เข้าสู่ระบบผ่าน

ยอดหญิงลิขิตสวรรค์ นิยาย บท 1769

………………..

ยามโหมวเจินเอ่ยปากก็แฝงด้วยแรงกดดันมหาศาลเปี่ยมพลังรุนแรง ทำให้บรรดาฝูงชนที่อยู่โดยรอบพากันชะงักฝีเท้าโดยไม่รู้ตัว

“ตอนนั้นเจ้าสังหารคนในเผ่าเราไปเจ็ดคนอย่างเลือดเย็น นี่คือความผิดข้อแรก!”

“จากนั้น เจ้าก็ฉวยโอกาสตอนที่ข้ากำลังอยู่ในช่วงหน้าสิ่วหน้าขวานของการบุกทะลวงลงมือโจมตีข้า ทั้งยังผลักเอาการตายของคนในเผ่าทั้งเจ็ดคนมาไว้ที่ข้า นี่คือความผิดข้อสอง!”

“สุดท้าย เจ้าฉวยโอกาสตอนที่ข้าถูกขังอยู่บนยอดเขาสัตตบงกช บีบบังคับชิงเอาพลังแห่งสายเลือดของข้าไปเพิ่มพูนทักษะของตัวเอง! นี่คือความผิดข้อสาม!”

“โหมวหยางเอ๋ย แต่ละเรื่องที่ข้าเอ่ยมานี้ มีเรื่องไหนบ้างที่เจ้าไม่ได้ทำ!? ก่อบาปมหันต์หลายต่อหลายคราเอย แบกรับชีวิตคนในเผ่ามากมายเอย เจ้ายังมีหน้ามาสอบสวนข้าอีกหรือ!?“

สีหน้าของโหมวเจินเย็นยะเยือก สายตาดุจใบมีดแหลมคมจับจ้องโหมวหยางอย่างเอาเป็นเอาตาย ก่อนเอ่ยถากถางโดยมิคิดปิดบัง

“ข้าเองก็อยากถามเจ้า ที่เจ้าเหยียบย่ำกระดูกและเลือดเนื้อของคนในเผ่าเพื่อไต่สู่ตำแหน่งประมุข หลายปีมานี้ เจ้านั่งอย่างสงบจิตสงบใจไปได้อย่างใด!”

เสียงของโหมวเจินกระจายไปทั่วจัตุรัสอันกว้างใหญ่ ตกกระทบเข้าหูของคนทุกผู้อย่างชัดเจนจนหาสิ่งใดเทียบไม่ได้!

ทุกอย่างเงียบกริบลงในฉับพลัน!

ทุกคนต่างพากันหันมองโหมวหยางโดยไม่รู้ตัว

นี่…

มิใช่ว่าตอนนั้นบอกว่าเป็นโหมวเจินกระทำเรื่องพวกนี้หรอกหรือ? แล้วมันเกี่ยวอันใดกับโหมวหยางด้วยเล่า?

เมื่อรับรู้ได้ถึงสายตาเหล่านั้น โหมวหยางก็กัดฟันกรอด!

ท้ายที่สุดก็มิอาจขัดขวางไม่ให้โหมวเจินเล่าเรื่องพวกนั้นออกมาได้!

แต่โชคยังดีที่ก่อนหน้านี้เขาเตรียมสภาพจิตใจมาดีพร้อม ดังนั้นตอนนี้จึงสามารถควบคุมสีหน้าและปฏิกิริยาของตัวเองเอาไว้ได้อยู่หมัด

เขาทำราวกับได้ยินเรื่องตลกชวนขบขันก็มิปาน จากนั้นหัวเราะออกมาเสียงเย็น

“โหมวเจิน เจ้าพูดจาเหลวไหลบ้าบออันใดกัน? คนในเผ่าเจ็ดคนนั้นตายในเงื้อมือเจ้า อีกทั้งหลักฐานในครานั้นก็สรุปแล้วว่าเป็นเจ้าที่ทำจริงแท้แน่นอน ปฏิเสธอย่างใดก็ดิ้นไม่หลุด! เรื่องนี้น่ะตัดสินจบไปนานแล้ว บัดนี้เจ้ากลับมาพูดว่าเป็นข้าที่สังหารคน? นี่ออกจะน่าขันไปหน่อยแล้วกระมัง!”

“ยิ่งไปกว่านั้น ข้าจะมีเหตุผลอันใดถึงต้องเปลืองแรงมาหาเรื่องใส่ร้ายเจ้าด้วยเล่า?”

คิ้วกระบี่ของโหมวเจินเลิกขึ้นน้อยๆ

“เหตุผลหรือ… มิใช่ว่าตัวเจ้าเองรู้ดีที่สุดหรอกหรือ? ครานั้นเจ้ามีทักษะแค่คนธรรมดาทั่วไป ต่อให้ไม่มีข้า คนในเผ่าที่โดดเด่นกว่าเจ้าก็ไม่มีน้อย เหตุใดตอนนี้ตำแหน่งประมุขมาตกถึงมือของเจ้าได้เล่า!?”

