คนทั้งสองคำนับกันและกัน
“เสร็จสิ้นพิธี!”
ทันทีที่เสียงใสกังวานของขุนนางพิธีการดังก้องตำหนักศักดิ์สิทธิ์ บนยอดเขาต่างๆ ที่อยู่รอบนอกยอดเขาซู่หมิงต่างพากันจุดดอกไม้ไฟแสดงความยินดีถ้วนหน้า!
“พระราชวังเมฆาสวรรค์มิได้ครื้นเครงแบบนี้มานานแล้วหนา…”
บัดนี้พระโอรสได้บรรลุความปรารถนาของพระองค์แล้ว เขาเองก็วางใจได้เสียที
หรงซิวกุมมือฉู่หลิวเยว่ไว้แน่น ก่อนที่คนทั้งสองจะเดินเคียงคู่กันเข้าไปส่วนในสุดของตำหนักศักดิ์สิทธิ์
ณ ที่แห่งนั้นมีม้านั่งยาวอันสูงศักดิ์ตัวหนึ่งตั้งอยู่
ชัดเจนอยู่แล้วว่ามันมีไว้ให้พระโอรสและพระชายา
ยามชายชุดเจ้าสาวสีแดงสดใสดุจแพเมฆ แผ่วบางดุจคำหยอกเย้าเคลื่อนตัวบนพื้นหยกสีดำอย่างเงียบเชียบ
ยามออกก้าวเดิน พู่ห้อยบนมงกุฎหงส์ก็จะขยับไหวตามแรงน้อยๆ
แม่นางผู้นั้นผิวนุ่มละมุน ดวงหน้าหยดย้อยดุจภาพวาด และที่หาดูได้ยากยิ่งกว่าก็คือเสน่ห์เย้ายวนอันบรรยายเป็นคำพูดไม่ได้ที่แผ่กระจายออกมาจากทั่วทั้งร่าง
เพียงนางยืนอยู่ตรงนั้นก็มีชัยเหนือภาพทิวทัศน์นับหมื่นในโลกา
แพขนตาหนากระพือไหวเบาๆ ยามปรายสายตามองราวกับสายลมเอื่อยๆ พัดผ่านฟ้ายามค่ำคืนที่พร่างพรายด้วยดวงดารา
หรงซิวมองนางด้วยสายตาลึกล้ำ
พริบตานั้นเอง เขารับรู้ได้ว่าสายตาของคนทั้งหมดล้วนถูกตรึงไว้ที่นาง
หากเป็นแต่ก่อน เขาย่อมรู้สึกไม่ชอบใจเป็นแน่แท้
ทว่าบัดนี้กลับต่างออกไป
นี่คืองานอภิเษกสมรสของเขาและนาง และต่อจากนี้ไป นางคือชายาของเขา
นางที่เปล่งประกายเจิดจ้าเช่นนี้ สง่างามและโดดเด่นอย่างเห็นได้ชัด
นางเป็นของเขา
ในที่สุดสมบัติล้ำค่าที่จับตาผู้คนที่สุดในแดนมนุษย์ ก็ถูกเขาไขว่คว้ามาครอบครอง
…
คนทั้งสองทรุดตัวลงนั่ง
แต่ก่อนเริ่มงานกินเลี้ยงครานี้ ยังมีอีกหนึ่งขั้นตอนสำคัญที่ต้องทำให้เสร็จลุล่วง
…นั่นคือการส่งมอบของกำนัลจากทุกตระกูล
อย่างใดเสียพระราชวังเมฆาสวรรค์ก็เป็นหนึ่งตระกูลชั้นสูงแห่งอาณาจักรเสิ่นซวี่ ชื่อเสียงขจรขจาย สถานะสูงส่งยิ่ง
วันนี้เป็นวันอภิเษกสมรสของโอรสสวรรค์ หรงซิว ผู้ปกครองพระราชวังเมฆาสวรรค์ แต่ละตระกูลย่อมต้องจัดเตรียมของกำนัลมาแสดงความยินดี
ระดับความเลอค่าของของกำนัลแสดงความยินดีที่ว่านี่ก็สำคัญอย่างยิ่ง
มุมหนึ่ง นี่เป็นตัวบ่งบอกถึงพื้นเพครอบครัวและรายละเอียดของผู้ส่งมอบของกำนัล ทั้งยังประกาศให้รู้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขากับพระราชวังเมฆาสวรรค์ว่าสนิทชิดเชื้อกันเพียงใด
“ขอต้อนรับทุกท่านเข้าสู่งานอภิเษกสมรสของข้าในวันนี้ หากมีข้อผิดพลาดประการใด ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย”
หรงซิวเอ่ยพลางยกจอกสุราเชื้อเชิญ
บรรดาฝูงชนจึงทยอยพากันยกจอกสุราของตนขึ้นมา
งานกินเลี้ยงภายในตำหนักศักดิ์สิทธิ์ดำเนินไปอย่างครื้นเครงยิ่ง
ฉู่หลิวเยว่นั่งอยู่ข้างกายหรงซิว ยกจอกสุราในมือขึ้นมา ก่อนจะพบว่าในจอกถูกคนเปลี่ยนเป็นชาเขียว
มุมปากของนางเม้มเข้าหากันน้อยๆ ก่อนจะยกชาขึ้นจิบ ซ่อนงำไว้ซึ่งรอยยิ้มในแววตา
จากนั้นนางก็วางจอกสุราลง
หรงซิวผินหน้ามาหานาง
“รสดี…หรือไม่?”
