เข้าสู่ระบบผ่าน

ยอดหญิงลิขิตสวรรค์ นิยาย บท 1106

หรงซิวก้มลงจุมพิตที่หน้าผากของนางเบาๆ

“ข้าได้ส่งคนไปตรวจสอบเรื่องใต้เท้าฉู่หนิงแล้ว ไม่นานเราคงได้เบาะแสอันใดมาบ้าง”

ฉู่หลิวเยว่ชะงัก หัวใจดวงน้อยอุ่นวาบราวถูกโอบอุ้มด้วยกระแสน้ำอุ่น

นางพยักหน้าตอบเล็กน้อย

และในคืนนี้ ในที่สุดหรงซิวก็สามารถหอบผ้านวมของตนขึ้นไปนอนร่วมเตียงกับนางได้

ร่างทั้งสองกอดเกยกันอยู่บนเตียงกว้าง และจมดิ่งสู่ห้วงแห่งนิทราไปพร้อมกัน

เช้าวันรุ่งขึ้น หรงซิวก็จากไป และสั่งให้อวี๋มั่วเป็นคนดูแลฉู่หลิวเยว่

และหลังจากเขาเดินทางออกไปไม่นาน เหล่าผู้อาวุโสหลายคนก็มาร้องขอเข้าพบนาง

แต่ฉู่หลิวเยว่ขอให้อวี๋มั่วปฏิเสธพวกเขาทั้งหมด และแจ้งให้คนด้านนอกทราบว่านางต้องการปลีกวิเวกอยู่คนเดียว

และช่วงนี้นางใช้สิทธิ์ของชายาเอก พาตัวเองเข้าไปพักอาศัยอยู่ในตำหนักสักการะเทพ

ซึ่งสถานที่แห่งนี้ นอกจากท่านประมุขและโอรสสวรรค์แล้ว ไม่มีใครได้รับอนุญาตให้ขึ้นมา

แต่ตอนนี้มีฉู่หลิวเยว่เพิ่มมาอีกคน

ฉะนั้นตราบใดที่นางไม่อนุญาต ผู้อาวุโสเหล่านี้ก็จะไม่มีวันได้พบนาง

จากนั้นฉู่หลิวเยว่ก็เริ่มปลีกวิเวกและทำการ “เก็บตัว” อยู่ในห้อง ในขณะที่มีอวี๋มั่วคอยเฝ้าอยู่ด้านนอก

การแอบหนีออกจากพระราชวังเมฆาสวรรค์ โดยไม่ให้มีพิรุธนั้นเป็นเรื่องที่ยากเย็นแสนเข็ญยิ่ง

นั่นเพราะการออกไปจากที่นี่จะต้องใช้เส้นทางผ่านค่ายกลเคลื่อนย้ายเท่านั้น

แต่ไม่ใช่กับฉู่หลิวเยว่

เพราะนางมีแหวนศักดิ์สิทธิ์อยู่ในมือ!

ดังนั้น นางจึงสามารถเปิดใช้งานค่ายกลเคลื่อนย้ายตำหนักสักการะเทพได้อย่างง่ายดาย!

นอกจากนี้นางยังขอให้ตู๋กูโม่เป่าช่วยใส่ลมปราณของนางลงในหุ่นเชิด เพื่อแสร้งว่านางอยู่ที่นี่ตลอดเวลา

พร้อมทั้งสร้างค่ายกลขึ้นมาขวางกั้นอีกชั้นหนึ่ง ตราบใดที่อวี๋มั่วไม่บุกเข้ามา นางก็จะไม่ถูกจับได้

และถึงเขาจะรู้สึกถึงความผิดปกติแล้วบุกเข้ามาดู แต่กว่าจะถึงตอนนั้นฉู่หลิวเยว่คงหนีไปไกลแล้ว

