เข้าสู่ระบบผ่าน

ยอดหญิงลิขิตสวรรค์ นิยาย บท 1742

………………..

ด้านนอกวิหารไท่ซวี โหมวหยางและผู้อาวุโสคนอื่นๆ ภายในเผ่าต่างกำลังรอคอยอย่างเงียบงัน

ในแววตาของพวกเขาแววตาของพวกเขาจับจ้องวิหารไท่ซวีที่ตั้งตระหง่าน

แสงอาทิตย์เจิดจ้าตกกระทบหลังคาวิหารทำให้แสงสะท้อนงดงามพร่างพราว

น่าเกรงขาม ตึงเครียด ศักดิ์สิทธิ์!

“และไม่รู้ว่าในครั้งนี้จะสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้กี่คน…”

“โหมวเสิ่นนับว่าเป็นคนที่โดดเด่นที่สุดในบรรดารุ่นเยาว์แล้วใช่หรือไม่? คนอื่นข้าไม่กล้าพูด แต่โหมวเสิ่น…จะต้องทำได้แน่นอน!”

“หึ เรื่องเกี่ยวกับวาสนาเช่นนี้ เจ้าจะพูดคำว่าแน่นอนได้อย่างใด? ก่อนหน้านี้มีคนที่คุณสมบัติไม่นับว่าอยู่ในระดับสูงสุด แต่เขากลับเป็นคนที่ได้รับมรดกที่ยิ่งใหญ่ไม่ใช่หรือ? ข้าคิดว่า ผลลัพธ์เช่นนี้…ไม่มีใครสามารถพูดได้!”

ทุกคนกดเสียงต่ำ

ผู้อาวุโสที่อยู่ด้านข้างโหมวหยางถามขึ้นมาพร้อมรอยยิ้ม

“ท่านประมุข ท่านมีคนที่คาดหวังเอาไว้หรือไม่?”

โหมวหยางยิ้มบางๆ

“พวกเขาพูดได้ถูกต้อง หากไม่ถึงตอนสุดท้าย ก็ไม่สามารถบอกได้ว่าจะเกิดอันใดขึ้น”

ในเวลาเช่นนี้ ทัศนคติของเขานั้นก็เป็นกลางอยู่เสมอ

ทุกคนรู้สึกเคยชินมาตั้งนานแล้ว จึงไม่ได้จริงจังกับมันเท่าไร

โหมวหยางมองดูอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็หันศีรษะมาแล้วถามว่า

“จริงสิ คนที่อยู่ด้านนอกเกาะมังกรศักดิ์สิทธิ์ล่ะ ตอนนี้พวกเขาจากไปหรือยัง?”

ผู้อาวุโสท่านนั้นรีบตอบว่า

“เมื่อครู่นี้ข้าเพิ่งได้รับรายงานมาว่า พวกเขาได้จากไปแล้ว เพราะว่าตอนนั้นท่านกำลังเปิดวิหารไท่ซวีอยู่ นั้นข้าจึงไม่ได้รายงานต่อท่านในทันที”

“พวกเขามองเห็นอีกฝ่ายจากไปด้วยตาตนเอง อีกทั้งข้าเพิ่งได้สั่งให้พวกเขาเสริมกำลังลาดตระเวนให้เข้มงวดยิ่งขึ้น ไม่อนุญาตให้ผู้ใดเข้าใกล้เกาะมังกรศักดิ์สิทธิ์ได้อีกเด็ดขาด ดังนั้นท่านวางใจได้เลย”

โหมวหยางพยักหน้า ภายในใจเกิดความสงสัยขึ้นมา

ในเมื่อหงส์ทองคำตัวนั้นเป็นอสูรในพันธสัญญาของซั่งกวนเยว่ มันจะจากไปโดยตรงอย่างนี้ได้อย่างใด?

จากคำพูดของหรงซิวแล้วนั้น หงส์ทองคำตัวนั้นก็น่าจะติดตามพวกเขามาจากสุสานสังหารเทพ

การเดินทางเป็นหมื่นลี้ พูดไม่ได้ว่าไม่ลำบาก

แต่เจอคำพูดแค่ประโยคเดียว ก็ทำให้พวกเขาเดินทางจากไปได้เลยหรือ?

เขาชะงักไปเล็กน้อยแล้วพูดว่า

“ส่งคนไปจับตามองอีก ก่อนงานหมื่นคีรีจะเสร็จสิ้น ห้ามเกิดมีข้อผิดพลาดใดๆ เด็ดขาด”

“ขอรับ!”

ริมฝีปากของโหมวหยางขยับขึ้นเล็กน้อย เดิมทีเขาคิดว่า เขาจะส่งคนไปตรวจสอบหงส์ทองคำตัวนั้นอย่างละเอียด และสืบว่าในงานพิธีกราบไหว้บรรพบุรุษ มันเกิดอันใดขึ้นกันแน่

แต่ทันทีที่ความคิดนี้ของเขาปรากฏ เขาก็ต้องรีบระงับมันลงในทันที

ตอนนี้เป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดของงานหมื่นคีรี การที่จะหันไปสนใจเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง

แล้วอีกอย่างแค่คิดเขาก็รู้ว่า ในเมื่ออี้เจาปิดข่าวเงียบขนาดนี้ เขาจะต้องมีแผนการของตนเองอย่างแน่นอน

เขาไม่อยากให้คนอื่นรู้ ไม่ว่าใครก็ไม่สามารถเข้าไปสืบได้

เวลาเช่นนี้ เขาไม่จำเป็นจะต้องไปปะทะกับอี้เจา

ในขณะเดียวกันนั้นเองก็มีเงาร่างหนึ่งปรากฏขึ้นในครรลองสายตาของเขา และกำลังมาทางนี้อย่างรวดเร็ว

ซึ่งเขาคือหนึ่งในผู้คุ้มกันที่เขาส่งไปคุมซั่งกวนเยว่และหรงซิว

“คารวะท่านประมุข!”

