ซั่งกวนโหยวได้ยินเข้าก็ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งและนั่งลงในที่สุด
เมื่อก่อนเขามีความเข้าใจที่ไม่กระจ่างชัดอยู่บ้างเกี่ยวกับประสบการณ์ในชีวิตของหรงซิว
บัดนี้แม้ว่าเขาจะเป็นถึงองค์ชายแห่งพระราชวังเมฆาสวรรค์ แต่ก็ไม่มีทั้งท่านพ่อและท่านแม่
มีเพียงผู้อาวุโสหมิงที่สามสิบหกที่นับได้ว่าเป็นทั้งผู้อาวุโสและญาติของเขา
เช่นนั้นจึงไม่มีใครมีสถานะเหมาะสมที่จะนั่งในตำแหน่งนี้เท่าผู้อาวุโสหมิงที่สามสิบหกอีกแล้ว
จนกระทั่งเขาเอง…
เหตุเพราะเป็นเยว่เออร์
อวี๋มั่วยืนอยู่ด้านหลังของซั่งกวนโหยวเพื่อคอยแนะนำ…แต่ละคนในท้องพระโรงให้แก่เขา
และเพื่อให้ซั่งกวนโหยวได้กล่าวทักทายพวกเขาเหล่านั้น
ตลอดทางที่เดินมาอวี๋มั่วพูดกับเขาอย่างจริงจังเกี่ยวกับเรื่องของพระราชวังเมฆาสวรรค์ไม่น้อย รวมทั้งอุปนิสัยใจคอของผู้อาวุโสทุกท่าน และยังเรื่องความชอบและสิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยงต่างๆ เป็นต้น
ดังนั้นแม้ว่าจะเป็นครั้งแรกที่ซั่งกวนโหยวได้มาที่แห่งนี้ แต่กลับเข้าหาทุกคนได้อย่างทั่วถึง จึงทำให้ผู้คนหาไม่เจอจุดบกพร่องที่มาตัดสินเขาได้แม้แต่น้อย
เดิมที่ยังมีบางคนต้องการเข้ามาถามหาบางสิ่งจากตัวของซั่งกวนโหยว แต่ล้วนถูกซั่งกวนโหยวจัดการด้วยเคล็ดสี่วิชาปาดพันชั่ง
ถึงแม้ว่าทุกคนเพิ่งจะรู้ว่าสถานะของซั่งกวนโหยวเป็นคนนอกอาณาจักรเสิ่นซวี่ แต่ทว่าวิธีการรับมือด้านสติปัญญาและอารมณ์กลับไม่ต่างจากคนที่อยู่ที่นี่
หลังจากที่ได้แลกเปลี่ยนทำความรู้จักกันแล้ว ทุกคนจึงค่อยๆ เงียบเสียงลง
ทุกคนต่างเริ่มรอคอยการกลับมาของหรงซิวและคนอื่นไปพร้อมๆ กัน
…
ตีนยอดเขาซู่หมิงมีหนุ่มสาวหลายคนกำลังลงมาจากบนเขา
ในมือของพวกเขาทุกคนล้วนถือไหสุราสีเขียวมรกตไว้คนละใบ
“ผู้อาวุโสหมิงที่สามสิบหกช่างเป็นคนพิถีพิถันเสียจริง เห็นชัดๆ ว่าที่ตำหนักศักดิ์สิทธิ์มีสุราชั้นดีที่เก็บไว้มานาน แต่ยังให้พวกเราไปที่ชิงจิ่วเฉวียนรับสุรามาอีก สุราที่ชิงจิ่วเฉวียนนั้นไม่ธรรมดาเชียวนะ ต้องบรรจุลงไหสุรานี้อย่างดีที่ใช้ไฟควบคุมเป็นพิเศษ นอกจากนี้ยังไม่สามารถใส่เข้าไปในแหวนเฉียนคุนได้ จะต้องใช้มือแบกเอาไว้บนไหล่เท่านั้น แค่ลงมาไม่กี่เที่ยวก็ทำให้สูญเสียพลังปราณเดิมไปไม่น้อยทีเดียว”
ชายหนุ่มร่างผอมสูงคนหนึ่งค่อยๆ เช็ดเหงื่อที่อยู่บนหน้าผาก
นี่เป็นรอบที่สองของวันนี้แล้วที่เขาไปรับสุรามา
หญิงสาวหน้ากลมคนหนึ่งที่อยู่ทางด้านข้างได้เอ่ยพึมพำขึ้นว่า
“ที่ให้พวกเราไป นั้นเป็นเพราะผู้อาวุโสให้ความสำคัญกับพวกเรานะสิ! ไม่งั้นด้วยสถานะของพวกเราแล้ว คิดว่าล้วนยากยิ่งนัก! แต่ข้าได้ยินมาว่าสิ่งนี้จะเป็นประโยชน์ไม่น้อยต่อการฝึกฝนของพวกเรานะ!”
“จะมีประโยชน์อันใดกันเล่า! ทั้งหมดเป็นการหลอกพวกเจ้าก็เท่านั้น!”