สำนักหลิงเซียวอยู่ไกลจากพระราชวังเมฆาสวรรค์มาก

อีกทั้งฉู่หลิวเยว่ยังไม่กล้าเดินทางผ่านค่ายกลเคลื่อนย้ายของพระราชวังเมฆาสวรรค์ ระหว่างทางนางจึงสลับใช้ค่ายกลเคลื่อนย้ายจากถิ่นฐานอื่นสองสามครั้ง และนั่นทำให้นางเสียเวลาไปพอสมควร

แต่โชคดีที่มีตู๋กูโม่เป่าไปด้วย พวกเขาจึงผ่านการเดินทางครั้งนี้ไปได้อย่างราบรื่น

หลังจากผ่านไปประมาณห้าวัน ในที่สุดฉู่หลิวเยว่กับตู๋กูโม่เป่าก็มาถึงฝางโจว

ฝางโจวเป็นเมืองที่อยู่ใกล้กับสำนักหลิงเซียวมากที่สุด

ผู้ที่เดินทางเข้าไปยังสำนักหลิงเซียว จะต้องผ่านเมืองนี้ไปเสียก่อน

ฉู่หลิวเยว่ก้าวออกมาจากค่ายกลเคลื่อนย้าย และถอนหายใจยาวพรืดด้วยความโล่งอก ก่อนจะมองไปยังเมืองที่อยู่ไม่ไกล แล้วถอนหายใจอีกครา

“ฝางโจวหรือ…ช่างสมคำล่ำลือเสียจริง!”

ภายใต้ท้องนภาสีครามอมม่วง มีเมืองที่เต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมอันงดงามและประณีตตั้งอยู่บนที่ราบกว้างใหญ่

ก้อนหินขนาดใหญ่สีขาวอมเทาถูกวางทับซ้อนกัน ผิวของมันขรุขระทว่ากลับดูสง่างาม ยิ่งใหญ่และน่าเกรงขาม!

พร้อมม่านพลังสีเงินขนาดใหญ่ที่ปิดกั้นอยู่ด้านหลัง

ได้ยินมาว่าด้านหลังม่านนั้นคือสำนักหลิงเซียว!

“เห็นว่าด้านนอกสำนักหลิงเซียว มีค่ายกลที่ถูกสร้างจากพลังปราณศักดิ์สิทธิ์ด้วย ใครก็ตามที่ต้องการจะเข้าไปด้านใน จะต้องได้รับบัตรผ่านในฝางโจวก่อน”

ตู๋กูโม่เป่าอธิบาย

ฉู่หลิวเยว่พยักหน้ารับ

ยามนี้พวกเขาสองคนได้ปลอมตัวกันอย่างแนบเนียนและระมัดระวังสุดๆ

ฉู่หลิวเยว่สวมชุดคลุมสีฟ้าสดใสพร้อมพันเข็มขัดหยกสีขาวไว้รอบเอว นางสวมมงกุฎสีทองไว้บนศีรษะ ยืดกายอกผายเสริมให้กายาสูงโปร่งนั่นดูหนาขึ้น ไหนจะโครงหน้าอันหล่อเหลานั่นอีก

มองเผินๆ แล้วดูราวกับคุณชายจากตระกูลดังผู้มั่งคั่งสักคน

นางไม่ได้แต่งเพื่อโอ้อวด แต่ก็ไม่อยากให้ใครมาดูถูกกัน

ตู๋กูโม่เป่าที่อยู่ข้างๆ นางเองก็เปลี่ยนสีผมและดวงตาให้เป็นสีดำแบบเดียวกันกับนาง เมื่อเทียบกับตอนแรก ยามนี้รูปร่างหน้าตาของเขาเปลี่ยนไปเล็กน้อย

จากตุ๊กตาหิมะขาวๆ กลมๆ น่ารักน่าชังที่สุดในจักรวาล สู่ตุ๊กตาหิมะน่ารักน่าชังระดับสามัญชนทั่วไป

เมื่อก่อนเวลาเดินไปตามท้องถนน เหล่าพี่สาวและแม่ๆ ต่างจ้องจะเข้ามามอบความรักความเอ็นดูให้กับเด็กน้อยตัวกลมผู้นี้แทบทุกคน

แต่ดูเหมือนว่าตอนนี้ เขาจะขยาดกับเสน่ห์กลิ่นนมผงเช่นนี้มาก และจงใจปลอมตัวให้ตัวเองดูธรรมดาแบบสุดๆ

นอกจากแววตาอันเย็นชาและเฉยเมยแล้ว ทุกอย่างล้วนแตกต่างจากเมื่อก่อนแทบทั้งสิ้น!

