เข้าสู่ระบบผ่าน

ยอดหญิงลิขิตสวรรค์ นิยาย บท 1806

………………..

ภายในตำหนักศักดิ์สิทธิ์ บรรดาฝูงชนต่างพากันตื่นตกใจในคราแรก ก่อนจะตกสู่ห้วงความเงียบอยู่พักใหญ่

เหตุใดถึงเป็นแบบนี้…

เหตุใดถึงเป็นแบบนี้ไปได้?

หนานซู่ไหวเป็นถึงเจ้าสำนัก ก็ควรกระทำเรื่องต่างๆ อย่างยุติธรรมมิใช่หรือ?

เขาส่งมอบสำนักหลิงเซียวออกอย่างเปิดเผยเช่นนี้ก็เพื่อสนับสนุนซั่งกวนเยว่น่ะหรือ!?

หรือว่าผู้อาวุโสท่านอื่นและบรรดาศิษย์ทั้งหลายในสำนักไม่คัดค้านเลยหรือ!?

“หนานซู่ไหวทำเช่นนี้ออกจะไม่ค่อยเหมาะสมไปหน่อยกระมัง?”

“นั่นซี! ต่อให้ซั่งกวนเยว่จะเป็นศิษย์ของเขา ก็ไม่เห็นต้องตามใจขนาดนี้เลย! แล้วจะให้ผู้อื่นในสำนักมองอย่างใด คิดอย่างใดกัน?”

“ก่อนหน้านี้ได้ยินมาว่าหนานซู่ไหวเอ็นดูลูกศิษย์คนนี้มากมาโดยตลอด บัดนี้ได้เห็นกับตา นับว่าสมคำร่ำลือ…”

“เฮ้อ อย่างใดก็เป็นถึงเจ้าสำนัก วิธีจัดการเรื่องต่างๆ ย่อมไม่ธรรมดา เพียงแต่ไม่รู้ว่าหลังจากนี้ สำนักหลิงเซียวจะยังสงบเหมือนแต่ก่อนหรือไม่…”

คำวิพากษ์วิจารณ์ทุกรูปแบบเป็นดั่งกระแสน้ำหลากถาโถมเข้ามา แม้นมีคนบางส่วนไม่ได้พูดอันใด แต่ก็เห็นได้ชัดว่าไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้เช่นกัน

สำนักหลิงเซียวหาใช่สถานที่ที่หนานซู่ไหวมีอำนาจปกครองคนเดียวไม่

หนานซู่ไหวได้ยินดังนั้นก็เลิกคิ้วพลางฉีกยิ้ม ก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยเสียงดังฟังชัด

“เรื่องพวกนี้น่ะ… ไม่จำเป็นต้องให้ทุกท่านร้อนใจหรอกหนา”

เขาหมุนกายมาครึ่งตัว แม้นกำลังยิ้มอยู่ ทว่าสายตาที่แหลมคมดุจมีดกวาดมองบรรดาคนที่พล่ามคำอวดดีออกมารอบหนึ่ง

บรรดาฝูงชนพากันเงียบกริบลงในบัดดล

รอยยิ้มของหนานซู่ไหวยิ่งลึกล้ำยิ่งกว่าเก่า

“ก่อนหน้านี้สำนักหลิงเซียวของข้าประสบเคราะห์ใหญ่หลวง โชคยังดีที่แม่หนูเยว่เออร์เอาตัวเข้าเสี่ยง พยายามหาทางพลิกวิกฤติจนสำนักหลิงเซียวรอดพ้นจากอันตรายได้ แต่ก่อนตราหยกสีเขียวอันนี้ไม่เคยมอบให้แก่ผู้ที่ไม่ใช่ผู้อาวุโสมาก่อน บัดนี้ที่ละเมิดกฎ ก็เป็นผู้อาวุโสทุกคนในสำนักหลิงเซียวล้วนมีมติเอกฉันท์ให้ส่งมอบตราแก่สองสามีภรรยานี้ ในเมื่อคนของเราไม่ได้โต้แย้งอันใด เหตุใดทุกท่านถึงไม่พอใจนักเล่า?”

คิดหรือว่าจะมีคนสนใจ!?

ตัวข้าเองตัดสินใจมาอย่างดีแล้ว ไหนเลยจะต้องมาสนใจพวกคนนอกปากหอยปากปูอย่างพวกเจ้าด้วย!

