เข้าสู่ระบบผ่าน

ยอดหญิงลิขิตสวรรค์ นิยาย บท 1795

………………..

ฉู่หลิวเยว่ปลอบใจเสวี่ยเสวี่ยอยู่ครู่หนึ่งและค่อยๆ ช่วยเช็ดทำความสะอาดรอยเลือดบนอุ้งมือของมัน อีกทั้งยังสัญญากับมันอีกว่าหลังจากนี้จะเอาคืนให้กับมัน จึงทำให้เสวี่ยเสวี่ยมีความสุขขึ้นมาอีกครั้งจนวิ่งไปรอบๆ ตัวนาง

ช่วงนี้มันฝึกฝนอยู่ที่พระราชวังเมฆาสวรรค์โดยตลอด หากฝึกฝนได้ไม่ถึงตามต้องการของเจ้านายมันก็ไม่ได้รับอนุญาตให้ออกมา

ดังนั้นเมื่อฉู่หลิวเยว่มาอยู่ที่นี่ได้พักหนึ่ง ในที่สุดมันถึงได้เป็นอิสระ

หลังจากทิ้งเรื่องราวยุ่งเหยิ่งเหล่านั้นไป เสวี่ยเสวี่ยจึงมีชีวิตชีวาขึ้นอีกครั้ง

นางจึงพามันไปเล่นในเรือน

แม้ว่าเรือนนี้ไม่ได้ใหญ่มากนัก แต่สำหรับเสวี่ยเสวี่ยแล้วนั้น หากเพียงได้อยู่กับฉู่หลิวเยว่ ไม่ว่าอย่างไรก็ล้วนมีความหมายทั้งสิ้น

มันเห็นก้อนหินมากมายแขวนอยู่ในลานกว้าง มันจึงพุงตัวไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นและใช้อุ้งเท้าดันให้ก้อนหินตกลงมา

เสียงตุงของก้อนหินที่ตกลงมา

ก้อนหินที่อยู่ด้านข้างกลิ้งไปอยู่ตรงขาหลังของมัน

เสวี่ยเสวี่ยหันไปมองครู่หนึ่ง ใบหน้าดูงุนงนสงสัย

มันไม่ได้ขยับก้อนนี้นิ มันขยับเองได้อย่างไร

มันจึงใช้เท้าหลังผลักก้อนหินนั้นออกไป

ในที่สุดหินก้อนที่สามก็กลิ้งตกลงมาอีกครั้ง

ครั้งนี้แรงของหินนั่นกลับเพิ่มขึ้นมาเล็กน้อยกว่าครั้งก่อนเสียอีก

เสวี่ยเสวี่ยหงุดหงิดเล็กน้อยจึงเตะหินก้อนนั้นออกไปด้วยอุ้งเท้าของมัน

จากนั้นชั่วครู่หินก้อนนั้นก็กลิ้งกลับมา! และเร็วยิ่งกว่าเดิมโดยมุ่งตรงไปที่ด้านหน้าของเสวี่ยเสวี่ย

เสียงแหลมคมดังสนั่นท้องฟ้า!

เสวี่ยเสวี่ยตกใจและหันกลับไปมองทันที ทันใดนั้นขณะที่หินก้อนนั้นพุ่งมา จึงปรากฏให้เห็นรอยแตกบนพื้นสีดำขึ้น!

อันตราย!

“อย่าก่อกวนสิ”

เป็นฉู่หลิวเยว่!

หลังจากนั้นเสวี่ยเสวี่ยจึงเฝ้าพลางจ้องมองก้อนหินนั่นที่ยังคงดุร้ายก้าวร้าว ลมหายใจทั้งหมดกลับถูกปิดปังเอาไว้ในทันที “ตุบ” มีเสียงหนึ่งหล่นลงบนพื้น

ดูแล้วก็เหมือนหินธรรมดาทั่วไปไม่มีอะไรแตกต่าง

เพียงแค่จ้องมองเช่นนี้ จึงมิอาจจะเชื่อได้จริงๆ ว่า เมื่อครู่ก่อนมันยังมีเจตนาฆ่าอย่างรุนแรง ยิ่งบีบคั้นจึงทำให้มันรู้สึกกลัวจนตัวสั่น!

เมื่อเสวี่ยเสวี่ยสะบัดหัวไปมาจึงมองมันอีกครั้งอย่างไม่น่าเชื่อ

หลังจากหินหลายๆ ก้อนนั้นเงียบสงบลง

เหตุการณ์ทั้งหมดเมื่อครู่นี้ราวกับภาพหลอน!

แต่มันกลับไม่คิดจริงๆ ว่า นั่นล้วนเป็นของปลอม

เมื่อฉู่หลิวเยว่เดินเข้ามาและลูบหูขอเสวี่ยเสวี่ย

“ที่นี่มีคนมาไม่มากนัก เมื่อเจ้ามาปรากฏตัว พวกมันจึงดูมีชีวิตชีวิตขึ้นเล็กน้อยอย่างเลี่ยงไม่ได้”

เมื่อได้ยิน ใบหน้าเสวี่ยเสวี่ยงงงันไปชั่วครู่

พวกไหนกัน

จู่ๆ ดวงตาของมันก็แน่นิ่งไป

ต่อมา…

ดูเหมือนว่าบริเวณรอบๆ…จะไม่ได้มีแค่หินสองสามก้อนหรอกหรือ

เสวี่ยเสวี่ยหันคอมาอย่างแข็งทื่อ นัยต์ตาปรากฏร่อยรอยความประหลาดใจ

ในลานกว้างนี้ทั้งหมดล้วนมีก้อนหินกระจัดการจายอยู่แทบจะทุกที่!