คนผู้นั้นเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าโหมวหยาง ก่อนจะคุกเข่าคำนับ

ผู้คุ้มกันก้มหน้าลงต่ำแล้วพูดขึ้นว่า

“ไม่มีขอรับ”

สีหน้าของโหมวหยางประหลาดใจเล็กน้อย

“จริงหรือ?”

ผู้คุ้มกันพยักหน้า

“หลังจากไปถึงยอดเขาสัตตบงกช ตอนที่ข้าเปิดม่านพลังนั้นออก ทั้งสองคนก็เดินเข้าไปด้านในอย่างไม่พูดไม่จา ดูแล้ว…ปกติอย่างมาก”

โหมวหยางเงียบไปครู่หนึ่ง

ยอดเขาสัตตบงกชเป็นสถานที่ที่พิเศษอย่างมากภายในเกาะมังกรศักดิ์สิทธิ์ หลังจากที่ทั้งสองคนเข้าไปในนั้นแล้ว พวกเขาสามารถจะสัมผัสได้ถึงความผิดปกติได้แน่นอน

แต่เหตุใดถึงยังไม่มีปฏิกิริยาเลย?

ภายในใจของโหมวหยางมีความคิดมากมายนับไม่ถ้วนปรากฏขึ้น แต่ใบหน้าของเขายังมีความอ่อนโยนราบเรียบเช่นเคย

“ถ้าอย่างนั้นก็จับตาดูต่อไป หากมีอันใดผิดปกติให้รีบมารายงานทันที”

แต่นี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น กว่าจะสิ้นสุดจริงๆ นั้นใช้เวลาประมาณหนึ่งเดือนเลยทีเดียว

นี่เพิ่งผ่านมาหนึ่งวัน ยังต้องรออีกนาน

โหมวหยางกลับมีสีหน้าอ่อนโยน

“หลังจากกลับไปแล้วก็ตั้งใจฝึกฝนให้ดี ไม่แน่ว่าในอนาคตอาจจะยังมีโอกาสอยู่”

แม้ว่าท่านประมุขจะมีฐานะสูงส่ง แต่ก็ยังใจกว้างต่อพวกเขาอยู่เสมอ ต่อให้เป็นคนที่มีคุณสมบัติไม่เพียงพอ เขาเองก็ไม่เคยรังเกียจและดูแคลน

เพราะสิ่งนี้จึงทำให้คนในเผ่าเคารพเขามากยิ่งขึ้น

และแน่นอนว่าก็มีผู้อาวุโสส่วนน้อยที่มีความเห็นขัดแย้งกับพวกเขา พวกเขาคิดว่าไท่ซวีเฟิ่งหลงเป็นอสูรศักดิ์สิทธิ์ระดับบรรพกาลควรจะใช้พลังแห่งสายเลือดและฝีมือที่แท้จริงมาเป็นตัวกำหนดสถานะสูงต่ำ

แต่ท้ายที่สุดแล้วโหมวหยางก็เป็นประมุขของเผ่า พวกเขาเองก็ไม่กล้าพูดอันใดที่มันเกินเลยไปนัก หลังจากโน้มน้าวอยู่สองสามประโยค และเห็นว่าโหมวหยางยังคงเป็นเช่นนี้ เขาจึงไม่พูดถึงมันอีก

โหมวหยางหันไปมองยังยอดเขาสัตตบงกชอีกครั้ง

หนึ่งวันผ่านไปแล้ว ทั้งสองคนนั้นยังไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ เลย

ไม่รู้ว่าสถานการณ์ตอนนี้เป็นอย่างใดบ้าง…

ถูกคุมขังในสถานที่แบบนั้น พวกเขายังจะสามารถสงบนิ่งได้จริงหรือ?

โหมวหยางขมวดคิ้วขึ้น แต่หลังจากนั้นไม่นานก็กลับคืนสภาพปกติ เขาถอนสายตาออกมา จากนั้นก็หันไปให้ความสนใจกับวิหารไท่ซวีอีกครั้ง

ไม่ว่าอย่างใดก็ตาม…จะต้องมีสักวันที่พวกเขาทนไม่ไหว

ยอดเขาสัตตบงกช

ภายในถ้ำ

ฉู่หลิวเยว่และหรงซิวกำลังนั่งสมาธิอยู่ตรงข้ามกัน

ตรงกลางระหว่างทั้งสองคนนั้นมีกระดานหมากรุกที่ลำแสงสว่างสดใส

บนกระดานหมากรุกนั้น สองฝ่ายกำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือด!

…หลังจากทั้งสองคนนี้พบว่าที่แห่งนี้คือภาพลวงตา ก็ไม่คิดที่จะออกไปแล้ว แต่กลับเริ่มเล่นวางหมากในที่แห่งนี้!

ฉู่หลิวเยว่จับคางของตัวเองด้วยมือข้างหนึ่ง นิ้วเรียวยาวแตะปลายคางแล้วเคาะเบาๆ ดวงตาทั้งคู่จดจ้องที่หมากกระดานแผ่นนั้น

หลังจากผ่านมาสักพักดวงตาของนางก็เปล่งประกายและวางหมากลงอีกครั้ง!

………………..

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ยอดหญิงลิขิตสวรรค์