คนผู้นั้นลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แล้วกล่าวว่า
“ฝ่าบาท สองท่านนั้นบอกว่าได้ยินว่าวันนี้เป็นงานอภิเษกสมรสของพระองค์ จึงมาส่งมอบของกำนัลให้โดยเฉพาะ…”
พูดจบ คนผู้นั้นก็ขอตัวจากไปอย่างรวดเร็ว
ภายในตำหนักศักดิ์สิทธิ์ คนจำนวนมากต่างสบสายตากันอย่างไม่รู้จะทำอย่างไร
“ตระกูลหนาน…คนของพวกเขามาที่นี่เหตุใดกัน?”
“ข้าจำได้ว่าพระราชวังเมฆาสวรรค์กับพวกเขาไม่เคยติดต่อกันมาก่อนนี่? เหตุใดจู่ๆ ถึงมีคนมาส่งของแสดงความยินดีได้? แต่ดูแล้วทางพระราชวังเมฆาสวรรค์ฟากนี้ไม่ค่อยต้อนรับพวกเขาเท่าไรกระมัง…”
“ตระกูลหนานทะนงตัวมาแต่ไหนแต่ไร ตอนนี้มันหมายความว่าอย่างไรกัน? ส่วนพระราชวังเมฆาสวรรค์ดูเหมือนจะยังคงไม่สนใจ…”
“เฮอะ ตอนนี้พระราชวังเมฆาสวรรค์มีเผ่าหงส์ทองคำและไท่ซวีเฟิ่งหลงคอยหนุนหลัง ความมั่นใจเปี่ยมล้น จะยังมองใครอยู่ในสายตาได้อีกหรือ?”
“ที่พูดมาก็ถูก…”
สำนักและตระกูลต่างๆ ภายในอาณาจักรเสิ่นซวี่มีมากมายดั่งไม้ในป่า พละกำลังของแต่ละฝ่ายต่างคอยขัดขวางกันเอง ทั้งคานอำนาจของแต่ละฝ่าย
ผู้อ่อนแอพึ่งพิงผู้แข็งแกร่งจึงเป็นเรื่องที่พบเจอได้ทั่วไป
มิต้องสงสัยเลยว่าอสูรศักดิ์สิทธิ์แห่งบรรพกาลทั้งสองเผ่าคือเสาต้นหลักที่ใหญ่ที่สุด
บัดนี้ทุกสิ่งล้วนอยู่ในกำมือของซั่งกวนเยว่!
แล้วจะยังมีเรื่องใดให้พูดอีก?
ละครคั่นฉากเล็กเรื่องนี้ไม่นานก็ถูกบรรดาฝูงชนละความสนใจไป
…
ด้านนอกค่ายกลพระราชวังเมฆาสวรรค์
สีหน้าลั่วเหยี่ยนเย็นเยียบขึ้นมาหลายส่วน
หนานอีอียืนอยู่ด้านหลังเขา นางเขย่าแขนของเขาด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย
นางอยากจะเข้าไปที่นั่นจริงๆ หนา…
ทหารสวมเกราะดำมีสีหน้าเย็นเยียบ
“ความหมายของฝ่าบาทชัดเจนพอแล้ว พระราชวังเมฆาสวรรค์ไม่ต้อนรับพวกเจ้า เชิญออกไปให้ไวเถิด! หากยังขัดขืน อย่ามาโทษว่าพวกข้าไม่เกรงใจ!”
ในอกของลั่วเหยี่ยนร้อนดั่งมีไฟสุมทรวง
หลายปีมานี้ เขาไม่เคยรู้สึกอัดอั้นตันใจเช่นนี้มาก่อน
มีเพียงการประสบความพ่ายแพ้ให้แก่หรงซิวและซั่งกวนเยว่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า!
แต่อย่างไรเสียที่นี่เป็นเขตแดนของอีกฝ่าย หากมีเรื่องกันขึ้นมาจริงๆ ก็ไม่ส่งผลดีอะไรต่อพวกเขา
ลั่วเหยี่ยนสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ ก่อนลากตัวพาหนานอีอีหมุนกายจากไป
“อีอี พวกเราไปกันเถอะ”
หนานอีอียังคิดอยากดิ้นรนต่อ ทว่าเมื่อเหลือบตามองดูสีหน้าที่เปี่ยมด้วยอารมณ์โมโหของลั่วเหยี่ยนก็รู้ทันทีว่าเขาโกรธขึ้นมาจริงจึงไม่กล้าทำอะไรอีก ทำได้แค่เดินตามไปอย่างเชื่อฟังเท่านั้น
เงาร่างของคนทั้งสองเลือนหายไปอย่างรวดเร็ว
…
ประมาณครึ่งชั่วยามให้หลัง ลั่วเหยี่ยนก็พาหนานอีอีเดินมาถึงยอดเขาลูกหนึ่ง
บนยอดเขาเขียวชอุ่มไปด้วยต้นไม้ใบหญ้าหนาทึบ
แสงอาทิตย์ที่สาดส่องลงมาพอดิบพอดี ฉายเงาเป็นจุดเป็นดวงบนพื้นป่า
ทั้งข้างหูก็ราวกับได้ยลยินเสียงธารน้ำสายน้อยไหลกระเพื่อมที่ดังแว่วมา
ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนนิ่งงันและเงียบสงบ
ทว่าในใจหนานอีอีกลับมิได้สงบลงตามภาพทิวทัศน์ตรงหน้าแม้แต่น้อย
