไม่เคยเจอคนหน้าด้านได้ถึงเพียงนี้มาก่อน!
“แต่ที่เจ้าว่านั่นน่ะ ล้วนเป็นข้อดีของข้า ยังไม่ใช่สิ่งที่ข้าถนัดที่สุด” จางเหมยเจินเหรินว่า “ข้าคือยอดนักทำนายสวรรค์ เชี่ยวชาญที่สุดก็การทำนายโชคชะตานี่แหละ”
“ตอนนี้ข้าจะลงมือทำนายให้เดี๋ยวนี้เลย”
กำแพงเมืองก่อขึ้นจากศิลาเนื้อขาวราวหยก แม้ผ่านกาลเวลามายาวนานก็ยังขาวสะอาดดั่งใหม่ ยอดหอคอยบนกำแพงแกะสลักลายมังกรฟ้าหงส์ทอง รายละเอียดทุกส่วนเผยให้เห็นฝีมือช่างอันประณีตบรรจง
ทว่าใต้ความงดงามนั้น กลับซ่อนเร้นกลิ่นอายอัปมงคลเอาไว้
เมืองที่ควรจะคึกคักจอแจแห่งนี้ เวลานี้กลับมีเพียงองครักษ์ประจำวังไม่กี่กองประจำการอยู่ นอกนั้นไร้วี่แววผู้คน ไร้แม้แต่สายควันจากเตาไฟ มีเพียงเสียงลมคร่ำครวญพัดผ่านถนนอันว่างเปล่า
“เฮ้อ!” อู่เชียนฟานทอดถอนใจยาว “ไม่นึกเลยว่าเมืองหมิงจูอันรุ่งเรือง จะกลายเป็นสภาพแบบนี้ ชวนให้เศร้าสลดจริง ๆ”
“พี่ใหญ่ ท่านนักพรต รู้ไหมครับ ว่าเมืองหมิงจูได้ชื่อนี้มาก็เพราะที่นี่ขึ้นชื่อเรื่องไข่มุก”
“อ้อ?” จางเหมยเจินเหรินขมวดคิ้ว “ที่นี่ไม่ติดทะเลใหญ่หรือทะเลสาบสักหน่อย จะไปมีไข่มุกได้ยังไง?”
ในความเข้าใจของเขา ไข่มุกมีได้ก็แต่ในหอยตามทะเลใหญ่หรือทะเลสาบเท่านั้น
“ท่านนักพรตลองมองทางนี้ครับ!”
อู่เชียนฟานชี้มือไปยังยอดเขาลูกใหญ่ที่ตั้งอยู่ทางตะวันตกสุดของเมืองหมิงจู “ภูเขาลูกนั้นชื่อว่าภูเขาไข่มุก”
“หลายปีก่อน มีชาวบ้านคนหนึ่งไปเจอไข่มุกอยู่บนภูเขา รู้ไหมว่ามันใหญ่แค่ไหน?”
“ใหญ่แค่ไหน?” จางเหมยเจินเหรินถาม
อู่เชียนฟานว่า “ใหญ่กะละมังอาบน้ำยังอาย”
“ใหญ่ขนาดนั้น?” จางเหมยเจินเหรินทำหน้าตื่น “จริงเหรอ ข้ายังไม่เคยเห็นไข่มุกที่ใหญ่ขนาดนั้นมาก่อนเลยนะ”
“จริงสิครับ” อู่เชียนฟานว่า “ก็เพราะไข่มุกมหึมาเม็ดนั้นแหละ เมืองหมิงจูถึงได้เลื่องชื่อไปทั่วจงโจว”
“เท่านั้นยังไม่พอ หลังจากนั้นก็มีชาวบ้านจำนวนไม่น้อยขุดเจอไข่มุกบนยอดเขาลูกนั้นเรื่อยมา ในหมู่นั้นมีไข่มุกขนาดเท่ากะละมังล้างหน้าก็ไม่น้อย”
“ส่วนไข่มุกขนาดเท่านิ้วมือ ยิ่งมีนับไม่ถ้วน”
“เพราะแบบนี้เอง ยอดเขานั้นถึงได้ชื่อว่าภูเขาไข่มุก”
จางเหมยเจินเหรินจ้องมองภูเขาไข่มุก ดวงตาเป็นประกายลุกวาว “ไม่นึกเลยว่าภูเขาไข่มุกลูกแค่นี้จะมีเรื่องเล่าพิลึกแบบนี้อยู่ด้วย จนเต๋าคนนี้ต้องไปดูให้จงได้แล้ว”
สิ้นคำ เขาก็กระโดดลงจากดาบขี่สายลม พุ่งตัวตรงไปยังภูเขาไข่มุกทันที

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: วิสารทแพทย์เทวัญ
ตอนที่ 261-281 ทำไมมีตอนละไม่กี่บรรทัด...
เรื่องนี้มีเติมเงินอ่านไหมครับ แนะนำหน่อย...
ทำไมลงวันละตอนแล้วครับ ช่วยชี้แจงหน่อยครับ...
ทำไมช่วงนี้ลงวันละตอนล่ะครับอีกอย่างช่วงแรกได้อ่านตั้งแต่7โมงเช้าแต่พอลงตอนเดียวต้องอ่านตอน3โมงเย็น...
ไอ้ชิบหาย มีแต่หน้าเปล่าๆมา3วันแล้ว พอๆเลิกอ่านบล็อคแม่งออกเลย หนังสือที่อื่นมีอ่านเยอะแยะ...
หลังๆทำไมลงแต่หน้าเปล่า ไม่มีตัวหนังสือสักตัว...
จะอ่านบท1611-1616ยังใงคับ...
ตอนที่ 267 - 301 มีแค่ 2-3 บรรทัดเองรบกวนแก้ไขให้ด้วยครับ ขอบคุณครับ...
อยากอ่านจนจบเรื่องทำไงบ้างครับ...
ฮาเร็มไหมครับ...