………………..
โหมวหยางพลันเบิกตากว้าง นัยน์ตาแดงก่ำทั้งคู่เต็มไปด้วยความเกลียดชังและบ้าคลั่ง
“โหมวเจิน! เจ้าจะฆ่าก็ฆ่า! ยืดเยื้อไว้เช่นนี้ ไม่กลัวเกิดปัญหาตามมาเลยสินะ!?”
โหมวเจินมองเขาด้วยสายตาแปลกประหลาด
“เจ้าประเมินตัวเองสูงเกินไปหน่อยแล้วกระมัง”
หน้าอกของโหมวหยางรู้สึกแน่นขนัดจนแทบจะหายใจไม่ออก
ทว่าฉู่หลิวเยว่กลับหัวเราะออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่
โหมวเจินไม่เพียงแต่พละกำลังแกร่งกล้า จริงๆ แล้วฝีปากของเขาเองก็ร้ายกาจไม่เบา
สิ่งที่โหมวหยางเกลียดที่สุดคือการที่ตัวเองอ่อนแอกว่าโหมวเจิน
ชีวิตนี้ของเขามองโหมวเจินเป็นอริตัวฉกาจ แต่อีกฝ่ายกลับดูแคลนเขามาโดยตลอด
ไม่มีอันใดจะแสดงถึงการเหยียดหยามของคนผู้หนึ่งได้เท่าการเพิกเฉย
แล้วก็ไม่มีอันใดที่จะโจมตีโหมวหยางได้เจ็บปวดเท่ากับประโยคเมื่อครู่แล้ว
เป็นดั่งคาด อารมณ์ของโหมวหยางปะทุขึ้นมาทันใด ราวกับยังคิดจะพลิกตัวกลับมาอีก
ทว่าเขาในตอนนี้มิต่างอันใดกับเศษสวะตัวหนึ่ง คิดจะพลิกตัวก็พลิกไม่ไหวแล้ว
สุดท้ายจึงทำได้แค่หมอบอยู่กับพื้นอย่างสิ้นหวัง ทั่วทั้งร่างชุ่มไปด้วยเลือด นอนแผ่ในสภาพน่าเวทนาอยู่ตรงนั้น
โหมวเจินโบกมือคราหนึ่ง คนใต้บังคับบัญชาก็รีบก้าวขึ้นมาพาตัวโหมวหยางออกไป
กระทั่งเขาถูกลากออกไปแล้ว ภายในจัตุรัสยังคงอวลไปด้วยกลิ่นคาวเลือด
ยามมองเห็นสภาพเละเทะบริเวณพื้นดินตรงนั้น บรรดาฝูงชนต่างพากันเงียบเสียงลงโดยไม่รู้ตัว สีหน้าต่างก็ซับซ้อนมากนัก
วันนี้มีเรื่องเกิดขึ้นมากมายเกินไปแล้วจริงๆ
ภายในเผ่าต้องพบเจอกับการเปลี่ยนแปลงกะทันหัน ราวกับพลิกฟ้าปิดแผ่นดินอย่างใดอย่างนั้น!
หากพวกเขามิได้บุกรุกเข้ามาเกาะมังกรศักดิ์สิทธิ์อย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย โหมวหยางคงไม่จงใจขังพวกเขาไว้ที่ยอดเขาสัตตบงกช พวกเขาเองก็คงไม่มีโอกาสได้เข้าไปในเสามังกรเคลื่อนในวิหารไท่ซวี แล้วช่วยโหมวเจินหลอมกายเนื้อขึ้นมาใหม่
เรื่องราวทั้งหมดนี้ ความจริงแล้ว…ล้วนเกิดจากสองคนนี้ทั้งนั้น!
หลังลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็ตัดสินใจเอ่ยปากขึ้นมา
“ท่านประมุข ในเมื่อเรื่องทั้งหมดนับว่าคลี่คลายแล้ว เช่นนั้น… ไม่ทราบว่าท่านจะจัดการกับท่านเหล่านี้อย่างใด?”