นางเอาแต่เดินก้มศีรษะตามหลังลั่วเหยี่ยนโดยไร้สุ้มเสียงมาตลอดทาง
เมื่อเดินมาถึงพื้นที่ราบแห่งหนึ่ง ลั่วเหยี่ยนก็หยุดฝีเท้า
“อีอี…”
ใจของลั่วเหยี่ยนราวถูกอะไรบางอย่างบีบรัดไว้แน่น น้ำเสียงของเขาจึงอ่อนลงหลายส่วน
“อีอี ก่อนหน้านี้ข้าพูดไปแล้วว่าวิธีนี้ใช้ไม่ได้ผล ก่อนหน้านี้พวกเราก็หาเรื่องเขาจนกลายเป็นแบบนี้ พวกเขาจะไปผูกมิตรกับเราอีกได้อย่างไรกัน? ยิ่งไปกว่านั้นวันนี้เป็นวันอภิเษกสมรสของพวกเขาแล้วด้วย”
หากเปลี่ยนเป็นเขา ย่อมต้องเลือกทำแบบเดียวกันอย่างไม่ต้องสงสัย
หนานอีอีเป็นเด็กรู้ความมาแต่ไหนแต่ไร
เขาไม่เข้าใจว่าเหตุใดครานี้นางถึงได้ยืนกรานหนักแน่นปานนั้น ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าด้านหน้าคือกำแพงใต้ [1]ก็ยังจะรั้นเอาหัวโขกลงไปอย่างแรงเสียแบบนั้น
หนานอีอีเม้มปากตนเองแน่น น้ำตาหยดแหมะๆ ไม่หยุด
ตั้งแต่หลังจากที่นางมิอาจพูดได้ นางก็ไม่ยอมส่งเสียงร้องออกมาอีก รวมไปถึงเสียงร้องไห้
นั่นมีแต่จะทำให้นางรู้สึกเจ็บปวดทรมานก็เท่านั้น
แม้แต่การต่อสู้ระหว่างผู้แข็งแกร่งระดับเทพศักดิ์สิทธิ์ด้วยกันเอง ยังไม่สามารถบดขยี้เขาจนแพ้ราบคาบดั่งเช่นตอนนี้ได้โดยสิ้นเชิง!
นี่ นี่…
ในตอนที่ความคิดนับไม่ถ้วนลอยล่องขึ้นมาตีรวนกันในสมองของลั่วเหยี่ยน หมอกดำสายนั้นก็เริ่มแผ่ขยายไปทั่วร่าง จัดการดูดกลืนร่างของเขาทีละน้อย
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะพลังของเขาแข็งแกร่งกว่าหนานอีอีมากหรือเปล่า ความเร็วที่หมอกดำสายนั้นกลืนกินเขาเข้าไปจึงเชื่องช้ากว่ามากอย่างเห็นได้ชัด
แต่ปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องดี หากเขาไม่รีบคิดหาทางหลบหนี เกรงว่า…
ตู้ม!
กระแสพลังแกร่งกล้าสายหนึ่งปะทุออกมาจากภายในร่างของลั่วเหยี่ยนในทันใด!
กระแสพลังระเบิดโจมตีไปทั่วทุกสารทิศ ทำให้หมอกดำสายนั้นจำต้องสลายตัวไป
ลั่วเหยี่ยนจึงกลับมาสูดลมหายใจเข้าปอดได้ในที่สุด
เขารีบหันกายวิ่งหนีทันทีโดยไม่คิดลังเล!
เขาออกแรงใช้ความเร็วสุดฝีเท้าอย่างเต็มแรงที่สุดเท่าที่เคยใช้มาในชีวิต!
ทว่าเขาเร็วแล้ว หมอกดำสายนั้นกลับไม่ได้เชื่องช้าเช่นกัน
วิ่งไปได้ไม่ไกล ลั่วเหยี่ยนก็รู้สึกถึงพลังอันมากล้นดึงรั้งข้อเท้าของตนเอาไว้
เขาก้มศีรษะมองดู ใจเต้นกระตุกระรัว
…เป็นหมอกดำสายนั้นที่พุ่งเข้ามาพันธนาการเขาไว้อีกรอบหนึ่ง!
ครานี้ พลังที่แฝงอยู่ในหมอกดำดูจะแกร่งขึ้นไม่น้อย ทำให้ความเร็วของลั่วเหยี่ยนยิ่งเชื่องช้าลงมากขึ้นเรื่อยๆ!
ความหวาดกลัวอย่างรุนแรงแล่นปราดขึ้นสมอง
ลั่วเหยี่ยนหันศีรษะขวับกลับไปมอง
หมอกดำสายนั้นประหนึ่งสัตว์อสูรก็มิปาน มันอ้าปากมหึมาจนกว้าง ก่อนจัดการเขมือบเขาลงไป!
ลวดลายสีโลหิตรูปแบบแปลกตาอันหนึ่งพลันปรากฏต่อหน้าเขา!
จากนั้น ลั่วเหยี่ยนก็สูญเสียสตินึกคิด จมดิ่งสู่ความมืดมิดเบื้องหน้า
[1]กำแพงใต้ หมายถึง กำแพงกั้นประตูทางใต้ของบ้านคนชนชั้นสูง เปรียบเสมือนกำแพงที่ขั้นระหว่างชนชั้น
………………..

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ยอดหญิงลิขิตสวรรค์
ขอบคุณมากค่ะ สนุกมากกกค่ะ...
สนุกมากค่ะ...
อ่านสนุกมากค่ะ ติดตามอ่านทุกตอน...