สายตาของเขาหยุดอยู่ที่ริมฝีปากอวบอิ่มอันชุ่มชื้นของนาง สายตาพลันเข้มขึ้นมาหลายส่วน
ฉู่หลิวเยว่กะพริบตาปริบๆ ก่อนจะผงกศีรษะ
นางที่น่ารักน่าเอ็นดู ทั้งยังแฝงแววใสซื่อเช่นนี้ช่างหาดูได้ยากนัก
ราวกับแมวน้อยที่เก็บซ่อนเล็บคมแล้วเปลี่ยนมานอนขดเป็นเจ้าก้อนนุ่ม ให้คนอยากอุ้มมากอดมาลูบไว้แนบอก
หรงซิวใช้ท้องนิ้วลูบคลำบนจอกสุราแผ่วเบาสองสามที ตามองไปยังแสงอาทิตย์ร้อนแรงเจิดจ้าด้านนอก
เขากระดกสุราที่เหลือลงไปรวดเดียว เป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่าเวลาช่างเชื่องช้าเกินทน
“ประมุขแห่งสำนักแดนขอบฟ้า ส่งมอบไข่มุกเกล็ดหิมะโปรยหมื่นปีจำนวนสองเม็ด!”
“เจ้าสำนักของสำนักปักษาม่วง ส่งมอบม่านฉากกั้นห้องลายปะการังในทะเลคืนมืดหนึ่งชุด!”
“หอหิมะโปรยปราย ส่งมอบโอสถเขียวหลากน้ำฟ้าหนึ่งเม็ด!”
เสียงของขุนนางพิธีการดังก้องอย่างต่อเนื่อง
แม้นคนจำนวนมากจะพยายามกดเสียงให้เบาลงแล้ว แต่ตำหนักศักดิ์สิทธิ์ใหญ่โตปานนี้ คนที่นั่งอยู่ส่วนใหญ่ก็เป็นผู้แข็งแกร่งระดับสูงสุดกันทั้งนั้น ใครบ้างเล่าจะไม่ได้ยิน?
นี่เรียกได้ว่าจงใจพูดแล้ว
แง่หนึ่ง บรรดาตระกูลต่างๆ ที่อยู่พร้อมหน้ากันในที่นี้จำนวนไม่น้อยล้วนเป็นตระกูลชั้นสูง มิได้อ่อนด้อยไปกว่าพระราชวังเมฆาสวรรค์
อีกมุมหนึ่ง พวกเขาต่างรู้ตัวว่าที่พูดมาล้วนเป็นเรื่องจริงทั้งสิ้น ความจริงชวนระคายหู หรือว่าพวกเขาจะห้ามไม่ให้คนพูดความจริงกันเล่า?
ผู้อาวุโสหมิงที่สามสิบหกขมวดคิ้วนิ่วหน้าพลางมองไปยังหรงซิว แต่กลับพบว่าสีหน้าของหรงซิวเรียบนิ่งประหนึ่งว่าไม่ได้ใส่ใจในคำพูดเหล่านั้นเลยแม้แต่น้อย
เขาเหลือบสายตาไปมองทางฉู่หลิวเยว่น้อยๆ บ้าง
แน่นอนว่าดวงหน้านั้นยังคงประดับด้วยรอยยิ้ม
ผู้อาวุโสหมิงที่สามสิบหกลอบถอนใจ
ดูพวกเขาไม่ออกเลยจริงๆ…
ในตอนนั้นเอง ซั่งกวนจิ้งพลันเอ่ยปากขึ้น
“เยว่เออร์”
สุ้มเสียงนี้ทุ้มต่ำนัก ดึงดูดความสนใจของบรรดาฝูงชนเป็นจุดเดียว
ภายในตำหนักศักดิ์สิทธิ์เงียบสงัดลงในพริบตา
ฉู่หลิวเยว่มองตามต้นเสียง
“องค์ไท่จู่?”
ซั่งกวนจิ้งเอ่ยแกมหัวเราะว่า
“เยว่เออร์ วันนี้เจ้ากับหรงซิวเป็นฝั่งเป็นฝากันเสียที ไท่จู่ดีใจยิ่งนัก! ไท่จู่เคยชินกับการทำตัวเอ้อระเหยมาตลอด หลายปีมานี้ก็ไม่ได้สะสมมรดกอันใดหลงเหลือให้เจ้า ไม่มีสิ่งใดจะมอบให้แก่เจ้าได้ เจ้ารับของสิ่งนี้ไปเถอะ”
พูดพลาง เขาก็รูดเอาแหวนเฉียนคุนสีทองแดงวงหนึ่งออกมาจากมือของตน
ฉู่หลิวเยว่คลี่ยิ้มกว้างด้วยสีหน้าเบิกบาน
“สิ่งที่องค์ไท่จู่มอบให้ย่อมดีที่สุดอยู่แล้วเจ้าค่ะ!”
องค์ไท่จู่โบกมือไปมาแล้วเอ่ยอย่างเอื่อยเฉื่อย
“แค่อาวุธศักดิ์สิทธิ์แห่งจุนเจ๋อหกชิ้นจะไปดีอันใด? วันหน้าไท่จู่จะสร้างอาวุธให้เจ้าอีกหลายๆ ชิ้นด้วยตัวเอง อย่างน้อยที่สุดเจ้าก็ต้องได้สิบชิ้นที่สมบูรณ์แบบจึงจะใช้ได้!”
………………..

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ยอดหญิงลิขิตสวรรค์
ขอบคุณมากค่ะ สนุกมากกกค่ะ...
สนุกมากค่ะ...
อ่านสนุกมากค่ะ ติดตามอ่านทุกตอน...