อีกทั้งหินส่วนใหญ่แทบจะเหมือนกับหินกับที่เพิ่งโจมตีไปเมื่อก่อนหน้านี้!

ชั่วครู่เสวี่ยเสวี่ยก็เข้าใจอะไรบางอย่างขึ้นจึงเงยหน้ามองไปทางฉู่หลิวเยว่ในทันที

“หากว่าเจ้ารู้สึกเบื่อๆ ก็มาหาถวนจื่อกับจื่อเฉินได้”

ฉู่หลิวเยว่คิดได้จึงเอ่ยขึ้น

“ข้าไม่!”

ถวนจื่อตอบโต้กลับในทันที

ช่วงนี้นางค่อยๆ รู้สึกเหมือนร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงขึ้นเล็กน้อย ดังนั้นเวลาส่วนใหญ่ นางจึงคัดแยกชีพจรลั่วในร่างกาย

อีกอย่างหากมาทะเลาะกับเสวี่ยเสวี่ยจะมีประโยชน์อะไร

บัดนี้คู่ต่อสู้ที่ยอดเยี่ยมที่สุดของนางก็คือจื่อเฉิน!

นางรับรู้ความรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าในตอนนี้เหมือนว่าพลังของจื่อเฉินจะเหนือกว่าตน

นางจำเป็นต้องเปิดชีพจรขั้นที่ห้าถึงจะมีหวังชนะได้!

แม้ว่าช่วงเวลาที่ออกมานับว่าไม่นานนัก แต่ตรงกลางก็มีเรื่องเกิดขึ้นไม่น้อย

หากว่ากันตามความเหมาะสมก็ควรกลับไปทักทาย และถือว่าเป็นการปลอบใจพวกเขาสักหน่อย

โชคดีที่บัดนี้ประมุขไท่ซวีเฟิ่งหลงก็คือโหมวเจิน และไม่ได้จุกจิกมากมายนักกับถวนจื่อ

ไม่อย่างนั้นปัญหายิ่งแก้ไขยากขึ้นกว่าเดิม

“ดีล่ะ!”

ถวนจื่อไม่ได้คิดมากเช่นนั้น เมื่อได้ยินว่ายังสามารถกลับไปได้ เขาจึงรีบจัดการให้ชนะอย่างน่าดีอกดีใจเสียดีกว่า

“ท่านอาจารย์ ท่านมาได้อย่างใด”

นางถามขึ้นพลางเดินเข้าไปหาอาจารย์

หนานซู่ไหวโบกมือไปมา

“นี่ไม่ใช่ว่ามิมีอันใดทำหรอกนะ แต่เพราะอาจารย์อยากจะมาหาเจ้าเสียหน่อย”

ฉู่หลิวเยว่เลิกคิ้วขึ้น

“อ้อ?”

หนานซู่ไหวถูกสายตาของนางจ้องมองอย่างรู้สึกไม่สงบสุข จึงไอขึ้นอยู่หลายครั้ง จนในที่สุดเขาก็พ่ายแพ้ให้แก่สายตาของนางลง

“พอแล้วพอแล้ว! แท้จริงแล้วที่ข้ามาในครั้งนี้เพราะมีบางเรื่องต้องการจะถามเจ้า”

ฉู่หลิวเยว่เชิญหนานซู่ไหว่นั่งลงบนม้านั่งหินในลานกว้าง จากนั้นนางยิ้มพลางเอ่ยถามขึ้นอย่างช้าๆ ว่า

“มิทราบว่าท่านอาจารย์ต้องการถามอันใด”

หนานซู่ไหวพูดขึ้นอย่างอึกอัก

ผ่านไปชั่วครู่ เขาจึงเชยคางขึ้นไปยังทิศทางตรงนั้น

“เยว่เออร์ คนเหล่านี้…ล้วนเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของเจ้าใช่หรือไม่”

ฉู่หลิวเยว่คิดว่าที่เขาถามถึงคือเฉิงอีและคนอื่น จึงพยักหน้า

“ใช่เจ้าค่ะ มีอันใดหรือ พวกเขาไปก่อเรื่องไว้ใช่หรือไม่”

หนานซู่ไหวโบกมืออปฏิเสธอย่างรีบร้อน

“ที่ไหนกันเล่า! พวกเขาจะไปสร้างปัญหาที่ไหนกัน…มิใช่แล้ว ความหมายของข้าก็คือ…เด็กคนนั้นดูแล้วอายุมิมากนัก แต่ความสามารถไม่เลว โดยเฉพาะคนอายุน้อยที่สุดนั่น กระดูกแต่ละส่วนของร่างกายเขาเหมือนจะดีมากทีเดียว เจ้าเคยคิดที่จะให้เขาเข้าสำนักบ้างหรือไม่”

………………..

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ยอดหญิงลิขิตสวรรค์