ในเมื่อโหมวเจินดำรงตำแหน่งประมุขแล้ว เช่นนั้นท่าทีที่พวกเขามีต่อคนเหล่านี้ย่อมต่างจากก่อนหน้านี้ ทั้งสุภาพและอ่อนโยนมากกว่าเก่า
โหมวเจินเองก็รับรู้ได้ถึงสายตาของเขา จึงหัวเราะออกมาเสียงก้อง
“ย่อมต้องส่งพวกเขากลับไปอย่างดี!”
เขายังจำถึงเงื่อนไขแลกเปลี่ยนของตนกับหรงซิวได้ดี
บัดนี้เขาก็ยังคงคิดเหมือนเดิมว่าหลังทวงทุกอย่างที่เป็นของตัวเองมาได้แล้ว เขาย่อมต้องสำเร็จข้อเรียกร้องที่หรงซิวเคยร้องขอเป็นการตอบแทนอยู่แล้ว
โหมวฝูซานได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกตกตะลึงอยู่ไม่น้อย
ก็… แค่นี้เองหรือ?
พวกเขายังคิดอยู่เลยว่าพวกหรงซิวต้องฉวยโอกาสนี้เรียกร้องข้อแลกเปลี่ยนไม่น้อยอย่างแน่นอน…
ผลลัพธ์กลับกลายเป็นว่าพวกเขาแค่เพียงต้องการออกไปจากที่นี่โดยสวัสดิภาพเท่านั้น?
หรงซิวยกมุมปากขึ้นน้อยๆ ก่อนเอ่ยว่า
“ขอแสดงความยินดีแก่ผู้อาวุโสโหมวเจิน พูดตามตรง พวกข้าสมควรอยู่ฉลองแสดงความยินดีแก่ท่านด้วย แต่พวกเราอยู่ที่นี่นานเกินไป สมควรต้องกลับไปแล้วจริงๆ”
โหมวเจินสาวเท้าก้าวมาหาแล้วเอ่ยแกมหัวเราะว่า
“พูดอันใดแบบนั้น! ควรจะเป็นข้าต่างหากที่ต้องขอบคุณพวกเจ้า! ถ้าไม่ได้พวกเจ้าช่วยไว้ ตอนนี้ข้าก็ยังคงติดอยู่ในเสามังกรเคลื่อนหนา!”
เขาซาบซึ้งใจมากจริงๆ
ช่วงเวลาหมื่นปีที่ผ่านมานี้ไม่ง่ายเลยสำหรับเขา
อย่างน้อยที่สุด เขาก็รู้สึกเคารพนับถือและคาดหวังในตัวหรงซิวกับซั่งกวนเยว่มาก
เขามองถวนจื่อแวบหนึ่ง
ถวนจื่อบิดตัวทันที นางเชิดดวงหน้าเล็กๆ ขึ้น
“มองข้าเหตุใด”
แม้หงส์ทองคำและไท่ซวีเฟิ่งหลงจะเข้าหน้ากันไม่ติดมาแต่ไหนแต่ไร แต่นางก็ไม่ได้รู้สึกกลัวเลยสักนิด!
ฉู่หลิวเยว่ลากถวนจื่อกลับมาอย่างหัวเราะไม่ได้ ร้องไห้ไม่ออก
นางรับรู้ได้ว่าโหมวเจินไม่ได้มีจิตคิดร้ายอันใดจริงๆ
โหมวเจินหาได้โกรธเคืองไม่ กลับกันเขาหัวเราะเสียงดังลั่นออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่
“ฮ่าฮ่าฮ่า! เพื่อนตัวน้อยนี่อายุน้อย แต่นิสัยใจคอร้อนไวไม่เบา! วางใจเถอะ! ครั้งนี้นายท่านช่วยข้าไว้ เผ่าไท่ซวีเฟิ่งหลงทั้งหมดไม่มีทางทำอันใดเจ้าแน่นอน!”