แม้หนานซู่ไหวจะไม่ได้เอ่ยคำพูดนี้ออกจากปาก ทว่าสีหน้าของเขากลับเล่าแทนได้อย่างชัดเจนไม่มีตกหล่น

คนจำนวนมากพลันรู้สึกอับอาย พากันหลบสายตาอย่างว่องไว

หนานซู่ไหวกลับยังไม่พอใจ เขาแค่นเสียงหัวเราะเย็นเยียบคราหนึ่งแล้วเอ่ยว่า

“ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่อยากเตือนทุกท่านไว้ ชีวิตนี้ของข้า หนานซู่ไหวจะรับเพียงศิษย์ผู้นี้ผู้เดียวเท่านั้น!”

บรรดาฝูงชนราวกับนึกอันใดบางอย่างออก ล้วนแต่ตื่นตกใจกันทั่วถ้วน ก่อนจะมองไปทางหนานซู่ไหวด้วยไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง

นี่หมายความว่าอันใดกัน!

เขาคิดจะส่งต่อตำแหน่งเจ้าสำนักให้ฉู่หลิวเยว่อย่างนั้นหรือ!?

ใช่สิ!

หากมิได้ตัดสินใจเช่นนี้ เหตุใดเขาถึงต้องปกป้องซั่งกวนเยว่ถึงเพียงนั้น กระทั่งที่ว่ายอมส่งมอบของกำนัลชิ้นโตขนาดนี้ให้?

หรือที่ผู้อาวุโสท่านอื่นในสำนักหลิงเซียวทั้งหมดล้วนเห็นชอบเรื่องตราหยกสีเขียวแบบนี้ แปลว่าตัดสินใจกันเรียบร้อยแล้ว…

คนจำนวนมากเริ่มยืนไม่ติดที่

หากซั่งกวนเยว่กลายเป็นเจ้าสำนักหลิงเซียวจริงๆ ขึ้นมา สถานการณ์ก็จะไม่เหมือนเดิมอีกแล้วน่ะสิ!

แม้นางจะไม่มีรากเหง้าในอาณาจักรเสิ่นซวี่ แต่…สำนักหลิงเซียวย่อมปฏิบัติต่อนางดุจคนใหญ่คนโต!

หากนางได้เป็นเจ้าสำนักจริงๆ เช่นนั้นสถานะของนางในอาณาจักรเสิ่นซวี่ต่อจากนี้ไปย่อมพุ่งสูงขึ้นมาอย่างมาก!

เป็นความจริงที่ว่าตระกูลชั้นสูงบางตระกูลมีทรัพย์สินมากมายก่ายกองอยู่เดิม มีผู้แข็งแกร่งจำนวนมากรวมตัวกัน พวกเขาสามารถฟูมฟักคนรุ่นหลังที่มีความสามารถโดดเด่นขึ้นมาได้เองโดยไม่จำเป็นต้องส่งลูกหลานมาที่พระราชวังเมฆาสวรรค์ ทั้งยังไม่ต้องเป็นกังวลด้วยว่าความสัมพันธ์ระหว่างตนกับพระราชวังเมฆาสวรรค์จะขุ่นข้องหมองใจกัน

แต่… นี่เป็นเพียงแค่ส่วนน้อยมาก!

ตระกูลส่วนใหญ่ก็ยังคงหวังว่าลูกหลานจากตระกูลของตนจะสามารถเข้าสำนักหลิงเซียวไปฝึกตนและกลายเป็นผู้แข็งแกร่งได้

เมื่อคิดถึงข้อนี้ได้ สีหน้าของคนจำนวนมากต่างก็ซับซ้อนขึ้นมาในทันใด

แท้จริงแล้ว ในบรรดาหมู่คนจำนวนมาก พวกเขาเคยดูแคลนซั่งกวนเยว่กันมาก่อนแล้วทั้งนั้น

แม้พรสวรรค์ของนางจะโดดเด่น พลังต่อสู้กล้าแกร่ง แต่ก็ยัคงอ่อนแออย่างเห็นได้ชัดด้วยไร้ตระกูลคอยสนับสนุน

ราวกับเพียงแค่สายลมพัดผ่านเที่ยวหนึ่ง ก็ล้มลงไปได้อย่างง่ายดาย

ทว่าตอนนี้ดันพลิกกลับเป็นคนละเรื่อง

เบื้องหน้ามีพระราชวังเมฆาสวรรค์ เบื้องหลังหนุนด้วยสำนักหลิงเซียว!

