เข้าสู่ระบบผ่าน

ยอดหญิงลิขิตสวรรค์ นิยาย บท 1772

………………..

โหมวหยางถึงกับพูดไม่ออก

โหมวฝูซานจ้องตาเขาเขม็งด้วยสายตาคมปลาบดุจมีด ราวกับชำแหละเขาออกมาดูจนหมดจด!

จังหวะนั้นเอง โหมวหยางก็รับรู้ได้ว่าโหมวฝูซานไม่เชื่อเขาอีกต่อไปแล้ว

เขาหลบสายตาของโหมวฝูซานโดยไม่รู้ตัว

ทว่าบัดนี้สายตาที่จับจ้องมาจากทั่วทุกสารทิศคล้ายมีคล้ายไม่มีมาอยู่รวมกัน ทำให้เขารู้สึกอยู่ไม่สุข

ความรู้สึกกระวนกระวายยิ่งทวีคูณขึ้นเรื่อยๆ

ลมหายใจของโหมวหยางถี่กระชั้นขึ้น ใจเต้นกระตุกรัวแรง ส่วนอาการบาดเจ็บบนร่างเองก็รุนแรงจนทานทนแทบไม่ไหว

โหมวฝูซานเบนสายตากลับมามองโหมวเจิน

ทว่าในใจของเขามีข้อตัดสินเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

เขาคุ้นเคยกับทั้งโหมวเจินและโหมวหยางมาแต่ไหนแต่ไร

โหมวเจินในตอนนี้ดูเผินๆ อวดดีมุทะลุดั่งวันวาน หากแต่สายตากลับมั่นคงแลสงวนท่าทีมาตั้งแต่ต้น ไหนเลยจะมีสิ้นสติไปได้?

กลับกัน เป็นโหมวหยางต่างหาก

ตั้งแต่รู้ว่าหรงซิวและซั่งกวนเยว่ลอบออกจากยอดเขาสัตตบงกช แล้วเข้าไปในเสามังกรเคลื่อนของวิหารไท่ซวี ท่าทีของเขาก็ดูผิดแผกไปจากเดิมอย่างมาก

เทียบกับเมื่อก่อนแล้ว ไม่เพียงแต่โมโหร้ายฉุนเฉียวง่าย ทั้งยังใจร้อนและระแวดระวังมากกว่าเก่า

หลังจากเห็นโหมวเจินปรากฏตัว ปฏิกิริยาเหล่านี้ก็ดำเนินไปสู่จุดสูงสุด

หากตอนนั้นโหมวหยางบริสุทธิ์จริง เหตุใดต้องขัดมิให้โหมวเจินพูดจบด้วย? เหตุใดถึงไม่ยอมให้พวกเขาตรวจสอบหาความจริงให้ชัดเจน?

คำตอบปรากฏฉายชัดออกมาแล้ว!

“ไม่ได้เจอกันตั้งนาน… แล้วจริงๆ …”

เขากำมือเข้าหากันเบาๆ รับรู้ถึงพลังที่พลุ่งพล่านอยู่ข้างใน ก่อนถอนใจออกมาแผ่วเบา

ครานั้น โหมวหยางจงใจลงมือในตอนที่ร่างกายของเขาอยู่ในช่วงอ่อนแอที่สุด จึงกระทำการสำเร็จได้

เขาเองก็เคยแก้ต่างให้ตนเอง น่าเสียดายที่ตอนนั้นไม่มีผู้ใดเชื่อเขาเลย

ต่อให้เขาอยากจะแก้แค้น ตัวเองก็ตกอยู่ในสภาพเหมือนเชือกที่ขาดวิ่น ไร้พลังและหมดหวัง

สุดท้าย เขาก็ทำได้แค่เลือกกบดานอยู่ในเสามังกรเคลื่อน

การกบดานที่ว่ากินเวลายาวนานหลายพันปี!

เขาเคยคิดว่าตัวเองคงไม่มีหวังจะได้ออกมาแล้ว

ทว่าโชคยังดี…สวรรค์คงเมตตา จึงประทานโอกาสมาให้เขาอีกครั้งหนึ่ง!

แทบจะในเวลาเดียวกันนั้น กลุ่มแสงสีทองประกายม่วงข้างกายถวนจื่อพลันเกิดความเคลื่อนไหว!

บรรยากาศสั่นสะเทือน กระแสพลังสาดซัด

ฉู่หลิวเยว่หันศีรษะกลับไปมองด้วยสายตาวูบไหว

จากนั้น มือเรียวยาวข้างหนึ่งก็ยื่นออกมาจากภายในกลุ่มแสงนั้น

ถวนจื่อพลันเบิกตากว้าง!

มือ!?

มือมนุษย์อย่างนั้นหรือ!?