ถวนจื่อกะพริบตาปริบๆ เมื่อแน่ใจว่าอีกฝ่ายพูดออกมาอย่างจริงใจถึงได้โล่งอก ก่อนจะตบแปะๆ ลงบนอกตัวเอง
“ฮู่…ทางนี้ก็เหมือนกัน!”
ซั่งกวนจิ้งและฉู่หนิงเองก็ทำได้แค่ผงกศีรษะตอบรับ
…
ณ ทางออกบริเวณเขตแดนของเกาะมังกรศักดิ์สิทธิ์
โหมวเจินมาส่งพวกหรงซิวถึงตรงนี้ด้วยตัวเอง
“ภายในเผ่ามีเรื่องอีกมากต้องสะสาง ตอนนี้ข้าเลยปลีกตัวไปไม่ได้จริงๆ”
หรงซิวกับฉู่หลิวเยว่ผงกศีรษะเป็นเชิงเข้าใจ
งานหมื่นคีรีเพิ่งจบสิ้นไป โหมวเจินก็เพิ่งได้ดำรงตำแหน่งประมุข ย่อมมีเรื่องมากมายให้จัดการรออยู่จริงๆ
“ผู้อาวุโสโหมวเจินเกรงใจเกินไปแล้ว ท่านมาส่งเราด้วยตัวเองได้ก็เกินความคาดหมายของพวกเราไปมากแล้ว”
หรงซิวเอ่ยแกมหัวเราะ
บัดนี้โหมวเจินกลายเป็นท่านประมุขผู้สูงศักดิ์ ฐานะย่อมแตกต่างจากเดิม
เขายืนกรานจะมาส่งพวกเขาออกไปด้วยตัวเอง ก็แสดงให้เห็นถึงท่าทีของเขาแล้ว
เช่นนี้แล้ว ต่อให้ในเผ่าไท่ซวีเฟิ่งหลงจะมีคนไม่ชอบใจพวกเขา ภายหลังก็คงสงวนท่าทีเอาไว้
สำหรับพวกเขาแล้ว นี่เป็นผลประโยชน์ข้อใหญ่อย่างไม่ต้องสงสัย
โหมวเจินส่ายศีรษะพลางถอนใจ
“พวกเจ้าช่วยข้าไว้เยอะ เรื่องเล็กน้อยแค่นี้ไม่นับว่าเป็นการตอบแทนอันใด ภายหลังหากเจ้าพบเจอปัญหาอันใด ขอแค่เอ่ยปาก ข้าโหมวเจินย่อมต้องช่วยสุดกำลัง!”
ในใจฉู่หลิวเยว่พลันสั่นไหวน้อยๆ
คำพูดประโยคนี้นับเป็นสัญญาที่จริงจัง!
นี่ก็เท่ากับว่าภายหลังพวกนางยังมีผู้หนุนหลังฐานะใหญ่โตอย่างไท่ซวีเฟิ่งหลงด้วย!
มุมปากของหรงซิวหยักยกขึ้นเป็นโค้งน้อยๆ
“ความจริงแล้วยังมีเรื่องที่อยากจะรบกวนท่านสักหน่อย”
โหมวเจินโบกมือไปมา
“พูดมาตามตรงก็ใช้ได้แล้ว!”
หรงซิวพลันหยิบเอาบัตรเชิญทองสัมฤทธิ์ขึ้นมาใบหนึ่งยื่นส่งไปให้เขา ก่อนกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า
“ครึ่งเดือนข้างหน้าจะเป็นวันแต่งงานของข้ากับเยว่เออร์ ถึงตอนนั้นก็หวังว่าผู้อาวุโสโหมวเจินจะมาร่วมงานด้วยได้”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ยอดหญิงลิขิตสวรรค์
ขอบคุณมากค่ะ สนุกมากกกค่ะ...
สนุกมากค่ะ...
อ่านสนุกมากค่ะ ติดตามอ่านทุกตอน...