หากผู้คนที่สัญจรไปมามิได้สังเกตให้ดีๆ ก็แทบมองไม่เห็นสิ่งผิดปกติใดๆ

“บัตรผ่าน…”

ฉู่หลิวเยว่พึมพำ

ตู๋กูโม่เป่าทรงพลังมาก ไม่แปลกที่เขาจะทำเช่นนี้ได้

นางแสร้งกระแอมสองสามที

“ไม่ ไม่แปลกเลย…”

“อย่าให้ข้ารอนานล่ะ”

ครั้นสิ้นประโยค ห้วงมิติรอบด้านพลันสั่นไหว ร่างของเขาเปล่งแสงสว่างวาบ ก่อนจะหายวับไปต่อหน้าต่อตาฉู่หลิวเยว่!

ฉู่หลิวเยว่ “…”

ตัดบทกันอย่างนี้เลยหรือ…

จากนั้นฉู่หลิวเยว่ก็มองไปรอบๆ

ความจริงแล้วที่นี่มีค่ายกลเคลื่อนย้ายอยู่ไม่ต่ำกว่าสิบเครื่อง แต่โชคดีที่ตำแหน่งเคลื่อนย้ายของนางค่อนข้างห่างไกล และไม่มีคนอยู่บริเวณนี้ จึงไม่มีใครสังเกตเห็นนาง

นางรวบรวมสติให้มั่น แล้วยกเท้าก้าวเดินไปข้างหน้า!

เมื่อเดินเข้าไปใกล้เรื่อยๆ ฉู่หลิวเยว่ก็พบว่าฝางโจวนั้นแตกต่างจากเมืองทั่วไป

ที่ทางเข้าที่นี่ไม่มีผู้คุมเลยสักคน

ไม่แม้แต่ประตูหลัก!

ทั้งซ้ายและขวาล้วนเป็นกำแพงที่ทำจากหินสีเทาและสีขาว ตรงกลางมีประตูทรงกลมคล้ายขนาดใหญ่อุโมงค์ แถมยังมีร่องรอยความเสียหายบริเวณด้านข้างประตู ราวกับว่าถูกฟันด้วยกระบี่

พอดูดีๆ แล้วเหมือนว่ามัน…ถูกฟันอย่างสะเปะสะปะด้วย

สถานที่แห่งนี้มีผู้คนเดินทางเข้าออกมากมาย

พูดตรงๆ ก็คือ คนส่วนใหญ่เข้าไปและมีเพียงบางส่วนที่กลับออกมา

ซึ่งคนส่วนใหญ่ที่เข้าไปในนั้น ล้วนเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและความคาดหวัง

ส่วนคนที่กลับออกมานั้น ล้วนเต็มไปด้วยความหดหู่และสิ้นหวัง พร้อมกับความเสียใจที่ปรากฏขึ้นในดวงตาของพวกเขาอย่างปิดไม่มิด

เห็นได้ชัดว่าคนเหล่านี้เป็นผู้ฝึนตนที่ยอมแพ้ในการเข้าสำนักหลิงเซียว

ฉู่หลิวเยว่ยกเท้าขึ้น พลางก้าวเข้าไป

ทว่าในขณะก้าวผ่านประตูไปนั้น จู่ๆ ก็มีคลื่นความผันผวนพุ่งออกมาจากไข่มุกธาราในกายของนาง!

พร้อมความรู้สึกคุ้นเคยแปลกๆ ที่พุ่งเข้ามาในจิตใจ!

——————————————-

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ยอดหญิงลิขิตสวรรค์