เมื่อสองขั้วอำนาจใหญ่นี้จับมือกัน แล้วผู้อื่นจะไปกล้าหยอกเล่นด้วยอย่างใดกัน?

บรรยากาศภายในโถงตำหนักพลันเปราะบางขึ้นมาทันควัน

บรรดาคนที่คิดก่อเรื่องก่อนหน้านี้นั้น บัดนี้ล้วนแต่ล้มเลิกความคิดกันไปแล้วไม่น้อย

กล่องไม้พลันเปิดออก

คทาหัวมังกรเล่มหนึ่งวางแผ่อย่างเงียบเชียบอยู่ภายในกล่อง

ใจของฉู่หลิวเยว่เต้นกระตุกรัวเร็วขึ้นมาทันใด

เป็นอย่างที่คิดไว้จริงด้วย!

นี่ก็คือคทาอาญาสิทธิ์เทียนลิ่ง!

“ก่อนข้าจะมาที่นี่ คทาอาญาสิทธิ์เทียนลิ่งก็ทะยานออกมาจากตำหนักหลางคุนด้วยตัวเอง ข้าจึงพามันมาด้วย”

ซั่งกวนโหยวเอ่ยอธิบาย

ชั่วพริบตานั้นเอง ดวงตาของหัวมังกรบนคทาพลันเรืองแสงสว่างวาบ!

ฉู่หลิวเยว่กำคทาอาญาสิทธิ์เอาไว้ ก่อนเหวี่ยงมันไปทางด้านหน้าโดยไม่รู้ตัว!

ฉัวะ!

เสียงแหวกอากาศดังขึ้นโดยพลัน!

ในจังหวะเดียวกัน แรงกดดันมหาศาลไร้สิ่งใดเทียบพลันเข้าปกคลุมทั้งตำหนักศักดิ์สิทธิ์!

“อาวุธศักดิ์สิทธิ์แห่งจุนเจ๋อหรือนี่!?”

บรรดาฝูงชนต่างตกอยู่ในความโกลาหล

เหตุใดถึงได้มีอาวุธศักดิ์สิทธิ์แห่งจุนเจ๋ออีกชิ้นกันได้เล่า!?

หรือว่าคนในตระกูลซั่งกวนต่างก็ส่งต่อของสิ่งนี้มาอย่างนั้นหรือ!?

ซั่งกวนจิ้งหัวเราะร่า

“เจ้าของชิ้นจ้อยนี่ดูจะติดเจ้าหนึบเลยจริงๆ!”

ฉู่หลิวเยว่เองก็สัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าลมปราณบนตัวคทาอาญาสิทธิ์มหาศาลกว่าก่อนหน้านี้มาก!

ก่อนหน้านี้นางไม่เคยรับรู้มาก่อนว่านี่จะเป็นอาวุธศักดิ์สิทธิ์แห่งจุนเจ๋อ!?

ราวกับอ่านใจของนางได้ ซั่งกวนจิ้งจึงเอ่ยอธิบายว่า

“แท้จริงแล้วคทาอาญาสิทธิ์เทียนลิ่งเล่มนี้คืออาวุธศักดิ์สิทธิ์แห่งจุนเจ๋อที่ข้าเคยหลอมขึ้นมาเมื่อนานมาแล้ว แต่มันกับอาวุธศักดิ์สิทธิ์แห่งจุนเจ๋อไม่ใคร่จะเหมือนกันนัก ยิ่งผู้ครอบครองมันแข็งแกร่งมากเท่าไร มันก็สามารถแผ่พลังออกมาได้แข็งแกร่งมากเท่านั้น แต่ก่อนระดับพลังปราณของเจ้าไม่สูงนัก การรับรู้และปลดปล่อยพลังได้จึงมีจำกัด บัดนี้พลังของเจ้าเพิ่มขึ้นมาไม่น้อยแล้ว เมื่อได้จับคทาอีกครั้งหนึ่ง ความรู้สึกย่อมต่างกัน”

………………..

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ยอดหญิงลิขิตสวรรค์