คืนนั้น ฉู่หลิวเยว่นอนหลับอย่างเป็นสุข
ทั้งยังมีฝันอันยาวนานอีกด้วย
ในความฝัน ภาพฉากส่วนใหญ่เป็นฉากตั้งแต่นางกับหรงซิวรู้จักกันจนกระทั่งได้ครองคู่
ภาพฉากเหล่านั้นปรากฏผ่านอย่างไม่หยุดหย่อน ทุกฉากล้วนมีชีวิตชีวาราวกับว่าเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อคืนวาน
เวลานี้เอง ฉู่หลิวเยว่ถึงเพิ่งนึกได้ว่านางกับเขาเคยจากกันไกลถึงหมื่นลี้เทียวหรือ?
ทว่าสุดท้ายแล้วพวกเขาก็ยังเดินมาบรรจงคู่กัน
ผู้ถูกชะตาลิขิตให้ครองคู่กัน มิว่าอย่างใด ท้ายที่สุดแล้วก็ย่อมได้ใช้ชีวิตร่วมกับอีกคนอยู่ดี
…
ครั้นเช้าตรู่มาถึง ก็มีเสียงเคาะประตูแว่วมาจากด้านนอก
นางจึงสาวเท้าไปเปิดประตู
มู่หงอวี่พุ่งเข้ามาอย่างตื่นเต้น เมื่อเห็นว่าฉู่หลิวเยว่ยังคงสยายผมก็เบิกตากว้างน้อยๆ
“หลิวเยว่ เหตุใดเจ้ายังไม่เริ่มแต่งตัวเล่า?”
ฉู่หลิวเยว่ยิ้มออกมาอย่างช่วยไม่ได้
“รีบร้อนไปเหตุใดกัน”
เพราะบัดนี้นางกับหรงซิวต่างก็อยู่ที่พระราชวังเมฆาสวรรค์แล้ว อีกทั้งเขาฉางอีและยอดเขาซู่หมิงอยู่ห่างกันไม่ไกลนัก ดังนั้นจึงลดระยะการเดินทางยาวไกลอันน่าเบื่อไปได้ไม่น้อย
ยิ่งไปกว่านั้นงานอภิเษกสมรสใหญ่จะจัดขึ้นช่วงบ่ายคล้อย จึงยังมีเวลาอีกหลายชั่วยามนัก
มู่หงอวี่คิดตาม ก่อนจะเห็นด้วย
ทว่าคงเป็นเพราะนี่คือครั้งแรกที่ได้ร่วมงานอภิเษกของสหาย ในใจของนางจึงรู้สึกตื่นเต้นอย่างยิ่ง ใจเต้นตุบๆ เป็นจังหวะรัวๆ จะอย่างใดก็มิอาจสงบลงได้
“ถึงอย่างนั้นก็ยังต้องรีบเตรียมตัวแต่เนิ่นๆ! กว่าจะอาบน้ำ แต่งตัว เปลี่ยนชุดเจ้าสาว… พวกนี้ใช้เวลาไม่น้อยเลยหนา!”
มู่หงอวี่พูดย้ำเตือนไปพลาง มือหนึ่งก็ลากฉู่หลิวเยว่ไปหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง จัดแจงกดตัวนางให้นั่งลงบนเก้าอี้
“วันนี้เป็นวันอภิเษกของเจ้านะหลิวเยว่! แน่นอนว่าต้องแต่งองค์ทรงเครื่องอย่างดี แล้วเป็นเจ้าสาวที่งดงามที่สุด!”
มู่หงอวี่มองดูเรือนผมปล่อยยาวของฉู่หลิวเยว่ ดวงหน้าอันแดงระเรื่อ และนัยน์ตากลมโตที่เปล่งประกายวิบวับ
“ข้าช่วยเจ้าเอง!”