ชายร่างผอมสูงขัดจังหวะคำพูดของนางอย่างมิอาจทนได้และแสดงสีหน้าอย่างไม่พอใจ
“ถ้าหากผู้อาวุโสคิดเผื่อพวกเราจริงๆ แล้วล่ะก็ มิสู้มอบยาอายุวัฒนะหรืออาวุธศักดิ์สิทธิ์ให้แก่พวกเรามาเลยตรงๆ เสียดีกว่า ไม่มีสิ่งใดที่แข็งแกร่งไปกว่าสิ่งนี้แล้วล่ะ”
ในความเห็นของเขา นี่ก็เป็นงานยากลำบากที่ต้องคอยปรนิบัติผู้คนก็เท่านั้น
หญิงสาวหน้ากลมคนนั้นได้ยินบางอย่างเข้ารู้สึกไม่พอใจ แต่ก็มิอาจพูดเอ่ยกับเขาได้
อันที่จริงนี่ก็เป็นครั้งแรกของนางที่ได้ทำงานนี้และมิอาจรู้แน่ชัดว่าจะทำให้ส่งผลดีต่อการฝึกฝนได้จริงหรือไม่
นางหยุดอยู่ครู่หนึ่งจึงเอ่ยขึ้นว่า
“ไม่ว่าจะไม่มีประโยชน์หรือไม่ก็ตาม แต่ก็เป็นสิ่งที่พวกเราควรทำ! วันนี้องค์ชายกับพระยาชาจะเสด็จกลับมาแล้ว แต่ยังมีแขกสำคัญที่กำลังจะมาถึง อีกทั้งสุรานี้ต้องรสชาติยอดเยี่ยมอย่างแน่นอน…”
“แขกสำคัญ? คนที่เจ้าพูดถึงคือซั่งกวนโหยวผู้นั้นใช่หรือไม่?”
ชายร่างผอมสูงหัวเราะดังออกมา
“พวกเจ้าไม่เห็นจริงๆ หรือว่าเขาเป็นเพียงกึ่งเทพ? แม้แต่ผู้แข็งแกร่งระดับเทพจริงๆ ล้วนมิอาจนับได้ คนเช่นนี้หากไม่ใช่เพราะได้รับโชคช่วยจากพระชายา เช่นนั้นจะมากลายเป็นแขกสำคัญขอพระราชวังเมฆาสวรรค์ได้อย่างใดกันเล่า”
คำพูดดูหมิ่นเหล่านั้นยากที่จะปิดบังไว้ได้มิด
“เป็นถึงปรมาจารย์หลอมอาวุธช่างเก่งกาจยิ่งนัก แต่หากเทียบกับพวกสำนักตระกูลจงที่มีพื้นฐานอันล้ำลึก…”
ชายร่างผอมสูงส่ายหัวไปมาด้วยประโยคที่เขายังพูดไม่จบ แต่ความหมายในคำพูดนั้นก็อธิบายเอาไว้ได้อย่างชัดเจน
สาวหน้ากลมมองทั้งสองคนและเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาที่ดูสงสัยเล็กน้อยว่า
“แต่ทว่าข้าเพิ่งจะได้ยินพวกท่านผู้อาวุโสคุยกันว่า… งานอภิเษกสมรสขององค์ชายในครั้งนี้ นอกจากซั่งกวนโหยวแล้ว ยังเชิญสหายของพระชายามาไม่น้อยเชียวล่ะ! แน่นอนว่าพระชายามีความสำคัญต่อองค์ชายอย่างมาก…”
ชายร่างผอมสูงเอ่ยคัดค้านขึ้น
“เมื่อพระชายามาอยู่ที่อาณาจักรเสิ่นซวี่กลับตัวคนเดียวไร้ที่พึ่งแน่นอนว่าต้องเชิญคนมากหน่อย เพื่อให้งานดูคึกคักขึ้น”
มิเช่นนั้นหน้างานก็คงทนดูไม่ไหวใช่หรือไม่
สตรีที่งดงามหัวเราะดังขึ้น
“พอแล้ว เรื่องเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องที่พวกเราจะมาถกเถียงกัน พูดคุยกันเองแค่เท่านี้ก็พอแล้วและห้ามให้คนนอกมาได้ยินเข้าเป็นอันขาด ไปกันเถอะ ใกล้จะมืดค่ำแล้วเดี๋ยวจะไม่ทันไปรับสุรากันพอดี”
เมื่อพูดจบ นางจึงก้าวเดินนำหน้าไป
ส่วนสองคนที่เหลือก็ไม่พูดอะไรอีกและเดินตามนางออกไป
หลังจากที่ร่างของสองสามคนค่อยๆ หายไปพลันเปลี่ยนเป็นความว่างเปล่ากลับมีเงาร่างหนึ่งเดินออกมา
นางสวมชุดแดง รูปร่างงดงามเพรียวบาง เส้นผมที่ตกลงมาดูดำขลับ สอดรับกับรูปร่างด้วยใบหน้าที่เรียบเย็นดังเกล็ดน้ำแข็งค้าง ช่างงดงามไร้ที่ติ
นั่นคือ ฉู่หลิวเยว่!
นางจ้องมองไปทางสองสามคนนั่นที่เดินออกไป ปลายคิ้วนางยกขึ้นเล็กน้อยและเผยรอยยิ้มที่คลุมเครือไร้ความหมายออกมา
ดูท่าแล้ว…
คนจำนวนไม่น้อยที่พระราชวังเมฆาสวรรค์ล้วนมีความคิดเช่นนี้หรอกหรือ

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ยอดหญิงลิขิตสวรรค์
ขอบคุณมากค่ะ สนุกมากกกค่ะ...
สนุกมากค่ะ...
อ่านสนุกมากค่ะ ติดตามอ่านทุกตอน...