นี่ นี่…

ท่ามกลางสายตาตื่นตกใจของนาง เงาร่างสูงโปร่งร่างหนึ่งก็ก้าวเดินออกมาจากกลุ่มแสงสีทองประกายม่วง

นั่นคือชายหนุ่มอายุอานามประมาณยี่สิบแปดยี่สิบเก้าเห็นจะได้ ดวงหน้าตอบ เครื่องหน้ากระจ่างลึกล้ำ

หว่างคิ้วของเขาประดับด้วยเส้นขีดแนวนอนสีทองม่วงอันเพิ่มให้เขาชวนหลงใหลอย่างน่าประหลาดขึ้นไปอีก

เขามีรูปร่างที่สูงมาก สวมชุดคลุมยาวสีดำ ขับเน้นให้ไหล่เขาดูกว้างเอวดูคอด สูงโปร่งยิ่งกว่าเก่า

ดวงตาทรงผลองุ่นของถวนจื่อจ้องมองกลมแป๋ว นิ้วมือเล็กป้อมชี้ไปหาอีกฝ่าย ก่อนจะพูดอึกอักอย่างหาได้ยาก

“จะ จะ… เจ้าคือจื่อเฉินหรือ?”

จื่อเฉินได้ยินดังนั้นจึงตวัดสายตามองตามไปด้วยสีหน้าเฉยชา

“ก่อนหน้านี้ต้องขอบคุณเจ้ามาก”

เขาเอ่ยขอบคุณถึงทุกสิ่งที่ถวนจื่อทำเพื่อช่วยเขา

จื่อเฉินมีนิสัยเฉยชาและพูดน้อยมาแต่ไหนแต่ไร กว่าจะพูดออกมาสักประโยคใช่ว่าจะหาดูได้โดยง่าย

แน่นอนว่าผู้ที่เป็นตัวแปรสำคัญที่สุดในงานนี้คือโหมวเจิน!

หากไม่ใช่เขาที่ใช้กระดูกพวกนั้นในการหลอมร่างเนื้อขึ้นมาใหม่แล้วกระตุ้นจื่อเฉิน เกรงว่าเรื่องเช่นนี้คงมิอาจเกิดขึ้น

แต่ไม่ว่าอย่างใดก็ตาม นี่ล้วนเป็นเรื่องดีทั้งสิ้น!

เมื่อรับรู้ได้ถึงครรลองสายตาของนางที่มองมา จื่อเฉินเองก็หันไปมองเช่นกัน

เขาสาวเท้าไปข้างหน้า หยุดห่างจากเบื้องหน้าของฉู่หลิวเยว่สามก้าว ก่อนจะค้อมศีรษะคำนับ

“คารวะนายท่าน”

ริมฝีปากของฉู่หลิวเยว่โค้งเป็นรอยยิ้ม

“ยินดีด้วยนะจื่อเฉิน!”

ทันใดนั้นเอง กลุ่มก้อนนุ่มๆ ก็โถมเข้ามา

ถวนจื่อถลามากอดต้นขาของฉู่หลิวเยว่ไว้แน่น ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมามองหน้า

“อาเยว่! อาเยว่โปรดปรานข้าที่สุดเลยใช่หรือไม่!?”

นางต้องเป็นคนโปรดของอาเยว่อยู่แล้วสิ!

จื่อเฉินยืนฟังด้วยสีหน้าเฉยชา

เขาไม่สนใจเรื่องพวกนี้เลยแม้แต่น้อย

ตั้งแต่ฉู่หลิวเยว่ช่วยเขาหลอมกายเนื้อขึ้นมาใหม่ให้เขาได้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง เขาก็ตกลงปลงใจแล้วว่าฉู่หลิวเยว่คือนายท่านเพียงคนเดียวของเขา

ไม่จำเป็นต้องพูดอันใดให้มากความ เขาก็จะซื่อสัตย์ภักดีต่อนางตลอดไป

ส่วนถวนจื่อ… ติดตามฉู่หลิวเยว่มาตั้งแต่เล็ก อายุยังน้อยนัก นิสัยใสซื่อบริสุทธิ์ ย่อมใส่ใจเรื่องพวกนี้เป็นธรรมดา

ฉู่หลิวเยว่หัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก มือหยิกแก้มนางเบาๆ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงหว่านล้อมว่า

“แน่นอนซี! ถวนจื่อน่ารักขนาดนี้ ข้าต้องชอบถวนจื่อที่สุดอยู่แล้ว!”

ทันทีที่พูดจบ อุณหภูมิรอบกายพลันต่ำลงในบัดดล

หรงซิวเลิกคิ้วขึ้นด้วยสีหน้าคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม

“โอ้?”

………………..

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ยอดหญิงลิขิตสวรรค์