ทันทีที่ประโยคนี้ถูกถามออกไป ก็ทำให้คนจำนวนไม่น้อยสีหน้าเปลี่ยนทันควัน

แท้จริงแล้วมีคนจำนวนไม่น้อยที่สงสัยในเรื่องนี้มาโดยตลอด

ตอนนั้นโหมวหยางมิอาจนับได้ว่าเป็นตัวตนที่อยู่ระดับแนวหน้าของเผ่าได้จริงๆ

งานหมื่นคีรีที่ถูกจัดขึ้นบนยอดเขาสัตตบงกช อย่างมากที่สุดก็อยู่แค่ระดับกลางค่อนสูง

ทว่าหลังจากงานหมื่นคีรี ทักษะและความสามารถของเขาก็พุ่งทะลุฟ้า

ทุกคนต่างพร้อมใจกันคิดว่านี่ล้วนเป็นเพราะโหมวหยางได้สืบทอดพลังอันแข็งแกร่งหลังจากเข้าไปในวิหารไท่ซวีตอนร่วมงานหมื่นคีรี

ก่อนหน้านี้ใช่ว่าในเผ่าจะไม่มีเรื่องแบบนี้มาก่อน เพียงแต่ว่าเขาเป็นคนเดียวที่บังเกิดความเปลี่ยนแปลงจนเห็นได้ชัดที่สุด

เขาเริ่มก้าวข้ามคนในเผ่าที่มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน อีกทั้งโหมวเจินในตอนนั้นก็หายสาบสูญ เขาจึงไร้คู่แข่งและกลายเป็นผู้ที่โดดเด่นน่าจับตามองที่สุด!

ภายหลังตำแหน่งประมุขย่อมตกอยู่ในเงื้อมือของเขาไปโดยปริยาย

มาบัดนี้โหมวเจินกลับพูดว่าตอนนั้นโหมวหยางชิงเอาพลังแห่งสายเลือดของเขาไป…

พอมาคิดดูดีๆ ก็ใช่ว่า… จะเป็นไปไม่ได้เสียทีเดียว!?

โหมวหยางรับรู้ถึงบรรยากาศโดยรอบที่เปลี่ยนแปลงไปในทันที

ส่วนลึกในจิตใจเขาพลันบังเกิดความกระวนกระวาย ทว่าบนดวงหน้ากลับยังคงฉาบความเรียบนิ่งเอาไว้ได้ เขาแค่นหัวเราะเสียงเย็นพลางเอ่ย

“เจ้าจะบอกว่าข้าแย่งชิงพลังแห่งสายเลือดของเจ้าไป? เช่นนั้นเหตุใดเจ้าถึงยังมีชีวิตอยู่จนถึงตอนนี้ได้เล่า!?”

ไม่มีพลังแห่งสายเลือดช่วยประคับประคอง เขาก็ตายไปนานแล้ว!

คนจำนวนหนึ่งต่างลอบส่งสายตากันพลางขมวดคิ้ว

ในตอนนั้นเอง ไม่เพียงแต่โหมวฝูซาน กระทั่งพวกเขาเองยังจับสังเกตได้ว่าตัวโหมวหยางดูจะร้อนรนอยู่หลายส่วน

เขาดูรีบร้อนจะกำจัดโหมวเจินออกไป ประหนึ่งว่ารอไม่ไหวแล้วกระทั่งเสี้ยววินาทีหนึ่ง

ในตอนที่ผู้คนที่อยู่โดยรอบกำลังคิดจะลงมือนั่นเอง โหมวฝูซานพลันเอ่ยขึ้นมาว่า

“ช้าก่อน!”

เขาได้รับความนับถืออย่างมากในเผ่า ดังนั้นเมื่อออกปาก คนเหล่านั้นจึงหยุดชะงักในทันที

โหมวหยางเอ่ยถามด้วยสีหน้าเย็นเยียบ

“เหตุใด หรือผู้อาวุโสฝูซานคิดจะช่วยพูดแทนเขาจริงหรือ?”

โหมวฝูซานลูบเคราไปมาพลางเอ่ยอย่างเชื่องช้า

“ท่านประมุขเข้าใจผิดแล้ว ข้าทำเช่นนี้เพราะหวังดีต่อท่านต่างหากเล่า! เขาดูหมิ่นท่านปานนี้ ทำลายชื่อเสียงของท่านจนป่นปี้ เป็นเรื่องร้ายแรงอย่างยิ่ง หากฆ่าเขาเสียตอนนี้ จะยิ่งดูเหมือนว่าท่านรู้สึกผิด แล้วตอกย้ำเข้าไปอีกว่าสิ่งที่เขาโจมตีท่านเป็นความจริง ข้าคิดว่ามิสู้ตรวจสอบเรื่องนี้ให้รอบคอบชัดเจน เช่นนี้จะเป็นการดีที่สุดต่อตัวท่านและทุกคนในเผ่า ท่านคิดเห็นอย่างใด?”

แม้น้ำเสียงของโหมวฝูซานจะเป็นเชิงไต่ถาม หากแต่สีหน้าแน่วแน่นัก บ่งบอกอย่างชัดเจนว่าเขาตัดสินใจแล้วว่าจะทำเช่นนี้

ในใจโหมวหยางโกรธเกลียดเสียจนคันยุบยิบ

โหมวฝูซานผู้นี้ก็เป็นตัวปัญหาใหญ่เหมือนกัน!

หากเขาคอยอยู่ข้างๆ แล้วนิ่งเสีย เรื่องนี้ก็คงจัดการจบไปนานแล้ว!

แต่เขาก็ยังดื้อด้านจะเสนอหน้าออกมา เอาแต่พูดว่าเรื่องนี้ต้องได้รับการตรวจสอบให้ชัดเจน!

เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ พยายามยับยั้งไฟโทสะที่อยู่ในใจลงอย่างยากลำบาก

“ได้! ในเมื่อผู้อาวุโสฝูซานอยากตรวจสอบ เช่นนั้น… ท่านก็ตรวจสอบเอาเถิด!”

เขาไม่เชื่อหรอกว่าโหมวเจินที่ครานั้นมิอาจแก้ต่างอย่างชัดเจนให้ตัวเอง มาบัดนี้จะพลิกโอกาสกลับมาได้!?”

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ยอดหญิงลิขิตสวรรค์