พูดจบ นางก็เตรียมลงมือทันที
ทว่าในไม่ช้า มู่หงอวี่ก็เจอปัญหาที่ยากจะแก้ไขเข้า
…นางจัดแต่งทรงผมไม่เก่งเอาเสียเลย
ปกตินางก็มักรวบผมตัวเองเกล้าขึ้นเป็นทรงง่ายๆ ทว่าพอมาอยู่ในพิธีการใหญ่โตเฉกเช่นวันนี้ เกล้ามวยอย่างง่ายย่อมไม่อาจใช้งานได้
“เอ้อ… ก่อนหน้านี้ข้าลองหัดทำมานานพอควร…”
เสียงหัวเราะคิกคักดังขึ้น ตามมาด้วยเสียงก้องกังวานของชิ้นหยกแตกที่กระทบกันกรุ๊งกริ๊ง
“เรื่องพวกนี้มอบให้ข้าจัดการเถิด…“
ฉู่หลิวเยว่และมู่หงอวี่หันไปมอง พบว่าเป็นน้องแปดที่เดินเข้ามาด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม
นางรับหวีไม้จากมือของมู่หงอวี่อย่างเป็นธรรมชาติ สุ้มเสียงอ่อนโยนหวานหูชวนให้คนอ่อนระทวยกันไปตามกัน
“น้องสาว ดูให้ดีหนา”
มู่หงอวี่ถึงกับตะลึงงัน
อายุของอีกฝ่ายดูจะห่างกับนางไม่มากนัก ทว่าความรู้สึกที่แผ่ออกมาจากทั่วทั้งร่างกลับชวนน่าเกรงขามนัก เทียบกันแล้ว ความต่างดูจะมากทีเดียว…
มู่หงอวี่ผงกศีรษะรับอย่างเผลอไผล ส่งเสียง “อ้อ” รับคำอย่างว่าง่าย
น้องแปดหัวเราะพลางปรายตามองนางแวบหนึ่ง ก่อนจะยื่นมือไปหยิกแก้มมู่หงอวี่เข้าทีหนึ่ง
“รู้ความเสียจริง!”
มู่หงอวี่ไหนเลยจะเคยถูกแม่นางหยอกเย้าเช่นนี้ ใบหน้าจึงแดงก่ำขึ้นมาทันทีทันใด
ฉู่หลิวเยว่มองน้องแปดโดยมิได้พูดอันใด
หลังเผชิญกับการชำระร่างกายต่อหน้าต่อตา ระดับความอดทนของจิตใจมู่หงอวี่ในตอนนี้นับว่าแข็งแกร่งขึ้นมากทีเดียว
หลังช่วยฉู่หลิวเยว่เปลี่ยนชุดเสร็จเรียบร้อยแล้ว นางก็เอามือปิดปาก ข่มตัวเองไม่ให้กรีดร้องออกมาอย่างสุดความสามารถ
ทว่านัยน์ตาชวนให้ลุ่มหลงคู่นั้นกลับเปิดเผยความรู้สึกของนางอย่างปิดไม่มิด
น้องแปดเลิกคิ้วอย่างพออกพอใจ ก่อนจะเริ่มช่วยฉู่หลิวเยว่แต่งหน้าทาปาก
มือของนางหยิบจับคล่องแคล่วนัก สำหรับนางแล้วเรื่องพวกนี้ล้วนกระทำได้ง่ายดายยิ่ง
อีกอย่างฉู่หลิวเยว่เองก็มีหน้าตาสะสวยเป็นทุนเดิมอยู่แล้วด้วย
หลังจากสาละวนอยู่พักใหญ่ น้องแปดก็พินิจดวงหน้าของฉู่หลิวเยว่อย่างพึงพอใจ
“แบบนี้แหละถึงใช้ได้!”
วันอภิเษกสมรสทั้งที ย่อมต้องแต่งให้นางงามเลิศที่สุด!
จากนั้นน้องแปดก็รับมงกุฎหงส์มาสวมให้ฉู่หลิวเยว่อย่างตั้งใจ
มู่หงอวี่ถึงกับเอ่ยปากขึ้นมาอย่างอดไม่ได้
“หลิวเยว่ ข้าไม่เคยเห็นผู้ใดงามกว่าเจ้ามาก่อน”
ฉู่หลิวเยว่จ้องมองตัวเองในกระจก
คิ้วดำโก่งงอน นัยน์ตาดุจดวงดารา ริมฝีปากจิ้มลิ้ม
ชุดเจ้าสาวสีแดงดุจแพเมฆยามสนธยา ล่องลอยพลิ้วไหว ทั้งยังงามเสียจนสะกดสายตาผู้คน
นางเองก็ตกอยู่ในภวังค์ไปชั่วขณะหนึ่ง
แน่นอนว่ากระทั่งตัวนางก็ยังไม่เคยเห็นตนเองในสภาพเช่นนี้มาก่อน…
ในตอนนั้นเอง ด้านนอกพลันแว่วเสียงทุ้มต่ำเสนาะหูดังขึ้น
“เยว่เออร์ ข้ามารับเจ้าแล้ว”
………………..

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ยอดหญิงลิขิตสวรรค์
ขอบคุณมากค่ะ สนุกมากกกค่ะ...
สนุกมากค่ะ...
อ่านสนุกมากค่ะ ติดตามอ่านทุกตอน...